Get Adobe Flash player

บทเรียนนักการเมือง โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

         ไมเคิล อาร์ เทอร์เนอร์ สมาชิกสภาคองเกรส และประธานอนุกรรมาธิการด้านการทหาร มีจดหมายถึงประธานาธิบดี บารัค โอบามา เนื้อหาสรุปว่า ไม่ให้เพิกเฉยต่อการล้มประชาธิปไตยในประเทศไทยและสนับสนุนการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์

อ่านข่าวนี้แล้วไม่ได้รู้สึกแปลก กับความเป็นนักการเมืองลุงแซม ที่มักคิดว่าสหรัฐ เป็นประเทศ “พี่ใหญ่” ฉลาดและแสนดี ที่ต้องเข้าไปก้าวก่าย จัดการกับปัญหาในประเทศอื่นๆ ทั้งโลก

ส่วนรัฐบาลของประธานาธิบดี โอบามา จะเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้มากน้อยแค่ไหน นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง

สำหรับฝ่ายเรา ที่เป็นคนไทย น่าจะมีจำนวนไม่น้อยที่ไม่เห็นด้วยกับการที่มหาอำนาจ เข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทย เหมือนกับที่ ผบ.ทบ.เคยกล่าวว่า ปัญหาของเรา เราจัดการกันเอง

ที่สำคัญคือนักการเมืองฝรั่ง ผู้ที่อาสาจะเข้ามาแก้ปัญหา กลับไม่รู้ปัญหาที่แท้จริงจนกล้าใช้คำว่า “ล้มประชาธิปไตย” นั่นแสดงให้เห็นว่าเขาช่างบริสุทธิ์ใสซื่อจนเกิดคำถามว่า ว่าทำไม คนระดับสมาชิกสภาคองเกรส ของประเทศมหาอำนาจ จึงมืดบอดไม่รับรู้โลกภายนอก ซึ่งคนที่ทำงานในระดับนี้ น่าจะมีวิสัยทัศน์ น่าจะต้องศึกษาให้ถ่องแท้ก่อนที่จะแสดงความเห็น

การอ่านสถานการณ์ผิด อาจมีส่วนทำให้บ่อยครั้งที่ประเทศอภิมหาอำนาจต้องพ่ายแพ้บนเวทีโลก

อย่างที่สหรัฐแพ้ในสงครามเวียดนาม จนทำให้ทหารอเมริกันลูกหลานประชาชน ต้องสังเวยชีวิตในสมรภูมินี้ถึง 58,220 นาย ทำให้ฝ่ายทหารและพลเรือนชาวเวียดนามเสียชีวิตประมาณ 1 ถึงกว่า 3 ล้านคน โดยไม่มีใครรู้สึกละอาย หรือรับผิดชอบต่อความตายของมวลมนุษย์ที่เกิดขึ้นนี้

แต่ก็ในอีกมุมหนึ่ง ถ้าดูประวัติศาสตร์การแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น ตำรวจโลกเอง ก็ไม่ได้เลือกที่ความถูกต้องชอบธรรมเป็นหลัก แต่จะเลือกเอาผลประโยชน์เป็นใหญ่

ย้อนไปดูประวัติศาสตร์ของอิหร่านประเทศที่มีน้ำมันมากเป็นอันดับสองของโลก

ครั้งหนึ่ง สหรัฐ หนุน พระเจ้าชาห์ ปาห์ลาวี ขึ้นครองอำนาจ

ทั้งอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ร่วมกันโค่นล้มอำนาจของ โมฮัมมัด โมซาเดกห์ นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง และร่วมกันสนับสนุนการก่อรัฐประหารและหนุนพระเจ้าชาห์ สู่อำนาจแทน

ช่างเป็นประชาธิปไตยที่น่าอาย

แต่ในที่สุด พระเจ้าชาร์ ที่สหรัฐหนุนก็ไปไม่รอด ถูกอะยาโตเลาะห์ โคไมนี ร่วมกับประชาชน โค่นอำนาจ โดยที่สหรัฐก็ไม่สามารถที่จะปกป้อง

เข้าไปดูในเว็บ inwesnarat.com ได้กล่าวถึงประเทศฟิลิปปินส์

ยุคแรกสเปน เข้ามาครอบครองก่อน ต่อมาสหรัฐแย่งมาได้เมื่อ 116 ปีที่ผ่านมา

“อเมริกาเริ่มแสดงบทอเมริกันฮีโร่ตามถนัด โดยอุปโหลกว่า พวกเขาช่วยฟิลิปปินส์ให้ได้รับเอกราชจากสเปนแล้ว ให้ นายพล อีมิไลโอ อกินานโด ผู้นำฝ่ายกบฏต่อต้านสเปน และเป็นพันธมิตรกับอเมริกา เป็นผู้ประกาศเอกราชปลอมของฟิลิปปินส์ 

