Get Adobe Flash player

นักการเมือง กำลังคิดอะไร

Font Size:

ระยะนี้ ดูเหมือนว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะออกหน้าบัญชาการพรรค แบบรุกหนักกว่าครั้งก่อน สโลแกนที่ว่า “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” ไม่ค่อยได้อย่างใจ กลายเป็นว่าทักษิณคิดทุกวัน แต่เพื่อไทยก็ปลดเกียร์ว่าง ไม่ค่อยมีใครเต็มใจทำให้ ทักษิณจึงต้องลุกขึ้นมาคิดเองทำเอง

สิ่ง ที่ทักษิณคิด มีเยอะแยะ แต่ที่คิดจริงๆ คืออยากกลับบ้านแบบเท่ๆ คือไม่มีคดีติดตัว ส่วนที่เคยมี ก็ให้ลบออกไป เพราะเป็นเรื่องการเมือง ที่ถูกเหล่าอมาตย์กลั่นแกล้ง

ซึ่งแน่นอน ถ้ากลับมาได้ งานนี้จะเป็นเรื่องใหญ่แน่

ความ จริง ทักษิณ เป็นคนอาภัพ จะดีก็ดีได้ไม่สุด จะใหญ่ก็ใหญ่ได้ไม่สุด คนรักที่สุดก็เยอะ คนเกลียดที่สุดก็แยะ สาเหตุเพราะ ปัญหาที่ทักษิณ สร้างขึ้นมาเอง

อย่าง เช่นเรื่องเก่าสมัยที่เป็นนักการเมือง ก่อนเป็นนายกฯ เรื่องซุกหุ้น ที่กระจายหุ้นให้คนสวน คนขับรถ คนใช้ ฯลฯ จะนานเท่าไรคนก็ไม่ลืม เพราะพฤติกรรมเช่นนี้ บ่งบอกถึงความไม่ซื่อตรง ที่ไม่ควรเป็นวิสัยของผู้ที่จะมาเป็นผู้นำ

นี่คือตัวอย่างเล็กๆ ในหลายๆ ตัวอย่าง ที่ไม่ต้องกล่าวโทษอมาตย์ให้เสียเวลา แต่ต้องโทษตัวเอง เป็นวิบากกรรม ที่ทำเองก็ต้องชดใช้เอง

ถาม ว่า “ทักษิณคิด ทำไมเพื่อไทยไม่ (เต็มใจ) ทำ” ก็น่าเห็นใจนักการเมืองที่มีอำนาจอยู่ในคณะรัฐบาลนี้ ว่ากันว่า คนเหล่านี้คือสินค้าเกรดสาม ที่ส้มหล่น เพราะฉะนั้นถ้าทำเต็มที่จนทักษิณกลับมาได้ พวกเขาจะต้องถูกลดบทบาท ไปอยู่ในที่ๆ เหมาะสมกับความสามารถ นั่นคือเป็นคนช่วยยกมือ หรือคอยประท้วงในสภา

ดู ให้ดี จะเห็นว่าช่วงนี้ ทักษิณจี้ทุกจุด ขู่ถึงขั้นว่าถ้าไม่ทำตามจะไม่ส่งลงเลือกตั้ง แต่ละฝ่ายจึงวิ่งกันเต็มที่ มีหลายเรื่องที่วุ่นกันไปหมด ฝ่าย ส.ส.จะแก้กฏหมายให้ ส.ว. ฝ่าย ส.ว.ก็ไม่ยุ่งเรื่องตัวเองแต่ไปยุ่งเรื่อง ส.ส.

มี การเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราเข้าสภา ฝ่ายโน้นก็เสนอ ฝ่ายนี้ก็เสนอ เข้าตำรา สลับขาหลอก แบบลับ ลวง พราง ทำให้งง ไปๆ มาๆ ก็งงกันเอง ล่าชื่อแล้วมาถอนชื่อทีหลังก็มี

ยังมีเรื่องพิจารณางบประมาณ มีเรื่องร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฯลฯ

ความจริงในหลายเรื่อง เมื่อพิจารณาให้ถ้วนถี่แล้ว จะเห็นเป็นเรื่องเดียวกัน คือทำอย่างไรให้ทักษิณ กลับบ้าน

ทักษิณ คิดอย่างไร เพื่อไทยคิดอย่างไร เสื้อแดงคิดอย่างไร รวมความคือ เมื่อคิดแล้ว ก็ต้องทำให้ได้

แต่ ก็อย่าประมาท อย่ามองข้ามฝ่ายค้าน องค์กรอิสระ และประชาชน เพราะนี่คือกำลังหลัก ที่ไม่ยอมให้นักการเมืองปู้ยี่ปู้ยำได้ตามอำเภอใจ เช่นกัน

