Get Adobe Flash player

รถไฟกับคนไทย

Font Size:

ผมเป็นคนหนึ่งครับ ที่ใช้บริการของการรถไฟมานาน เดี๋ยวนี้ก็ยังใช้ และมีความรู้สึกผูกพัน อยากเห็นรถไฟไทย เป็นระบบขนส่งของดีที่มีค่า คู่กับชาติ และประชาชนชาวไทย

ผม เคยได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับรถไฟเสมอๆ มีข้อเสนอบ้าง วิพากษ์วิจารณ์บ้าง ในฐานะของผู้บริโภคคนหนึ่งที่แม้เคยถูกรถไฟ นำเราไปจอดทิ้งไว้ที่สถานีเล็กๆ กลางป่า บนเส้นทางสายเหนือ ตั้งแต่เช้าจนเย็น ไม่มีข้าวให้กิน ไม่มีน้ำให้ดื่ม แต่ผมก็ยังเต็มใจที่จะใช้บริการ

สมัย ที่ยังเด็กเรียนชั้นประถม ครอบครัวบ้านเราอยู่จังหวัดหนึ่ง บ้านปู่ย่าอยู่อีกจังหวัด พอปิดเทอม เราใช้บริการของการรถไฟ ไปเยี่ยมปู่ย่า

สมัย นั้นขบวนรถเร็ว ขับเคลื่อนด้วยหัวรถจักรไอน้ำขนาดใหญ่ โบกี้โดยสารสีน้ำตาลทั้งหมด มีที่นั่งธรรมดาชั้นสามเป็นส่วนใหญ่ ที่นั่งทำด้วยไม้อย่างดี เคลือบด้วยแลคเคอร์สวยงาม

สองข้างทาง มองเห็นบ้านเมือง ท้องทุ่ง เห็นต้นไม้ไกลๆ วิ่งแข่งกับรถไฟ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่สนุกและน่าตื่นเต้นมาก

สถานี แต่ละแห่ง เป็นอาคารทรงยุโรป มีชานชาลากว้างใหญ่ รั้วด้านหลัง เป็นกำแพงต้นไม้ที่มีใบเล็กๆ แน่นหนา ที่ตัดเรียบทั้งด้านข้างและด้านหลัง  ป้ายสถานีเป็นปูนซีเมนต์หล่อ วางไว้บนเสา ตัวป้ายทาสีขาว ตัวหนังสือชื่อสถานีสีดำ

ตอนนั้นมีความรู้สึกว่า อาคารและภูมิทัศน์สถานีรถไฟ สวยงาม

กาล เวลาผ่านไปกว่าครึ่งร้อยปี สถานีรถไฟก็ยังเหมือนเดิม เพียงแต่ทรุดโทรม เหมือนชายหนุ่มรูปงามผู้เคยมั่งคั่งและมีรสนิยมสูงในอดีต กลายมาเป็นชายชราผู้ยากไร้ซอมซ่อ

ทรุดโทรมทั้งอาคาร องค์ประกอบ เพิงค้าขาย ชานชาลา บางแห่งเป็นที่อาศัยของหมาจร และคนจรโฮมเลส หมดสิ้นความรุ่งเรืองโดยสิ้นเชิง

ทรุด โทรมไปถึงตัวรถ ห้องน้ำ (สกปรก) ตู้เสบียง คนบริการในตู้เสบียง อาหาร ที่ถอยหลังไปสู่ยุคเสื่อมถอยอย่างที่สุด ข้าวผัดแห้งๆ แข็งๆ ไข่ดาวฝ่อๆ จานชามคร่ำคร่า

เมื่อเทียบกับรถทัวร์ กำลังให้บริการที่ใกล้อย่างตั้งใจ ใกล้เคียงกับบนเครื่องบิน

ผม อยากเห็นมานาน อยากเห็นรัฐบาลพัฒนารถไฟขั้นพื้นฐาน ด้วยการพัฒนาภูมิทัศน์ของสถานีทุกสถานีให้สะอาด แต่อยากให้คงไว้ซึ่งสถาปัตยกรรมแบบเดิม

อยาก ให้แก้ปัญหา ไม่ให้ที่ดินแถบสถานีรถไฟเป็นสลัม ซึ่งเราจะเห็นได้จากบริเวณสถานีใหญ่ๆ หลายๆ แห่ง บางสถานี นำเอาไม้หมอน รางเก่า ล้อเก่า ตู้เก่า อุปกรณ์ที่ไม่ใช้ ฯลฯ ทิ้งระเกะระกะ ไม่อยู่ในที่เหมาะสม มีหญ้าขึ้นปกคลุมรกรุงรัง เหมือนไม่ใช่บริการของมืออาชีพในระดับประเทศ