อกินานโด ได้รับเลือกโดยคนฟิลิปปินส์ ให้เป็นประธานาธิบดีคนแรก แต่นักการเมืองทางอเมริกาไม่ยอมรับว่าฟิลิปปินส์เป็นเอกราชที่แท้จริง เพราะต้องการยึดเป็นรัฐๆ หนึ่งของสหรัฐ

เอกราชของฟิลิปปินส์ยุคนั้นจึงเป็นเพียงชื่อ   อำนาจปกครองถูกครอบงำทุกอย่าง  พวกอเมริกันอพยพเข้ามาตักตวงผลประโยชน์แทนสเปน 

คนฟิลิปปินส์ หนีเสือมาปะจระเข้ แต่ชนพื้นเมืองไม่ยอมจำนน จับอาวุธสู้กับสหรัฐแบบกองโจร แต่ก็พ่ายแพ้

มีประชาชนฟิลิปปินส์ถูกฆ่าตายประมาณ 250,000 ถึง 1 ล้านคน

ประธานาธิบดีรูสเวลท์ ของสหรัฐ ได้ประกาศยุติสงครามระหว่างคนพื้นเมืองฟิลิปปินส์กับอเมริกันอย่างเป็นทางการ  ถือว่าเข้าครอบครองเป็นเมืองขึ้นโดยสมบูรณ์ไม่มีกลุ่มต่อต้านอีกต่อไป

ในปี 1906  มีกลุ่มกบฎชาวมุสลิมก่อความรำคาญตามชนบทอยู่เนืองๆ ทำให้ทหารอเมริกันสุดทน  สาดกระสุนสังหารหมู่คนมุสลิมฟิลิปปินส์ ทั้งเด็กและผู้หญิงจำนวน 900 คน ที่ภูเขาดาโจ

อเมริกาครอบครองฟิลิปปินส์ตั้งแต่  ค.ศ. 1898 ถึง 1992 รวม 94 ปี

จนถึงยุค ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ อี มาร์กอส ผู้ทรงอิทธิพลครองอำนาจในฟิลิปปินส์ยาวนานถึง 20 ปี

และแน่นอน มาร์กอส ได้แรงหนุนจากสหรัฐ แรกๆ เขาก็ว่าเก่งว่าดี

ด้านหนึ่งมาร์กอสได้พัฒนาประเทศ จนทำให้ฟิลิปปินส์ เจริญก้าวหน้ากว่าประเทศอื่นในเอเซีย

แต่อีกด้านหนึ่ง มาร์กอส ให้ครอบครัวและญาติมิตร ได้ครอบครองกิจการธุรกิจขนาดใหญ่ เช่นธุรกิจพลังงาน อุตสาหกรรมไฮเทค เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  กลายเป็นกลุ่มทุนที่กุมชะตาเศรษฐกิจของประเทศไว้ในมือ 

มาร์กอสจึงมีอำนาจบารมีล้นฟ้า จนดีแตก ทั้งทุจริต คอร์รัปชั่น ทั้งเป็นจอมเผด็จการ เขาใช้กฎอัยการศึก ดูแลประเทศโดยอ้างว่าต้องทำให้ประเทศสงบสุข

มีการปราบปรามฝ่ายต่อต้าน ปราบกลุ่มรักชาติรักประชาธิปไตย คนของเขาแทรกซึมไปทุกแห่งหน พวกนักศึกษาที่ถูกสงสัยว่าเป็นพวกต่อต้านมักหายตัวไปอย่างลึกลับ  มีข่าวว่าถูกฆ่าหรือขังลืมมากมาย มีข่าวเกี่ยวกับการทรมานนักโทษ เพื่อรีดความลับอย่างน่าสะพรึงกลัว

เขากวาดล้าง จับกุมผู้ถูกกล่าวหาว่าพยายามโค่นล้มรัฐบาล ไม่เว้นแม้แต่แม่ชีและบาทหลวงจำนวนหนึ่ง