ผลคือความขัดแย้ง ได้บานปลายออกไปสู่ประชาชน ซึ่งต้องตกเป็นเหยื่อทางการเมืองอีกรอบ

พูด ถึงนักการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย ความจริงจะเลือกอยู่ฝ่ายไหนก็ได้ แดงก็ได้ เหลืองก็ได้ จะมีความเห็นต่างอย่างไรก็ได้ เป็นสิทธิ เพียงแต่ขอให้เป็นคนดี คิดดี ไม่คิดเลวๆ

ขอยกตัวอย่างเมื่อสองสามวันก่อน

ศาล อ่านคำพิพากษาคดีวางเพลิงเผาศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ที่อัยการเป็นโจทก์ ฟ้องนายสายชล แพบัว และนายพินิจ จันทร์ณรงค์ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า หลักฐานไม่ชัดเจน จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย จึงพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาวางเพลิง ฯลฯ เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

ซึ่ง เมื่อหลักฐานไม่พอ การยกฟ้องคนทั้งสอง ก็ถือว่าเป็นธรรม แต่ทันทีที่ทราบข่าว นพ.เหวง โตจิราการ ส.ส.พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. กลับมองว่า  เมื่อศาลยกฟ้องจำเลย ทั้งสองแล้ว โดยที่ผ่านมาจำเลยถูกคุมขังในเรือนจำมานานเกินกว่าโทษที่ศาลให้จำคุก รัฐบาลก็ควรเร่งให้การเยียวยา และขอฝากไปยังพี่น้องว่า หากต่อไปนี้ได้ยินหรือได้ฟังกลุ่มประชาธิปัตย์กล่าวหาว่าเราเผาบ้านเผาเมือง อีก ทั้งที่ศาลยกฟ้องแล้ว ขอให้ไปแจ้งความจับตัวดำเนินคดีเลย

ซึ่งมันเป็นคนละเรื่อง และนี่คือเจตนา ที่สะท้อนให้เห็นสิ่งที่อยู่ในใจของหมอเหวง

ใน ช่วงเวลาที่ใกล้กัน แต่เป็นอีกมุมหนึ่ง ได้อ่านบทความของ “ท่านขุนน้อย” ในไทยโพสต์ ก็สามารถสะท้อนให้เห็นถึงจิตใจ ของคอลัมนิสต์คนหนึ่ง และของนักการเมืองอีกคนหนึ่ง ด้วยเช่นกัน (ขออนุญาต คัดเอาบางตอนมาลงประกอบ)

 “ท่านขุนน้อย” บอกว่า เนื่องการประชุมใหญ่พรรคประชาธิปัตย์ ปี 2556 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ ซึ่งปรากฏเป็นข่าวว่าลูกพรรค หรือผู้บริหารพรรคบางราย เริ่มแสดงอาการอึดอัด กับการพ่ายแพ้เลือกตั้ง ครั้งแล้ว ครั้งเล่า และพยายามปลุกกระตุ้นความรู้สึก ของใครต่อใครในพรรค ให้กระเหี้ยนกระหือรือ กับการได้มาซึ่งชัยชนะ แต่อดีตนายกฯ และหัวหน้าพรรครายนี้ กลับสะท้อนความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง เอาไว้แบบนิ่มๆ ว่า “พรรคประชาธิปัตย์คิดที่จะทำมากกว่าปัญหาเฉพาะ หน้า หรือคิดถึงผลการเลือกตั้งครั้งต่อไป เพราะพรรคประชาธิปัตย์มองว่าสิ่งสำคัญอยู่ที่การเป็นหลักให้บ้านเมืองในการ ฉายภาพอนาคตให้คนมีความหวัง เพื่อเดินไปด้วยกันสู่อนาคตที่พวกเราพึงอยากเห็น...”

“พรรค ยังยืนยันว่าจะเดินหน้าตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่ และจะไม่ยอมให้ประเทศถูกโกงกินรวบ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเรื่องดีๆ พรรคจะไม่ให้ความร่วมมือกับรัฐบาล การจัดทำพิมพ์เขียว (แนวคิดเรื่องนโยบายสาธารณะ) ในครั้งนี้ หากรัฐบาลจะนำไปปฏิบัติ พรรคก็ยินดี ขอย้ำว่าพรรคประชาธิปัตย์ตลอดระยะเวลา 60 ปี และจากนี้อีกหลายปี ผมเชื่อว่ายังคงอยู่ในภาวะที่การเมืองสับสนวุ่นวาย แต่เราก็มีหน้าที่ผดุงรักษาความถูกต้อง เราไม่ได้อยู่เพื่อการชนะเลือกตั้งครั้งต่อไป แต่พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่อยู่คู่กับสังคมเพื่อดำเนินตามแนวทาง ประชาธิปไตยต่อไป...”

“ท่าน ขุนน้อย” มองว่า ในการแยกแยะ ใคร่ครวญ พิจารณา ปัญหาความเป็นไปของชาติบ้านเมือง โดยรวมนั่นแหละ ซึ่งมันมีอะไรมากซะยิ่งกว่าเพียงแค่ ชัยชนะ หรือ ความพ่ายแพ้ ของพรรคการเมืองพรรคใด พรรคหนึ่ง นักการเมืองรายใด รายหนึ่ง ไปจนกระทั่งกลุ่มบุคคล หรือตัวบุคคล ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง ก็ตาม...