อยาก ให้รถไฟพิจารณาลดต้นทุน ไม่ต้องใช้พนักงานมากมาย ไม่ต้องมาเลี้ยงดูอุ้มชูลูกหลานคนรถไฟ ที่ต้องรับเข้าทำงาน จนกลายเป็นภาระต้องหารายได้มาเลี้ยงพนักงาน    สายไหนควรใช้ดีเซลรางก็ต้อง ใช้

อยากให้รถไฟสะอาด ตู้โดยสารสะอาด ตู้เสบียงสะอาดโดยเฉพาะห้องน้ำ ให้ควรได้มาตรฐานในระดับสากล

แต่ เมื่อมาถึงรัฐบาลนี้ ประกาศจะทำรถไฟความเร็วสูง ทำระบบขนส่งมวลชน ใช้งบเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ผ่อนชำระ 50 ปี ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยรวมแล้วประมาณ 5 ล้านล้านบาท

ทำรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพ-เชียงใหม่, กรุงเทพฯ โคราช, และกรุงเทพฯ-หัวหิน ถ้าอยากได้เส้นทางเพิ่มก็กู้มาอีก

น่าจะดีใจ แต่ผมกลับไม่ดีใจ ทั้งยังรู้สึกหม่นหมอง ทำไมถึงรู้สึกเช่นนั้น

ใน สหรัฐฯ ประเทศใหญ่ ดูเหมือนว่ารถไฟของชาวอเมริกัน ทำหน้าที่ขนส่งสินค้า โดยเฉพาะตู้คอนเทนเนอร์ ที่มาจากเรือ ถูกลำเลียงไปตามรัฐอื่นๆ ที่อยู่ไกลๆ ขบวนรถสินค้ายาวเหยียด คุ้มค่ามาก

 ผมเคยใช้บริการของ “แอมแทรค” นั่งไปยังเมืองต่างๆ

ความเร็วของ “แอมแทรค” อยู่ในระดับที่เป็นรถไฟธรรมดา คือน้อยกว่า 125 ไมล์/ชั่วโมง

ทั้งนี้ ทางกระทรวงคมนาคมสหรัฐฯ ได้นิยามว่า รถไฟความเร็วสูงคือรถไฟที่สามารถรักษาความเร็วไว้ได้มากกว่า 125 ไมล์ต่อชั่วโมง (201 กม./ชั่วโมง)

ประเทศ ญี่ปุ่น รถไฟชิงกันเชน หรือรถไฟหัวกระสุน วิ่งได้ 240 กิโลเมตร/ชั่วโมง แม็กเลฟ ของญี่ปุ่นเช่นกัน ได้ทดสอบรถไฟความเร็วสูง สามารถทำความเร็วได้ถึง 581 กม./ชั่วโมง

ทีจีวีของฝรั่งเศสทำความเร็วได้สูงถึง 574.8 กม./ชั่วโมง

จีนมีเส้นทางรถไฟความเร็วปานกลาง ความเร็วประมาณ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมงไม่น้อยกว่า 4 หมื่นกิโลเมตร และในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือปี ค.ศ. 2015 ว่าจะต้องมีรถไฟความเร็วสูงซึ่งวิ่งด้วยความเร็วระหว่าง 250 ถึง 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นระยะทาง 18,000 กิโลเมตร

จีนประเทศเขาใหญ่ บ้านเขาไกล ถือว่าจำเป็น

แต่ เราประเทศไทยเล็กนิดเดียว แต่ออกจะติดหรู จำเป็นแค่ไหนที่จะต้องมีรถไฟความเร็วสูง แค่พัฒนาที่มีอยู่แล้วให้ได้มาตรฐาน ก็ดีที่สุดแล้ว กู้มากขนาดนี้ในเชิงพาณิชย์ อัตราคุ้มทุนอยู่ที่ไหน ไม่มีทางที่รถไฟจะหลุดจากหนี้   

จากข้อมูลเก่า เส้นทางเดินรถไฟทั่วประเทศ มีความยาวทั้งสิ้น 2,996 กิโลเมตร  มีสถานีรถไฟ 433 แห่ง มีที่หยุดรถ 163 แห่ง มีป้ายหยุดรถ 53 แห่ง

ถ้า จะพัฒนา ควรได้รับการพัฒนาไปด้วยกัน รัฐบาลอย่าทำรถไฟให้เป็นสมบัติของคนรวย เป็นของคนกรุงเทพฯ หรือของคนต่างชาติ แต่ต้องเป็นของทุกคนในชาติ

