Get Adobe Flash player

คนเมืองสิงห์หัวใจสิงห์ โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

วันก่อน อาจารย์สุทธิพงษ์ ปรัชญพฤทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจโลก ส่งอีเมล์ไปถึงคนใกล้ชิด “สุเทพ เทือกสุบรรณ” แกนนำ กปปส. บอกว่า กำนันสุเทพต้องพูด และใช้เสียงมาก เห็นกำนัน สุเทพ จิบยาแก้ไอ ท่านที่รับอีเมล์ที่ใกล้ชิดกับท่านกำนันสุเทพ ช่วยนำไปทำให้กำนันสุเทพ รับประทานด้วย

แล้วท่านก็บอก “เครื่องยา” ว่ามีอะไรบ้าง จะต้องกินอย่างไร

อ่านอีเมล์นี้แล้ว นึกถึงเมื่อครั้งอาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนนิยาย “สี่แผ่นดิน” เป็นตอนๆ ลงในสยามรัฐ ถึงตอนที่ “แม่พลอย” นางเอกซึ่งเป็นที่รักของผู้คน เกิดแพ้ท้องอยากกินมะม่วง มีผู้อ่านเอามะม่วงจากสวนมาให้แม่พลอยที่สำนักพิมพ์

ทำให้รู้สึกถึงความเกื้อกูลที่อบอุ่น ระหว่างคนๆ หนึ่ง ถึงคนที่ห่วงใย และจะเป็นกำลังใจที่สำคัญให้แม่ทัพผู้เกรียงไกร มีแรงที่จะยืนสู้เพื่อผู้คนบนแผ่นดิน

                .............................

ช่วงนี้นอนน้อย ติดตามข่าวสารบ้านเมืองที่ดูได้จากอินเตอร์เน็ตจนดึกดื่นทุกคืน กลางวันประมาณ 9 โมง 10 โมงเช้าก็อ่านหนังสือพิมพ์ออนไลน์ช่วงเปลี่ยนข่าวด้วยความเป็นห่วง

ห่วงเพื่อนร่วมชาติที่ออกมาชุมนุม ห่วงไม่รู้ว่าจะลงเอยเช่นไร แม้จะมีผู้ชุมนุมจำนวนมากมายเป็นหลักแสนหลักล้าน แต่ทางโน้นเขาจะเข้าใจหรือไม่ ถ้าไม่เข้าใจ เขาก็มีคนของเขาอยู่ทั่วจะเรียกให้มาก็มาทันตาเห็น การต่อสู้เรียกร้องของคนที่มีแต่หัวใจ หัวสมองและรองเท้าผ้าใบ จึงยากที่จะให้ฝ่ายโน้นมารับฟัง  

 ผู้คนที่ทนต่อความอยุติธรรมไม่ไหว ทนต่อความฉ้อฉล ถูกเอารัดเอาเปรียบไม่ไหว แม้ไม่มีอาวุธก็ต้องสู้ด้วยอารยขัดขืน มานั่งกินนอนบนท้องถนนเป็นแรมเดือน เพื่อให้ผู้มีอำนาจรัฐได้เห็นว่า พวกเขาสุดทนต่อพฤติกรรมของพวกคุณ แม้จะเสี่ยงคุกเสี่ยงตะรางก็ตาม  

บ้านเราปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยจริงหรือ การเลือกตั้งในบ้านเราเป็นประชาธิปไตยแน่หรือ จะเป็นหรือไม่เป็น เราต่างก็รู้อยู่แก่ใจ

แต่ที่แน่ๆ เรายังติดหล่มอยู่ในระบอบพรรคพวก ยังติดอยู่กับระบอบอุปถัมภ์จนแกะไม่ออก ยังเป็นทาสนายเงินบางครั้งและหลายครั้งเราจะเห็นผู้คน ในระดับ “ผู้ทรงเกียรติ” ก็ยังเลือกข้างพวกพ้อง ข้างนายของตัวเอง มากกว่าจะรักษาความถูกต้อง

ป่วยการที่จะพูดถึงร่าง พรบ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย ที่ฝ่ายสภา (ที่อ้างว่าเป็นคนละพวกกับรัฐบาล) บอกว่าจะไม่ทำอีก ป่วยการที่จะให้สภาฯ รับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ เพราะที่สุดแล้ว เขาจะรับในสิ่งที่ฝ่ายเขาได้ประโยชน์เท่านั้น