 พูด ง่ายๆ ว่า...สถานการณ์ความเป็นไปในบ้านเมืองทุกวันนี้ ไม่ว่าพรรคการเมือง พรรคใด นักการเมืองรายใด หรือกลุ่มการเมืองฝ่ายไหน คิดว่าตัวเองประสพชัยชนะ แต่สุดท้าย...ประเทศไทยทั้งประเทศ มันกำลังออกอาการ แพ้ทะรูดทะราด หนักขึ้นเรื่อยๆ แพ้ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ไปจนถึงการต่างประเทศ เป็นความพ่ายแพ้ที่ไม่ได้ต้องการเพียงแค่ชัยชนะของคนกลุ่มหนึ่ง กลุ่มใด พรรคการเมือง พรรคหนึ่ง พรรคใด แต่ต้องเป็นชัยชนะของผู้คน ทุกกลุ่ม ทุกเหล่า ทุกฝ่าย ที่สามารถสลัดตัวเอง ให้หลุดไปจากผลประโยชน์เฉพาะหน้า ในทางส่วนตัว หันมายึดเอาผลประโยชน์ระยะยาว โดยมีชาติบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง อันนี้นี่แหละ...ถือเป็นภารกิจสำคัญเอามากๆ ซึ่งไม่แต่เพียง พรรคการเมือง หรือ นักการเมือง เท่านั้น ที่จะต้องหันมายึดเป็นแนวคิด เป็นแก่นสาระ ในการดำเนินการทางการเมือง แต่ยังหมายรวมไปถึงผู้คนทุกหมู่ ทุกเหล่า ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ นักธุรกิจ ปัญญาชน สื่อมวลชน ฯลฯ ที่ในระยะหลังๆ ต่างหนักไปทาง เห็นแก่ตัว หรือเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน แถมยังเป็นแค่ผลประโยชน์เฉพาะหน้า ไปด้วยกันทั้งสิ้น...

 ไม่เว้นแม้แต่พระสงฆ์องคเจ้า....  นัก วิชาการ ปัญญาชน ที่หันมาเอา อัตตา เป็นตัวนำ ไม่ใช่เอา ปัญญา เป็นธงนำ สื่อมวลชนที่เปลี่ยนสภาพตัวเองจาก นกน้อยในไร่ส้ม ไปเป็น อีแร้งตอมศพ กันเป็นสำนักๆ ประชาชน หรือบรรดาปวงชนชาวไทยทั้งหลาย ที่เสพติดประชานิยม ชนิดถอนตัวไม่ขึ้น ฯลฯ อะไรต่อมิอะไรเหล่านี้นี่เอง ที่มันทำให้เกิดอาการ แพ้กันไปทั้งประเทศ.....

    การ เอาชนะสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวง เหล่านี้...มันถึงพอจะทำให้เกิด ชัยชนะของประเทศ ขึ้นมาได้มั่ง ไม่ใช่แค่การชนะในเขตเลือกตั้ง แต่ละเขต แต่กลับต้องมา แพ้กันทั้งประเทศ ทั้งๆ ที่ครองเสียงส่วนใหญ่ในสภา ทั้งๆ ที่เป็นรัฐบาล แต่กลับโดนโลกทั้งโลกดูหมิ่น ดูแคลน เพราะเพียงแค่จัดประชุมนานาชาติยังทำไม่ได้ ถูกมวลชนฝ่ายตรงข้ามไล่กระทืบ ไล่เผาบ้าน เผาเมือง ฉิบหายวายวอด กันไปเป็นแถบๆ จนแม้กระทั่งทุกวันนี้ ที่ยังหาทางประนีประนอม หาทางปรองดอง กันไม่ได้ ก็เป็นเพราะทุกฝ่ายยังพร้อมจะจมอยู่ในความพ่ายแพ้ของประเทศ ยังไม่สามารถสลัดตัวเอง ให้หลุดไปจากผลประโยชน์ส่วนตัว และผลประโยชน์เฉพาะหน้าได้นั่นเอง

ด้วย เหตุนี้...สิ่งที่อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ ท่านได้สะท้อนออกมา เป็นความรู้สึกนึกคิด ต้องถือว่าชอบแล้ว ถูกต้องแล้ว และไม่ใช่เป็นเพียงแค่ภารกิจของพรรคการเมือง อย่างพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น แต่เป็นภารกิจของประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่า ที่จะต้องร่วมมือ ร่วมใจ หาทางเอาชนะอุปสรรคเหล่านี้ให้จงได้...

ครับ นี่คือความเห็นของนักการเมืองคนหนึ่ง และคอลัมนิสต์คนหนึ่ง ซึ่งทำให้ประชาชนที่ห่วงบ้านห่วงเมือง ยังพอเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์.