Get Adobe Flash player

ส่งกำลังใจสู่พี่น้องไทย โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

การที่คนๆ หนึ่งในประวัติศาสตร์ ได้ร่วมรบในกองทัพพระนเรศวร กับคนอีกยุคสมัยได้ร่วมขับไล่ศัตรูของแผ่นดิน กับพระเจ้ากรุงธนบุรี ถือว่าชีวิตนี้มีเกียรติสูงสุด ต่อให้ต้องตายในสนามรบ ศพก็ยังมีค่า

ในชีวิต บางคนภูมิใจที่เคยได้ร่วมชุมนุมในเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2516 แม้ชัยชนะครั้งนั้นจะเป็นเพียงชั่วคราว แต่เหตุการณ์ 14 ตุลา ก็สามารถสร้างสำนึกความเป็นเสรีชน ในดวงใจของประชาชนจำนวนมากมาย  

จนมาถึงวันนี้ เห็นคลื่นมหาประชาชนที่เต็มถนนราชดำเนินด้านหน้าอนุสาวรีย์ ก็มองไปสุดตา ด้านหลังก็ไกลลิบๆ จนกล้องที่ถ่ายภาพทางอากาศจับภาพไม่หมด เหตุการณ์ประวัติศาสตร์แบบนี้ ใครได้มีส่วนร่วมเป็นหนึ่งในจำนวนมวลมหาประชาชน ก็ถือว่าน่าภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง

เพราะการลุกขึ้นมาด้วยสำนึกของความรักความยุติธรรมได้เกิดขึ้น เป็นต่อสู้ด้วยมือเปล่า ด้วยอารยะขัดขืน ของภาคประชาชน จากชนวนความไม่พอใจอย่างที่สุดในหลายๆ เรื่อง เป็นฟางเส้นสุดท้าย ที่ทำให้ประชาชนออกสู่ท้องถนน

จากการเสนอร่างพรบ.นิรโทษกรรมให้ พ.ต.ท.ทักษิณ แบบทำผิดให้เป็นถูก รวบอำนาจ โดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของประชาชน

สังคมเคยคุกรุ่นกับการที่รัฐใช้เงินภาษีอากรของประชาชน เอาไปละเลงประชานิยมเพื่ออำนาจ

คุกรุ่นกับการที่นำพาชาติไทย ให้ต้องพ่ายแพ้อย่างยับเยินในตลาดค้าข้าวของโลก

คุกรุ่นกับการสร้างหนี้สาธารณะ จ้องกู้เงินสองล้านล้านบาท โดยไม่มีรายละเอียดรองรับ

คุกรุ่นกับการมุ่งแก้รัฐธรรมนูญ เพียงเพื่อผลประโยชน์ของฝ่ายตน

คุกรุ่นกับการสมยอมในกรณีพิพาท ไทย กัมพูชา ด้วยท่าทียอมแพ้ตั้งแต่ต้น เหมือนเกรงอำนาจเขา เหมือนต้องการให้เขามาเป็นพวกเพื่อหนุนรัฐบาลนี้

มวลมหาประชาชน คนเหล่านั้นไม่ได้ปฏิเสธการเลือกตั้ง ไม่ได้ปฎิเสธเสียงข้างมาก แต่ปฎิเสธการใช้เสียงข้างมากในการทำผิดให้เป็นถูก

ประเทศไทยทั้งประเทศ มีขนาดเล็กมาก ประเทศเล็กย่อมมีอันตราย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีคนในระบอบทักษิณ อาศัยช่วงที่ผู้คนสนใจอยู่กับการชุมนุมทางการเมือง ได้เตรียมเสนอกฏหมาย ให้ต่างชาติถือครองที่ดินในประเทศไทยได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ อยากฝากให้นักกฎหมายผู้รักชาติ เป็นยามเฝ้าแผ่นดินให้ด้วย เพราะการทำเช่นนี้คือการขายชาติในทางตรง ไม่อ้อมเลย

ถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนั้นจริง เพียงแต่ต่างชาติที่มั่งคั่ง (แต่ขาดทรัพยากร) ทุ่มเงินเพียงเล็กน้อย ก็สามารถซื้อได้หมดประเทศ คนไทยไม่มีอำนาจเงินพอที่จะไปแข่งขันได้

ในทางการเมือง ระบอบทักษิณ ได้เสียงข้างมากมาด้วยความชอบธรรมจริงหรือ คำถามนี้คงไม่ต่างกับเรื่องซื้อที่ดิน

ประชาธิปไตยในระบอบทักษิณ ถ้ายังจำได้ เริ่มจากนายทุนอภิมหาเศรษฐี ผู้มั่งคั่งจากการได้สัมปทานโทรศัพท์มือถือ “จากการปฎิวัติเสื้อคับ” ได้จัดตั้งแกนนำยุคป่าล้อมเมือง ลงพื้นที่ในระบบหัวคะแนน หว่านเงินจำนวนมหาศาลลงสู่ชนบท เดิมก็ใช้เงินส่วนตัว ซื้อคน ซื้อจิตวิญญาณ ซื้อเสียง ซื้อชาวบ้าน ซื้อพรรคการเมืองอื่นๆ ซื้อแม้กระทั่งพรรคการเมืองของอดีตผู้นำกองทัพบก จากพรรคเล็ก มาเป็นพรรคใหญ่

พอได้อำนาจก็ถอนทุน เอาเงินตัวเองคืน เอาเงินงบประมาณแผ่นดิน ลงไปซื้อใจจนประชาชนติดประชานิยมงอมแงม ไม่ต่างกับติดยาบ้า

ประชาธิปไตยที่ว่าได้มาจากการเลือกตั้ง จึงเป็นประชาธิปไตยแบบยาบ้า ครอบงำประชาชนให้ยากจะโงหัว มีการจัดตั้งมวลชนเสื้อแดง คู่ขนานไปกับรัฐบาล ล้างสมองประชาชนให้เชื่อว่า ผู้ที่อยู่นอกระบอบทักษิณ คือภัยร้ายของสังคม

เอาเถิด เมื่อคุณชนะ คุณก็มีอำนาจรัฐ ผู้คนก็ยังพอกล้ำกลืนรับได้

แต่เมื่อได้อำนาจ แทนที่จะมุ่งทำงานเพื่อชาติและประชาชน กลับมุ่งที่จะกอบโกย มุ่งที่จะเอาเปรียบทุกฝ่าย มุ่งแก้กฎหมายทุกข้อ เพื่อความได้เปรียบ ใช้วงศ์ตระกูลมาสืบทอดอำนาจ ที่น่าละอายอย่างยิ่งก็คือ มีข้าราชการและนักการเมืองจำนวนมาก ที่พร้อมจะอาศัยร่มเงาของอำนาจ เพื่อแลกผลประโยชน์ที่ตนจะได้รับ โดยมองข้ามสำนึกในความเป็นมนุษย์

คนมีอำนาจ เมื่อเหลิงอาจ ก็พร้อมที่จะทำทุกวิถีทาง ทำลวกๆ เพื่อจะให้ฝ่ายตนเป็นฝ่ายได้ ใช้สภาที่ทรงเกียรติ เป็นเครื่องมือของอำนาจรัฐ เสียบบัตรแทนกันก็ทำ แก้เอกสารที่เป็นมติแล้วก็ทำ ประธานสภาสูง ลงไปสนับสนุนร่างฯ ด้วยตนเองก็ทำ เป็นการเอาประโยชน์ที่ไม่รู้สึกผิด ไม่รู้สึกอาย

จนมาถึงวันนี้ วันที่ประชาชนออกมาสู่ถนน ถ้าถามประชาชน ว่าเจ็บปวดไหม ที่ผู้คนต้องออกสู่ถนนเพื่อไล่รัฐบาลของประเทศตนเอง เจ็บปวดไหมที่คนไทยด้วยกันแบ่งเป็นสองฝ่าย คำตอบคือเจ็บ แต่ถึงเจ็บ ก็ต้องทำ

