Get Adobe Flash player

การเมืองภาคประชาชน โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

พี่น้องประชาชน ไม่เลือกสี กำลังรณรงค์คัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยการนำเสนอของ นายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ที่ต้นร่างมีเนื้อหาหลักที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ต้องขัง ที่ถูกจับกุมจากกรณีการเข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง เมื่อปี 2553 จนต้องติดคุกนานหลายปี ซึ่งบุคคลเหล่านั้นต่างเรียกร้องขอความเป็นธรรม

มีการเสนอให้ละเว้นโทษให้ผู้ที่ชุมนุมทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 ถึง 10 พฤษภาคม 2554 ไม่เป็นความผิดต่อไป และให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากการกระทำผิดโดยสิ้นเชิง ถึงแม้จะอยู่ระหว่างการต้องคำพิพากษาหรือการรับโทษ ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลงทั้งหมด

โดยอ้างว่า เพราะการกระทำต่างๆ เป็นการแสดงออกซึ่งความคิดทางการเมืองของประชาชน อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในทางการเมืองอันเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ จึงสมควรให้มีการนิรโทษกรรมแก่ประชาชนในกรณีดังกล่าว เพื่อเป็นการให้โอกาสแก่ประชาชนซึ่งเป็นพลเมืองของประเทศ เพื่อส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองตามระบอบประชาธิปไตยโดยใช้หลักนิติธรรม อันจะเป็นรากฐานที่ดีต่อการลดความขัดแย้ง และสร้างความปรองดองของคนในชาติ

การนิรโทษกรรมนี้ ไม่รวมถึงการกระทำใดๆ ของบรรดาผู้ซึ่งมีอำนาจในการตัดสินใจหรือสั่งการให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองในห้วงระยะเวลาดังกล่าว

ซึ่งก็หมายถึงไม่รวมแกนนำ ทั้งฝ่ายผู้ชุมนุม และฝ่ายรัฐบาล ผู้สลายการชุมนุม

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในช่วงนั้น ทั้งฝ่ายค้าน นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ และฝ่ายประชาชน ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย ต่อการร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ เพราะเชื่อว่าหากผ่านการพิจารณา ในชั้นกรรมาธิการ จะมีการเปลี่ยนข้อความ เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ได้กลายเป็นนักโทษชายที่หนีคำพิพากษา

ให้พ้นผิด สามารถกลับประเทศอย่างเท่ๆ ตามที่คนในพรรคเพื่อไทยได้เคยพูดไว้ และนี่คือเจตนาที่แท้จริง ที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษ์ ชินวัตร ต้องการให้เป็น

ไม่ใช่การช่วยผู้ชุมนุมที่กระทำความผิด ดังที่เคยสับขาหลอก

และในที่สุด ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ก็ถูกตัดต่อพันธุกรรม แปลงสารให้เป็นแบบที่เรียกว่า เหมาเข่ง สุดซอย นิรโทษไปถึงคดีอาญา คดีทุจริตคอรัปชั่น ทุกคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยขาดความละอาย เหมือนบ้านเมืองไร้ขื่อแป ไร้กระบวนการยุติธรรม ให้เชื่อผู้นำ เหมือนประชาชนที่เฝ้าดูอยู่ ไร้ปัญญา

24 คดีที่ค้างคาอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะถูกลบออก เหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น ไม่เคยทำความผิด

และเมื่อไม่เคยทำความผิด ก้าวต่อไป ก็ต้องคืนเงินที่ยึดไป พร้อมดอกเบี้ย ให้พ.ต.ท.ทักษิณ

แผนตื้นๆ ที่ทุกคนรู้ทันนี้ ออกมาจากสมองของคนที่เหล่าสอพลอ ยกให้เป็น “โคตรเซียนการตลาด”

นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ เป็นหนึ่งในผู้ยั่วยุคนสำคัญให้เกิดกระแสต้าน พยายามลอยตัวเหนือปัญหา อ้างเสมอว่าเป็นเรื่องของสภา ไม่เข้าประชุมสภา เมื่อถูกถามก็เลี่ยงตอบ ไม่รู้จริงในกระบวนการที่เกิดขึ้น แถลงข่าวก็ใช้วิธีอ่านจากที่กุนซือเขียนมาให้ ทำให้ประชาชนหงุดหงิด

โฆษกพรรค แทนที่จะใช้คนธรรมดา ก็เลือกเอาคนผัดหน้าทาแป้ง ออกมาลอยหน้าลอยตา เยาะเย้ยถากถางฝ่ายประชาชน บิดเบือน เป็นส่วนหนึ่งของการเรียกแขก เพิ่มความเกลียดชังให้กับสังคมที่มีต่อรัฐบาล

อย่างเช่นที่เคยกล่าวว่า การชุมนุมคัดค้าน พ.ร.บ.ครั้งนี้ มีนายทุนที่ทำการค้าผิดกฎหมายหนุนหลัง ซึ่งเป็นการโกหก เพื่อลดเครดิต ฝ่ายที่คัดค้าน 

กระแสต้านรุนแรงมากเรียกได้ว่าเป็นครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ไม่เฉพาะนักการเมืองฝ่ายค้าน หรือกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่า “ขาประจำ” แต่กลายเป็นพลังของมวลชน สถาบันการศึกษา ครูบาอาจารย์ นักเรียน นักศึกษา แพทย์ นักกฎหมาย นักธุรกิจ ราชสกุล ข้าราชการในกระทรวงต่างๆ ดารา นักร้อง คนในวงการบันเทิง ชาวบ้านร้านตลาดฯลฯ

เรียกได้ว่า ประชาชนทุกสาขาอาชีพ ออกมาแสดงตัวอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน

คนไทยในต่างประเทศ จากประเทศต่างๆ รวมถึงสหรัฐ ก็ได้แสดงความเห็นด้วยความรัก คิดถึง และห่วงใยบ้านเกิดเมืองนอน ไม่อยากฝากแผ่นดินไว้กับคนโกง

มวลชนคนเหล่านี้สะท้อนภาพความไม่เห็นด้วย ต่อการใช้อำนาจเกินขอบเขตของ “เสียงข้างมาก” ที่มักจะอ้างเสมอว่า พวกเขาได้รับเลือกมาจากประชาชน

ทั้งๆ ที่มีพฤติกรรม ที่จะช่วยพี่น้อง ครอบครัว บิดเบือนเจตนารมณ์ ของประชาธิปไตย

แม้การได้รับเลือกที่ว่ามาจากประชาชนนี้ ยังมีคำถามคาใจอยู่ว่า คุณได้มาโดยวิธีใด อย่างไร ยังไม่มีใครทำวิจัยเจาะลึกว่า ขั้นตอนกระบวนการทั้งหลายทำให้ได้เข้าสู่สภานั้น

ใช้เงิน ให้ได้มาซึ่งชัยชนะหรือไม่ ใช่เงินส่วนตัว หรือเงินงบประมาณแผ่นดิน ที่เรียกว่าประชานิยมหรือไม่

การกระทำทั้งหลายทั้งปวงนั้น สอดคล้องกับความเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ผิดกฎหมายหรือไม่ อะไรเป็นกลไกสำคัญให้ได้รับเลือกตั้ง

ซึ่งเรื่องนี้ ยังมีการท้าทายให้ตรวจสอบ

พฤติกรรมที่เอาน้องสาวที่ไม่รู้เดียงสามาเป็นหุ่นเชิด ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เอาน้องอีกคนที่ดูเป็น “คุณป้า” ขาดบุคลิกภาพนักการเมือง มาเป็น ส.ส.ตัวสำรอง สั่งการให้คนที่รู้มากกว่า ต้องปฎิบัติตาม

ตั้งทีมทำเฟสบุ๊คให้ลูกชาย เพื่อออกมาเคลื่อนไหววิพากษ์วิจารณ์ทางการเมือง สร้างภาพให้เป็นทายาทสืบทอด ทั้งที่เป็น “คุณหนู” ที่ชอบหรู แต่งตัวมีแฟนดารา ที่มีปัญหาทั้งการเรียน และเคยเกี่ยวข้องกับยา ด้วยซ้ำ

