Get Adobe Flash player

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต กรุณาส่งบทความ กู้เงิน 2 ล้านล้าน เจตนาฝ่าฝืนกฎหมาย? ซึ่งเป็นความเห็นของท่าน มาให้อ่าน

Font Size:

ใครจะรู้สึกอย่างไร จะมีความศรัทธาพรรคการเมืองไหน ก็เป็นสิทธิ์ของแต่ละคน แต่การเปิดใจรับฟังความเห็นที่หลากหลาย ก็ไม่ได้ให้โทษอะไร นอกจากจะเป็นการส่งเสริมปัญญา ฟังไว้ ส่วนจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็ยังสามารถเอามากรองได้

โดย เฉพาะประเด็นการกู้เงิน 2 ล้านล้าน ของรัฐบาล ที่เรามีส่วนเป็นหนี้ด้วยนั้น ประชาชนก็ควรรู้ที่มาที่ไป ว่าเอามาพัฒนาประเทศ พัฒนาตรงไหน พัฒนาอย่างไร ทำไมไม่พัฒนาในสิ่งที่เราอยากได้ ทุกครั้งที่มีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในบ้านเมือง เราประชาชนถ้าเห็นด้วยก็ดีไป แต่ถ้าไม่เห็นด้วย ก็เกินกำลังที่จะคัดค้านห้ามปราม

แต่ ถ้าประเทศชาติ มีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง มีองค์กรเฝ้าดูแล ไม่ปล่อยให้ผู้มีอำนาจ ทำอะไรตามใจ ถ้าถูกกฏหมายผ่านได้ แต่ถ้าไม่ถูก ก็ต้องทำให้ถูกเสียก่อน

อาจารย์เจิมศักดิ์ บอกว่า 

รัฐบาลยิ่งลักษณ์เร่งรีบเสนอร่างกฎหมายเพื่อที่จะก่อหนี้ก้อนใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย กู้เงินนอกระบบงบประมาณมูลค่า 2 ล้านล้านบาท ผลักดันผ่านที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรวาระแรกไปแล้ว

ปรากฏว่า คณะบุคคลที่เป็นอดีตกรรมการสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 (สสร.50) ได้ รวมตัวกันไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวโทษนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทั้งคณะกระทำการไม่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐ ธรรมนูญ 2550

น่าสนใจว่า สสร.50 เป็นคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 มาเองกับมือ ผ่านการถกแถลง ยกร่าง และพิจารณาบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่ต้น จึงน่าจะเป็นผู้เข้าใจเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแต่ละมาตราได้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้น เมื่อ สสร.50 ออกมากล่าวโทษต่อ ป.ป.ช.ว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์กระทำผิดกฎหมายและกระทำขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2550 จึงน่าพิจารณาว่ามีเหตุผลและข้อเท็จจริงประการใด

1) ออก พ.ร.บ.กู้เงินนอกประมาณ 2 ล้านล้านบาท ผิดตรงไหนหรือ?

ปกติ ถ้ารัฐบาลจะกระทำการใด รวมถึงจะออกกฎหมายใดๆ ต้องดำเนินการภายใต้กรอบนิติรัฐ โดยไม่กระทำการขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ

การจะออก พ.ร.บ.หรือกฎหมายใดๆ หากอยู่ในกรอบนี้ ก็จะไม่มีปัญหาเลย

เปรียบเทียบว่า รัฐธรรมนูญบอกว่าห้ามแบ่งแยกดินแดน เพราะฉะนั้น รัฐบาลจะไปออกกฎหมายขอแบ่งแยกดินแดนก็ไม่สามารถทำได้

หรือรัฐธรรมนูญบอกว่า ห้ามปล้น ห้ามทุจริต ห้ามอมเงินแผ่นดิน นักการเมืองจะไปออกกฎหมายขอปล้น ขอทุจริต ขออมเงินแผ่นดิน ก็ทำไม่ได้

แต่ ในกรณีนี้ รัฐบาลยิ่งลักษณ์กลับมีมติคณะรัฐมนตรี เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครง สร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ (กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท) และผลักดันเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร โดยมุ่งหมายว่ากฎหมายที่ตนเองอนุมัตินั้นจะสามารถมีศักดิ์และสิทธิเทียบเท่า หรือเหนือกว่ากฎหมายเกี่ยวกับการเงินการคลังแผ่นดินที่มีสภาพใช้บังคับอยู่ 4 ฉบับ ได้แก่ กฎหมายงบประมาณ กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ กฎหมายโอนเงินงบประมาณ และกฎหมายเงินคงคลัง โดยที่ตัวบทกฎหมายเหล่านี้ล้วนยึดโยงอยู่กับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 จึงมีศักดิ์และสิทธิเหนือกว่า

หากเข้าใจผิดๆ ก็อาจหลงคิดว่า เมื่อออกกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทได้แล้ว ก็เท่ากับหักล้างกฎหมายเก่า สามารถละเว้น ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่มีอยู่เดิม