สภาถูกตำหนิว่าเป็นสภาทาส สภาลักหลับ ถึงต่อให้ตำหนิจนปากเปียกปากแฉะ ท้ายที่สุด ก็เห็นพฤติกรรมเดิมๆ อย่างเช่นหลังสุดก่อนปิดสมัยประชุม ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาเมื่อไม่กี่วันก่อน มองในแบบคนข้างนอกที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย การอภิปรายวันนั้น ถ้าตัดการประท้วงที่รกรุงรัง ตัดอคติ เอาแต่เนื้อหาล้วนๆ ก็น่าจะเชื่อได้พอสมควรว่า สิ่งที่ฝ่ายค้านนำมาอภิปราย ก็มีน้ำหนักพอที่จะให้ผู้ทรงเกียรติในสภาพิจารณาเห็นข้อผิด ข้อบกพร่องของผู้ถูกอภิปรายไม่มากก็น้อย

ผู้มีใจเป็นธรรมย่อมรู้อยู่แก่ใจว่า สมควรจะไว้วางใจหรือไม่

อย่างน้อยก็น่าจะมีบ้างสักร้อยละห้าร้อยละสิบ ที่จะมีสำนึกถึงความถูกต้องหลังฟังอภิปราย

แต่เมื่อดูผลคะแนนที่ออกมา ก็น่าจะสรุปได้ว่า นักการเมืองในรัฐสภาไทยไม่มีสำนึกเหล่านั้น การเปิดให้มีการอภิปราย กลายเป็นมวยล้มต้มคนดู เป็นปาหี่ ที่สรุปแบบชาวบ้านยังเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ควายของใคร ก็ยังคงเข้าคอกคนนั้น”

เสียเวลาอภิปรายให้เปลืองไฟฟ้า เปลืองพลังงาน ไร้สาระ ไม่มีประโยชน์อันใด ประชาธิปไตยระบอบพรรคพวก หรือระบอบอุปถัมภ์ ไม่มีค่าพอที่จะเป็นแม่บทในการบริหารประเทศ

นี่คือความเป็นไปทางการเมือง ซึ่งหลายต่อหลายโอกาส ที่ผู้อยู่ในอำนาจมักอ้างเสมอว่ามาจากการเลือกตั้ง แต่ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้ง กลับมองข้ามจริยธรรมและความรู้สึกของประชาชน

และหลายครั้ง มองได้ว่า เป็นการสมคบกันทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

ประชาธิปไตยแบบควายในคอก เจ้าของฝูงควาย คือ ผู้มีอิทธิพลสั่งการ สามารถจูงจมูกไปทางใด ตามความต้องการ สามารถซื้อควายจากคอกอื่น มาเพิ่มจำนวนควาย

ว่ากันว่า ในประเทศ “สารขันฑ์” พรรคการเมืองขนาดใหญ่ชื่อ“พรรคควายหวังหม่ำ” เคยถูกซื้อยกคอกมาแล้ว

ประชาชนตาดำๆ เฝ้าดูฝูงสัตว์ที่ถูกซื้อมารวมฝูง ที่เหยียบย่ำลงบนไร่นาของชาวบ้านเสียหาย ห้ามอย่างไรก็ไม่ฟัง ชาวบ้านธรรมดา ก็ไม่มีกำลังมากพอที่จะไปสู้รบ คงทำได้แต่ปรบมือไล่

ความคับแค้นที่สะสมของชาวนาที่ถูกฝูงควายเหยียบย่ำทำลายพืชไร่ คงเหมือนประชาชนที่สิ้นหวังต่ออำนาจรัฐ จนต้องออกมาชุมนุมอยู่กลางถนน

สนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถาน นักการเมืองซีกรัฐบาล นำคนเสื้อแดงเข้ามาชุมนุม เพื่อข่มมวลมหาประชานิยมของ “กำนันสุเทพ”

แล้วเหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เพราะเสียงจากเวทีปราศรัย สร้างความรำคาญให้นักศึกษาม.รามคำแหงที่กำลังเรียนหนังสือ จนทำให้ที่รามมีการรวมตัวต่อต้าน

โดยที่น้องๆ นักศึกษาไม่ได้เฉลียวใจว่าจะมีการตอบโต้ถึงชีวิต ลืมคิดไปว่าทัพแดงชุดนี้คือชุดเผาเมือง ชายชุดดำชุดนี้เคยผ่านการฝึกมาให้เป็นมือสังหาร

ยังไม่ทันจะประคารมกันเท่าใด น้องนักศึกษารามก็ถูกยิง ทั้งตายและบาดเจ็บ

ในจำนวนนักศึกษาในมหาวิทยาลัย นั้นอาจมี “ขาลุย” ที่พร้อมปะทะกับรุ่นใหญ่อยู่บ้าง เทียบเปอร์เซ็นต์แล้ว มีจำนวนน้อย