ไม่ต้องระดับประเทศ แค่ระดับจังหวัดก็เจ็บปวด

ว่ากันว่า คนจังหวัดสุราษฏธานี ด้านหนึ่งภูมิใจกับการทำหน้าที่ของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ลูกกำนันชาวท่าสะท้อน พุนพิน ในฐานะผู้แทนฯ ที่สู้สุดกำลัง เพื่อไม่ให้ พ.ร.บ. นิรโทษกรรมผ่านสภาฯ แม้ตัวเองจะต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาของฝ่ายรัฐบาล ที่ยัดเยียดตราบาปว่าเป็น “ฆาตกร” ในการสลายการชุมนุม ปี 53  สุเทพ เผชิญข้อหาส่วนตัว ไม่ใช่ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี

ฝ่ายกล่าวหา ไม่พูดถึงประเด็น เอาเลือดมาราดเมือง เอาน้ำมัน มาเผาเมือง หรือแม้แต่กองกำลังชายชุดดำที่มีการเตรียมการ ด้วยเจตนาการใช้ความรุนแรงเพื่อให้ฝ่ายตนเสียเลือดเนื้อ แล้วนำไปอ้างสู่ชัยชนะ

แต่วันนี้ สุเทพ ละทิ้งความเป็นผู้แทนในสภา มาเป็นผู้แทนนอกสภา มาเป็นอดีตกำนันเทือก ตามรอยพ่อ ออกมายืนแถวหน้า สู้อย่างกล้าหาญ เคียงบ่าเคียงไหล่พี่น้องประชาชน จนถึงการต่อสู้เพื่อโค่นระบบทักษิณ นายทุนใหญ่ที่ยึดประเทศ เดิมพันด้วยชีวิต ชนะหรือไม่ ไม่รู้ แต่ถ้าแพ้ก็มีสิทธิติดคุกหรือถึงตาย

แต่คนสุราษฏก็เจ็บปวด ที่ในที่สุด คนสุราษฎร์ ก็มาห้ำหั่นกันเอง

เพราะอีกฟากหนึ่งผู้ที่ปกป้องรัฐบาล ปกป้องฝ่ายอำนาจ ปกป้องระบอบทักษิณ ที่นำทัพฝ่ายคนเสื้อแดง ก็คือ “สหายปูน” อดีตแนวร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

“สหายปูน” รักประชาธิปไตยนั้น คนสุราษฏร์เชื่อ อยากเห็นความเป็นธรรมในสังคมหรือไม่ ก็เชื่อ แต่ที่ ตามืดบอดมองไม่เห็นความฉ้อฉลของระบอบทักษิณ คนสุราษฎร์ ไม่เชื่อและไม่อาจยอมรับได้

“สหายปูน” คือ นางธิดา ถาวรเศรษฐ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เภสัชกร) เป็นลูกโกเฮ้ง กับป้ายี่หวา เป็นชาวไชยา เมืองแห่งพระธาตุ และวัดธารน้ำไหล จังหวัดสุราษฏร์ วันนี้ “สหายปูน” คนสายป่า เลือกข้างที่มารับใช้ฝ่ายทุนนิยม

เท่านั้นยังไม่พอ จตุพร พรหมพันธุ์ “ตู่” เป็นคนนาสาร  ในขณะที่ “เจ๋ง ดอกจิก” เป็นคนหัวเขา พุนพิน

พวกเขาเรียกร้อง ให้ประเทศเดินไปสู่ระบอบประชาธิปไตย กล่าวอ้างว่ารัฐบาลนี้มาจากการเลือกตั้ง พวกที่ต่อต้าน คือพวกอนุรักษ์นิยม พวกอำมาตย์ พวกชนชั้นกลาง ที่ไม่ยอมรับกติกาประชาธิปไตย

คนสุราษฏร์ กำลังรบกันเองเพราะต่างความเชื่อ ในวิถีทางที่เรียกว่าประชาธิปไตย

.........