ซึ่งผมมีข้อเสนอดังนี้ครับ

หนึ่ง พัฒนาจากเส้นทางรถไฟระบบทางเดียว เป็นระบบเส้นทางคู่ (ประหยัดเวลาการรอหลีก) ทั่วประเทศ  เพียง แต่ขยายช่องทางที่มีอยู่เดิม ซึ่งพื้นที่ของเขตทางรถไฟที่มีอยู่ กว้างขวางเกินพอที่จะให้รถไฟสวนกัน ไม่ต้องเวนคืนที่ดินให้เสียเงิน

ด้วย เทคโนโลยีการทำทางที่ทันสมัยกว่าแต่ก่อน สามารถปรับความลาดชันใหม่ ให้ลาดชันน้อยลง หรือเกือบอยู่ในระนาบเดียวกันเท่าที่จะทำได้ (เช่นแถบถ้ำขุนตาน ที่ภาคเหนือ ทางชันมาก ทำให้รถวิ่งได้ช้า)

สามารถ ปรับเส้นทางที่คดเคี้ยว ในส่วนที่อ้อมให้ตรงได้มากขึ้น ถ้าจำเป็นต้องขุดอุโมงค์ ผ่าภูเขาบ้าง ในบางพื้นที่ ก็ควรทำ (และสนับสนุนให้ปลูกป่าทดแทน)  

พัฒนา ครั้งใหญ่ด้วยการเปลี่ยนรางให้ได้มาตรฐาน คือประมาณ 1.50 เมตร ซึ่งถ้าพัฒนาได้ในระดับนี้ เราก็จะได้รถไฟธรรมดา ที่มีความเร็วสูงขึ้น ประมาณ 140-180 กิโลเมตร/ชั่วโมง กำลังพอดีสำหรับขนาดของประเทศไทย

แล้วอย่าลืมทำที่กั้นถนน ที่รถไฟผ่าน กรณีเอาที่กั้นไปซ่อมก็ต้องมีป้ายบอก อย่าเห็นชีวิตคนเป็นผักปลา อย่าให้ผู้คนต้องตายอย่างไร้ค่า

จากข้อมูล ความเร็วของรถไฟ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มครับ

รถไฟกลุ่มที่ 1  วิ่งด้วยความเร็วสูงประมาณ 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เป็นรถไฟรถจักรดีเซลและรถดีเซลราง รถไฟที่ประเทศไทยใช้ชื่อว่ารถ Diesel Multiple Units (DMUs) ซึ่งรุ่นที่เรารู้จักคือรุ่น Sprinter

รถไฟกลุ่มที่ 2 วิ่งด้วยความเร็วประมาณ 140-180 กิโลเมตร/ชั่วโมง ขับเคลื่อนด้วยดีเซล

รถไฟกลุ่มที่ 3 วิ่งด้วยความเร็วสูงกว่า 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า

ถ้า เราอยู่ในระดับสอง ลองคำนวณดูครับ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ระยะทางประมาณ 696 กิโลเมตร.กรุงเทพฯ-นครราชสีมา 259 กิโลเมตร. กรุงเทพฯ-ประจวบ 281 กิโลเมตร. กรุงเทพฯ-อุบล 582 กิโลเมตร. กรุงเทพฯ-หนองคาย 615 กิโลเมตร

ถ้าความเร็วอยู่ที่ 140-180 กิโลเมตร/ชั่วโมง หรือขอเพียง 150 กิโลเมตร/ชั่วโมง ก็น่าจะกำลังเหมาะ

กรุงเทพฯ เชียงใหม่ 4 ชั่วโมงเศษๆ เดินทางไม่ทันเหนื่อย

กรุงเทพฯ ไปลำปาง ไปหนองคาย ไปอุบลฯ หรือลงใต้ไปสุราษฎร์ ระยะทางใกล้ๆกัน เดินทางแค่ 4 ชั่วโมง ก็ยอดเยี่ยมแล้ว

ถ้า รัฐบาลมีเงิน 2 ล้านล้าน เอาไปพัฒนาการศึกษา ให้คนไทยมีวิสัยทัศน์ไม่โกง มีค่านิยมในการพึ่งพาตนเอง ยืนได้ด้วยตนเอง ช่วยกันนำพาชุมชนเล็กๆ พัฒนาศักยภาพหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด สร้างสังคมสร้างชาติ ไม่ต้องรอรับประชานิยม จากเงินกู้ที่ประชาชนต้องเป็นหนี้ไปทั้งชีวิต