แต่นักศึกษาในม.รามจำนวนมาก คือเด็กวัยใส เด็กเรียน คือลูกหลานคนไทย ที่พ่อแม่ส่งเสียให้ได้รับการศึกษา พวกเขา พวกเธอมามหาวิทยาลัย มาเรียนหนังสือเหมือนเช่นทุกวัน  โดยที่ทุกคนมั่นใจว่า ในรั้วมหาวิทยาลัย ไม่ใช่ที่อันตราย

แต่ เมื่อเพื่อนถูกกลุ่มคนที่อ้างตัวว่าเป็นพวกประชาธิปไตยยิงตาย และบาดเจ็บ ความระส่ำระสายก็เกิด

นักศึกษาเด็กเรียนก็ตกใจอยากกลับบ้าน แต่เสียงปืนก็ดังเป็นระยะ ออกนอกรั้วไปไม่ได้ ต้องซุกตัวหลบกระสุนอยู่ตามอาคารด้วยความหวาดกลัว ลูกหลานไทย ถูกคนของฝ่ายรัฐบาลไทยไล่ล่าถึงในสถานศึกษาชั้นนำของประเทศ

ในวงล้อมที่อันตรายยิ่ง อธิการบดียังมีสติ พยายามประสานขอให้ตำรวจช่วยระงับเหตุ นำนักศึกษาที่ติดอยู่กลับบ้าน  แต่เจ้าหน้าที่ใน “รัฐตำรวจ” ก็เลือกข้างไปแล้ว ลูกพี่เขาเป็นตำรวจ ก็ต้องเข้าข้างตำรวจก่อน ช่วยลูกหลานคนไทยไม่ได้ประโยชน์อะไร ในขณะที่พวกเขามีวันนี้เพราะพี่ให้

สงสารอาจารย์ ห่วงลูกศิษย์ ประสานไปทั่วทิศ ก็ไม่มีใครสนใจ

โทรไปหาสื่อโทรทัศน์ สื่อบอกว่าตำรวจมาไม่ได้ คืนนี้ให้ดูแลตัวเองไปก่อน รอจนเช้าก็ไม่มีใครมา

ขนาดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ปราศรัยอยู่บนเวทีราชมังคลาฯ แท้ๆ ยังเลือกอยู่ตรงข้ามกับนักศึกษา  

ต้องรออีกวัน ทางมหาวิทยาลัยจึงสามารถประสานไปให้ทหารช่วยออกไปได้

ภาพเหตุการณ์ตรงนี้ ตำรวจอาจคิดว่าสมน้ำหน้าไอ้พวกเด็กหัวแข็ง รัฐบาลอาจคิดว่าดีแล้วเขียนเสือให้วัวกลัวเสียบ้าง แกนนำเสื้อแดง (พวกเรียนฟูลไทม์ปริญญาตรี 7 ปีจบ) อาจคิดว่า ข้าต่างหากที่เป็นขาใหญ่ในราม

แต่เรากลับเห็นว่าพวกคุณพลาด บกพร่อง ไม่เป็นมืออาชีพ และกำลังเสียมวลชน ไม่ได้ใจคนในชาติ

เหตุการณ์ครั้งนั้น หลายๆ คน “จะขอจดจำเอาไว้เจ็บ” หลายคนขอจดจำจนวันตาย 

ข่าวนักศึกษารามปี 1 คณะบริหารธุรกิจ ถูกยิงตาย ตอกย้ำความแตกร้าวระหว่างกลไกของรัฐกับประชาชนให้ยิ่งห่างออกไปอีก

น้องนักศึกษาที่เสียชีวิตคนนี้ ชื่อทวีศักดิ์ โพธิ์แก้ว อายุเพียง 21 ปี เป็นลูกชายคนเดียวของครอบครัว  บ้านอยู่สิงห์บุรี เมืองของคนหัวใจสิงห์ ที่ปู่ย่าตาทวดเคยสร้างวีรกรรมฝากไว้บนแผ่นดิน “ที่บ้านบางระจัน” ในปลายสมัยกรุงศรีฯ เอามีด เอาพร้า เอาขวาน เข้าประจันกับคมดาบข้าศึกที่มาเป็นกองทัพ ยอมตายอย่างเสรี ไม่ขออยู่อย่างทาส จนตายยกบาง ไม่เว้นแม้แต่พระสงฆ์องค์เจ้า 

น้องตายเพราะถูกคนไทยด้วยกันฆ่า ตายเพื่อแผ่นดิน ตายอย่างคนหัวใจสิงห์ ขอให้รับรู้ว่า เราคนรุ่นพี่ รุ่นพ่อ จะขอก้มกราบดวงวิญญาณของเจ้า