คอลัมน์ “กวนน้ำให้ใส” ของ  “สารส้ม” เขียนไว้บางตอนว่า ประชาชนเข้าร่วมการชุมนุมคับคั่ง ล้นหลาม เนืองนอง แน่นขนัด ทั่วถนนราชดำเนินตลอดแนว ทะลักไปถึงสนามหลวง เต็มพื้นที่ แม้แต่บนสะพานพระปิ่นเกล้า ก็ยังมีคนเดินข้ามมาจากฝั่งธนฯ ไหลหลาก เป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แม้แต่เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 คนยังไม่เยอะขนาดนี้

ที่สำคัญ ประชาชนที่ออกมาชุมนุม ณ พ.ศ.นี้ นอกจากจะมากด้วยปริมาณแล้ว คุณภาพทางความคิด ความหลากหลาย ตลอดจนวุฒิภาวะทางการเมือง ก็ถือได้ว่ามีอยู่ในระดับคับแก้ว

อาจารย์ทรงยศ แววหงส์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขียนข้อความในเฟซบุ๊ค อธิบายประสบการณ์ตรงจากการสัมผัสพื้นที่การชุมนุมที่ราชดำเนินจริงๆ มิใช่นั่งโม้อยู่ในห้องส่งของฟรีทีวีทั่วไป ระบุว่า

ลงพื้นที่เถอะครับ เพราะอาจเห็นมุมมองอีกด้านหนึ่ง ผมเดินทางเข้าไปในพื้นที่การชุมนุม เพื่อที่จะหาความเป็นจริงจากการที่มักได้ยินนักวิชาการบางท่านกล่าวว่า การชุมนุมต้านรัฐบาลเป็นเพียงเสียงเรียกร้องของ“คนชั้นกลาง”ในกรุงเทพฯ/ภาคกลาง/คนเมือง ไม่ใช่เสียงของคนที่แท้จริงส่วนใหญ่ในประเทศ หรือการชุมนุมที่เห็นนี้เป็นอาการของ พวกอนาธิปไตย ต้องการล้มล้างรัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง (พูดง่ายๆ เป็นการต่อสู้ระหว่าง ประชาธิปไตย กับพวกไม่นิยมประชาธิปไตย)

การตอบต่อทั้งสองประเด็นเป็นเรื่องใหญ่และเกินไปจากความสามารถของผม ผมจึงเลือกวิธีที่ง่ายสำหรับผม ก็คือเดินเข้าไปสู่พื้นที่...

“ท่านขุนน้อย” คอลัมนิสต์ อีกท่านที่เปรียบเทียบว่า

วันนี้จะเป็นวันอวสานของ “อีลำยอง” แห่งละครหลังข่าว.... แต่ผู้สันทัดกรณีบางรายได้เพิ่มเติมเอาไว้ด้วยว่า ในวันเดียวกันนี้ น่าจะเป็นวันอวสานของ อีระยำ (ซึ่งจะหมายถึงผู้หนึ่งผู้ใดก็ยังไม่เป็นที่ทราบชัด) ควบคู่ไปด้วย อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้เลย!!!

เอาเป็นว่า...ไม่ว่าอีลำยองหรืออีระยำจะขึ้นช้างลงเหวในแบบไหน แต่สำหรับรัฐบาลแล้ว ถ้าหากยังสามารถอยู่รอด ปลอดภัยต่อไปได้ ก็คงมีแต่ประเทศชาติทั้งประเทศนั่นแหละ ที่จะต้องฉิบหาย วายวอด

ส่วนสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนับต่อแต่นี้จะเป็นอย่างไร ก็ยากที่จะคาดเดา แต่ก็เป็นกำลังใจให้กับทุกดวงใจของมวลชน