รัฐบาลยิ่งลักษณ์ย่อมทราบอยู่แล้วว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 169 บัญญัติห้ามมิให้นำเงินแผ่นดินไปใช้จ่ายโดยวิธีการอย่างอื่น นอกจากที่บัญญัติไว้ตามกฎหมายทั้ง 4 ฉบับข้างต้น แต่ก็ยังดันทุรัง อาศัยอำนาจรัฐบาลอนุมัติกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทดังกล่าว เจตนาจะให้นำเงินกู้ทั้งหมดไปใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องนำส่งคลัง ไม่ต้องทำเป็นกฎหมายงบประมาณ ไม่ต้องทำตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ ไม่ต้องทำตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง ซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของรัฐ ธรรมนูญและกฎหมาย อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ

นอก จากรัฐบาลยิ่งลักษณ์จะเห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าวแล้ว ยังได้สมคบกันใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ชอบและผิดกฎหมาย กระทำความผิดต่อไป โดยได้ส่งร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อดึงดันจะให้ตราเป็นกฎหมายใช้บังคับ เพื่อจะนำเงินกู้จำนวน 2 ล้านล้านบาท อันเป็นเงินแผ่นดิน ไปใช้จ่ายโดยไม่ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ถือเป็นการกระทำความผิดซ้ำอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อ สสร.50 เห็นว่า นายกรัฐมนตรีและคณะอาจกระทำการที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและ กฎหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติร้ายแรง น่าจะเข้าข่ายกระทำการอันเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ก็จึงไปกล่าวโทษต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ดำเนินการไต่สวนดำเนินคดีต่อไป

2) ทำไมรัฐธรรมนูญ 2550 จึงมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการเงินการคลังแผ่นดิน?

รัฐ ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับได้บัญญัติหลักการและวิธีการในการใช้เงิน แผ่นดินให้ต้องอยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายประจำปี กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ กฎหมายว่าด้วยโอนงบประมาณ และกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง

และ ยังต้องอยู่ภายใต้บังคับการกำกับตรวจสอบควบคุมตามกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ รวมทั้งหน่วยงานต่าง ๆ อย่างรอบคอบรัดกุม ก็เพราะมีเจตนารมณ์แน่วแน่เด่นชัดว่าเงินแผ่นดินเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ได้มาจากหยาดเหงื่อและแรงงานของประชาชน หรือเป็นภาระของประเทศชาติและประชาชนทั้งในกาลปัจจุบันและอนาคต การใช้จ่ายแผ่นดินต้องนำไปใช้สอยให้ถูกตรงกับความจำเป็น และเป็นไปตามระเบียบแบบแผนทั้งปวง โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันมิให้มีการรั่วไหลหรือเปิดโอกาสให้มีการฉ้อฉลปล้นเงินแผ่นดินไป ใช้ไม่ว่าโดยผู้มีอำนาจระดับใดๆ ก็ตาม

การ ใช้จ่ายเงินแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นเงินประเภทใด จะเป็นที่ได้รับการจัดสรรเป็นงบประมาณ เงินกู้หรือเงินนอกงบประมาณ หรือเงินหรือทรัพย์สินของรัฐ ต้องใช้จ่ายตามมาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเท่านั้น บัญญัติว่า

“การ จ่ายเงินแผ่นดินจะกระทำได้ก็เฉพาะที่ได้อนุญาตไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณ รายจ่าย กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ กฎหมายเกี่ยวด้วยการโอนงบประมาณหรือกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง เว้นแต่ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนรัฐบาลจะจ่ายไปก่อนก็ได้ แต่ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ ในกรณีเช่นว่านี้ต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลังในพระราช บัญญัติโอนเงินงบประมาณรายจ่าย พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หรือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณถัดไป ทั้งนี้ ให้กำหนดแหล่งที่มาของรายได้เพื่อชดใช้รายจ่ายที่ได้ใช้เงินคงคลังจ่ายไป ก่อนแล้วด้วย...”

3) จงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเงินแผ่นดินทั้งหลาย ส่อเจตนาอะไร?

ตาม ปกติ การจะใช้จ่ายเงินแผ่นดินไม่ว่าเท่าใดก็ตาม หน่วยงานของรัฐจะใช้จ่ายงบประมาณก็ต้องตั้งโครงการที่มีรายละเอียดอย่าง ชัดเจน จำแนกเป็นรายการต่างๆ และราคาแต่ละรายการต่างๆ จนได้เป็นราคารวม เพื่อนำไปรับการจัดสรรเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปีหรืองบประมาณผูกพันข้ามปี งบประมาณ 

ตาม ระบบกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณนั้น มีบทบัญญัติโดยสรุปว่าหน่วยงานต้นสังกัดจะเป็นผู้ตั้งโครงการขอใช้จ่ายเงิน แผ่นดิน โดยมีรายละเอียดต่างๆ ของโครงการตามที่กฎหมายและระเบียบกำหนดไว้ เมื่อจัดทำแล้วต้องเสนอโดยลำดับชั้นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนกระทั่งถึงสำนักงบประมาณ เพื่อรวบรวมและนำเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการ

จาก นั้น สำนักงบประมาณก็จะต้องจัดทำเป็นร่างกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี ไม่ว่าจะเป็นร่างกฎหมายงบประมาณประจำปี หรือร่างกฎหมายงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมก็ตาม และเสนอร่างกฎหมายงบประมาณพร้อมด้วยรายละเอียดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายต่อ คณะรัฐมนตรี