คนในพรรคเพื่อไทย ที่เป็นแกนนำเสื้อแดง สามสี่คน มีคุณยายแก่อีกคนเป็นหัวหน้า ถือเป็นเพื่อนแท้ ออกมาทัดทานรัฐบาล แต่ไร้การตอบรับ ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคตัวจริง ไม่ให้ราคากับเพื่อนร่วมรบ เหมือนที่โบราณว่า “เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าทหาร”

คนเหล่านี้ ได้รับความอับอายอย่างยิ่ง เพราะถูกถอดออกจากรายการโทรทัศน์ของคนเสื้อแดง

จนคนเหล่านั้นรู้สึกว่า นอกจากมองข้ามความหวังดีแล้ว “ยังตบโชว์ศัตรู” ถือว่าเจ็บปวดที่สุด

ที่กล่าวเช่นนี้ ไม่ได้ยั่วยุให้แตกแยก เพราะคุณจะสามัคคี หรือแตกแยก จะมีศักดิ์ศรี หรือไม่มี เราก็ไม่เกี่ยวข้องด้วย เรามองเป็นเรื่องธรรมดา  ของสมุน เพราะไม่มีสัจจะในหมู่โจร

เหมือนหมาล่าเนื้อ (ที่พรานยิ้มร่า แต่หมาขมขื่น)

ฮัดเช้ย.... คนเหลิงอำนาจ เมื่อขึ้นสูงได้ ก็ตกต่ำได้ เป็นสัจจธรรม ที่ไม่เคยเปลี่ยน ถ้าหาเวลาไปทำบุญ 9 วัดเสียบ้าง ก็ยังพอมองเห็นแสงธรรม ไม่มืดบอดจนไม่รู้ผิดรู้ชอบ

เมื่อมั่งมีมากมายมิตรหมายมอง เมื่อมัวหมอง มิตรมองเหมือนหมูหมา สิ่งเหล่านี้ กำลังใกล้ตัวเข้ามาทุกที

แต่เรื่องยังไม่จบนะครับพี่น้อง

ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ยังต้องผ่านขั้นตอนของวุฒิสภา ตอนนี้เห็นได้ชัดว่ามีการเจรจากันภายใน ให้คว่ำร่างนี้ ข่าวว่าในสภามี “ไวรัส” และไวรัสตัวนี้ สามารถคว่ำร่างได้ตามที่รัฐบาล (ที่บอกว่าไม่เกี่ยวข้อง) ขอเอาไว้

ถ้าเมื่อร่าง พ.ร.บ. ไม่ผ่านสภาสูง ตามกฎหมาย ร่างนี้จะถูกเก็บไว้ 180 วัน หลังจากนั้นถ้าสภาล่าง จะหยิบมาพิจารณาใหม่ ก็ให้ใช้เป็นกฎหมายได้เลย ซึ่งสามารถทำให้เสร็จภายในวันเดียว ยากที่ประชาชนจะคัดค้านได้ทัน

ซึ่งแผนนี้ได้รับการยืนยันจาก ส.ส.จ่าจิตประสาทคนหนึ่ง ว่าเกิดขึ้นแน่

และต่อให้มีการยุบสภา ร่างนี้ก็ไม่ได้ตกไป และตั้งรัฐบาลใหม่ ก็สามารถหยิบร่างนี้มาปัดฝุ่นใช้ได้

รัฐบาลยิ่งลักษณ์ เคยหลอกมาครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะฉะนั้นคราวนี้ ต่อให้พูดจริง ประชาชนก็จะไม่เชื่อ

ต่อให้รัฐบาลสั่งถอย ประชาชนก็ไม่ได้ถอยไปจากการชุมนุม

เรียนผูก ก็ต้องเรียนแก้ การเมืองช่วงต่อจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร คงจะต้องติดตามไปอย่างใกล้ชิด.