แต่ดูเหมือนยิ่งปราบปราม ยิ่งมีการต่อต้านจากมวลมหาประชาชน

inwesnarat.com ยังระบุว่า “ในช่วงเหตุการณ์ต่อต้านครั้งนี้ ผู้เขียนมีเพื่อนเป็นสตรีที่เคร่งศาสนามากผู้หนึ่ง  ร่วมเดินขบวนอยู่ด้วย เธอเดินอยู่แนวหน้าเคียงข้างแม่ชีทั้งหลาย เธอเล่าให้ฟังหลังเหตุการณ์สงบว่า “ไม่มีใครคิดถึงชีวิต ทุกคนภาวนาให้พระเจ้าช่วย และปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นจริงๆ” 

สิ่งที่พวกเธอบอกว่าปาฏิหาริย์ที่เห็นด้วยตาก็คือ เมื่อทหารของมาร์กอสยิงระเบิดแก๊สน้ำตาเข้าใส่ฝูงชน ลมแรงจะพัดควันแก๊สน้ำตา หวนกลับไปหาพวกทหารเสียเอง  ฝ่ายเดินขบวนได้รับอันตรายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ฝูงชนแคล้วคลาดจากระสุนปืนอย่างไม่น่าเป็นไปได้ครั้งแล้วครั้งเล่า จนสร้างขวัญกำลังใจให้ประชาชนได้อย่างมากมาย ประชาชนคิดว่าพระเจ้าอยู่ข้างพวกเขา”

ในการเผชิญหน้า ระหว่างทหารที่มีรถถังและปืน กับประชาชนมือเปล่า

เขาสั่งทหารทุกฝ่ายบุก ฝ่าฝูงชนด้วยระเบิดแก๊สน้ำตา เครื่องบินรบสองลำถูกสั่งให้บินไปทิ้งระเบิดใส่ค่ายนี้ 

แต่แล้วก็หันเครื่องกลับฐานโดยไม่ทำอะไร            ต่อมานักบินเล่าว่า  เมื่อมองลงไป แลดูเหมือนไม้กางเขนยักษ์ เป็นไม้กางเขนที่อัดแน่นไปด้วยฝูงคน นั่นคือสิ่งที่หยุดพวกเขาไม่ให้ทิ้งระเบิดตามคำสั่ง

ในวันสุดท้ายของการต่อสู้ ตัวแทนประธานาธิบดี รีแกน (ซึ่งกลับลำได้ทันท่วงที) ส่งข้อความมาแนะนำให้เขาลงจากตำแหน่ง ซึ่งมาร์กอสโกรธมาก

ตอนนั้นคนใกล้ชิดมาร์กอสเริ่มตีตัวออกห่าง 

เขาปรากฏตัวทางทีวี กล่าวประณามพวกก่อการกบฏ พร้อมประกาศว่าจะไม่ลาออกเด็ดขาด และขู่ว่า “ผมมีกำลังทหารในมือมากพอที่จะขยี้พวกกบฏพวกนี้ได้ในพริบตา”

(ตรงนี้นายกรักษาการของไทยและรมว.ต่างประเทศรักษาการ น่าจะดูเอาไว้)

ต่อเมื่อสถานีโทรทัศน์ถูกประชาชนเข้ายึดหมด มาร์กอสก็รู้ว่าควบคุมสถานการณ์ไม่ได้อีกแล้ว  เขาโทรหา ฝ่ายตรงข้าม และเสนอว่าจะให้ตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลชุดใหม่ แต่ถูกปฏิเสธ มาร์กอสหันไปปรึกษาวุฒิสมาชิกอเมริกัน พอล  ลักซอลท์ ซึ่งเป็นคนสนิทของประธานาธิบดีรีแกน พอล ลักซอลท์ แนะนำให้มาร์กอสตัดขาดจากปัญหา แล้วลี้ภัยการเมืองไปอเมริกา โดยรับประสานงานการหนีออกนอกประเทศและหาที่อยู่ให้

ในที่สุด มาร์กอสและครอบครัว และผู้ติดตามอีกจำนวนหนึ่ง ก็ได้รับความช่วยเหลือให้ขึ้นเครื่องบินไปเกาะฮาวาย เขาต้องลี้ภัยอยู่ที่นั่นด้วยความขมขื่น ความเจ็บป่วยลุกลามมากขึ้นและเสียชีวิตในอีก 3 ปีต่อมา

ปิดฉากผู้นำชาตินิยมผู้เก่งกาจปราดเปรื่อง ที่ผันมาเป็นจอมเผด็จการครองอำนาจสูงสุดเป็นระยะเวลานานถึง 20 ปี

บทเรียนนี้ ผู้ที่ถูกเรียกว่า “นายใหญ่ โคตรเซียนการตลาด” น่าจะนำไปเป็นกรณีศึกษา เพราะวิถีทางคล้ายกัน