เมื่อ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว ก็จะเสนอต่อรัฐสภาตามขั้นตอนที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติ จนกระทั่งนำความขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยใช้บังคับเป็นกฎหมาย

แต่ละขั้นตอนดังกล่าว ผู้มีส่วนได้เสียหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบกำกับท้วงติงแก้ไขหรือยับยั้งได้ตามที่กฎหมายบัญญัติ

รัฐบาลยิ่งลักษณ์กลับสมคบกันเห็นชอบและเสนอร่างกฎหมายที่จะก่อภาระหนี้ให้แก่ประเทศชาติและประชาชนเป็นจำนวนมากมายถึง 2 ล้านล้านบาท เป็นภาระในการชำระหนี้กว่า 50 ปี

นับเป็นวงเงินกู้และระยะเวลาชำระหนี้เงินกู้ที่มากที่สุดและยาวนานที่สุดนับตั้งแต่มีประเทศไทยขึ้นมาบนแผ่นดินโลก

แต่ รัฐบาลกลับไม่มีการทำโครงการหรือรายละเอียดใดๆ เลย มีแต่สิ่งที่เรียกว่ายุทธศาสตร์และแผนงานเพียงสองหน้ากระดาษเท่านั้น โดยไม่มีหลักประกันใดๆ ในความสำเร็จของโครงการ

แม้ จะมีผู้รู้ท้วงติงว่า โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งหลายนั้นสามารถจะดำเนินการตามระบบงบประมาณ แผ่นดินตามปกติ แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ยังดึงดันออกกฎหมายกู้เงินนอกงบประมาณดังกล่าว นับเป็นข้อพิรุธอย่างยิ่ง

ดัง นั้น การจงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองป้องกันเงินแผ่นดินมิให้ถูก ฉ้อฉลฉ้อโกงโดยผู้มีอำนาจต่างๆ จึงเป็นการกระทำร้ายกาจ ส่อเจตนาไม่สุจริต อันอาจนำไปสู่การฉ้อฉลปล้นเงินแผ่นดินโดยผิดกฎหมายอย่างร้ายแรง

4) กฎหมายกู้เงินของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ มีอะไรซ่อนเร้นอยู่บ้างไหม?

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 169 บัญญัติห้ามมิให้นำเงินแผ่นดินไปใช้จ่ายโดยวิธีการอย่างอื่น นอกจากที่บัญญัติไว้ตามกฎหมายงบประมาณ กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ กฎหมายโอนเงินงบประมาณ และกฎหมายเงินคงคลัง แต่รัฐบาลและ ส.ส.บางส่วน กำลังสมคบกัน พยายามออกกฎหมายให้นำเงินกู้จำนวน 2 ล้านล้านบาทไปใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องนำส่งคลัง

ไม่ต้องทำเป็นกฎหมายงบประมาณ ไม่ต้องทำตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ

ไม่ต้องทำตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง

ทำให้จะมีเงินทองไหลไปที่ไหน ก็ไม่มีใครทราบ 

เปิดทางให้นักการเมืองเล่นแร่แปรธาตุกับเงินแผ่นดินได้ตามอำเภอใจ

ในสถานการณ์ปัญหาการทุจริตรุนแรง เอกชนเปิดเผยกันถึงตัวเลข 30 – 40% การฝากเงินไว้กับนักการเมืองอย่างนี้ ก็ไม่ต่างจากการฝากเนื้อไว้กับเสือ

5) เรื่อง นี้ ป.ป.ช. จะต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนและทำการไต่สวนนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ และเสนอเรื่องไปยังเพื่อให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาลงโทษสถานหนักตามที่กฎหมายบัญญัติโดยเร็วที่สุด รวมทั้งเสนอต่อศาลเพื่อให้ใช้มาตรการชั่วคราวตามสมควรและจำเป็นเพื่อหยุด ยั้งการกระทำความผิดต่อไป เพื่อป้องกันผลร้ายอันจะเกิดจากการกระทำความผิดด้วย

น่า คิดว่า นอกจากนายกฯ และคณะรัฐมนตรี จะต้องถูกสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว บรรดาส.ส.ที่ลงมติรับหลักการออกกฎหมายดังกล่าวไปแล้วนั้น น่าจะต้องถูกดำเนินคดีในฐานสมคบคิด หรือร่วมสนับสนุนการกระทำความผิดด้วยหรือไม่?

ใน เมื่อคณะรัฐมนตรีสมคบกันลงมติเห็นชอบ และส่งร่างกฎหมายเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ดึงดันจะให้ตราเป็นกฎหมายใช้บังคับ เพื่อจะนำเงินกู้จำนวน 2 ล้านล้านบาทไปใช้จ่ายโดยไม่ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ส.ส.ที่ทราบหรือควรทราบ เพราะมีการวิพากษ์วิจารณ์ และอภิปรายในสภาอย่างชัดเจน กลับยังสมคบกับรัฐบาลผลักดันกันต่อไป

ไอ้เสือ บุก!