Get Adobe Flash player

เก็บข่าวมาเล่าต่อ โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

เรื่องที่จะกล่าวถึงนี้ “ทีนเอ็มไทย” เป็นผู้บันทึกไว้

โดยอ้างอิงจาก Nisen M., “Why Google doesn’t care about hiring top college graduates”, http://qz.com/180247/why-google-doesnt-care-about-hiring-top-college-graduates/

ระบุว่า บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Google ไม่รับนักศึกษาจบใหม่ จบจากสถาบันมีชื่อ-เกรดสวย

เรื่องราวนี้ถูกเปิดเผยจากบทสัมภาษณ์ระหว่าง Tom Friedman (New York Times) และ Laszlo Bock (Head of People Operations, Google Inc.) คงเป็นความพลิกล็อกใหญ่หลวง เมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Google ที่ใครๆ ก็คิดว่า จะต้องพิถีพิถันในการคัดเลือกคนเข้าทำงาน ที่ต้องจบการสถาบันการศึกษาที่ดี เกรดหรูๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว Google บอกว่า คนเหล่านั้น เป็นชุดๆ แรกที่อาจจะไม่พิจารณามารับเข้าทำงาน

เขาบอกว่า “เด็กจบสถาบันมีชื่อ มักจะขาดความนอบน้อม”

อันนี้เป็นความเห็นที่ถูกระบุไว้ และได้ขยายความต่อไปว่า

เด็กที่จบโดยได้ A หลายตัว ก็จะเชื่อมั่นในความสามารถตนเอง มากกว่าจะรับฟังคนอื่น

Google มีเหตุผลว่า เราต้องการให้รับฟังคนรอบข้าง และคิดเสมอว่า อาจจะมีไอเดียอื่นที่มักจะดีกว่าเราคิดเอง การขาดการนอบน้อมนั้นทำให้เราตัดโอกาสการเรียนรู้ บางทีเขามุ่งมั่นกับการที่ต้องสำเร็จ จนไม่คิดถึงการ “ล้มเหลว” ที่สวยงาม เพราะการล้มเหลวก็จะทำให้เรียนรู้ได้เช่นกัน การที่มองแต่ผลสำเร็จของตนเอง จึงมักจะมีการรับความดีเข้าตัว “เพราะฉันเก่ง” แต่เมื่อผิดพลาด “เพราะคนรอบข้างฉันมันงี่เง่า”

ยังบอกอีกว่า การเรียนรู้สำคัญกว่า ไอคิว

แต่เดิมที่ได้มีการพูดถึง คนฉลาดอาจจะอยู่ในสังคมไม่ได้ถ้าเขาไม่มี อีคิว แต่ Google เชื่อว่า การเรียนรู้จากคนรอบข้างก็สำคัญไม่แพ้กัน

ในการสัมภาษณ์สมัครงาน เราจะถามว่า ในอดีตมีสถานการณ์ที่ลำบากใจหรือเปล่า แล้วเขาแก้ปัญหานั้นได้อย่างไร

................

อีกเรื่องครับ..... ช่วงนี้มีข่าวแบ่งแยกประเทศ ก็เลยมีผู้รวบรวมเกี่ยวกับการเสียภาษีในท้องที่ ต่างๆ ทุกภูมิภาคของประเทศ ซึ่งอ้างข้อมูลของรัฐ

เสียดายไม่ทราบว่าท่านผู้ใคเป็นผู้รวบรวมไว้ แต่ก็ขอขอบคุณ มา ณ โอกาสนี้ และขออนุญาตนำมาเผยแพร่ขยายผล

การจัดเก็บรายได้ของประเทศแบ่งแยกตามภาคส่วน ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง ภาคอีสานและกรุงเทพมหานคร โดยรายได้ส่วนใหญ่คือเกือบจะทั้งหมดการจัดเก็บมาจาก ภาษีของประชาชน ข้อมูลของปี 2553 - 2555

1. จำนวนประชากร แบ่งตามภาค ปี 2557(ข้อมูลจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล)

   กรุงเทพมหานคร 7.9 ล้านคน

   ภาคกลาง(ไม่รวมกรุงเทพฯ) 18.1 ล้านคน

   ภาคเหนือ 11.3 ล้านคน

   ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 18.6 ล้านคน

   ภาคใต้ 8.7 ล้านคน

2. กรุงเทพมหานคร จังหวัดเดียว เป็นจังหวัดที่ ประชาชนเสียภาษีมากที่สุด โดยมากกว่า ภาคเหนือทั้งภาค มากกว่าภาคกลางทั้งภาค มากกว่าภาคอีสานทั้งภาค และ มากกว่า ภาคใต้ทั้งภาค และที่น่าสนใจคือ

กรุงเทพมหานครจังหวัดเดียว ประชาชนเสียภาษีมากกว่า ทุกภาคของประเทศรวมกัน คือประชาชนของทุกภาคเสียภาษีรวมกันน้อยกว่า กรุงเทพมหานครจังหวัดเดียว

ประชากรของกรุงเทพมหานครจังหวัดเดียว 7.9 ล้านคนมีจำนวนน้อยที่สุด แต่เสียภาษีมากกว่าทุกภาคในประเทศไทยรวมกัน (ตรงนี้ต้องเข้าใจด้วยว่า มีคนจากต่างจังหวัดเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ด้วย)

3. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นภาคที่มีจำนวนประชากรมากที่สุด ถึง 18.6 ล้านคน แต่เสียภาษีน้อยที่สุด

4. ภาคใต้ มีจำนวนประชากรน้อยที่สุดในทุกภาค(ไม่นับรวมกรุงเทพฯ) แต่เสียภาษีมากกว่า ภาคเหนือ และ ภาคอีสาน

5. ภาคเหนือ และ ภาคอีสาน มีประชากรรวมทั้งหมด ประมาณ 30 ล้าน หรือ ครึ่งหนึ่งของทั้งประเทศ แต่เสียภาษีรวมกันแค่ 3 เปอร์เซนต์ ของภาษีที่เก็บได้ทั้งประเทศ

3เปอร์เซนต์ ทั้งๆ ที่จำนวนประชากรรวมกัน ครึ่งหนึ่งหรือ 50เปอร์เซนต์ ของประเทศ

อีกครั้ง

ภาคเหนือและอีสาน เสียภาษีแค่ 3% ของทั้งประเทศ ทั้งที่จำนวนประชากรมี 50% ของประเทศ

เพราะฉะนั้นหากนักการเมืองคิดแยกประเทศ ก็โปรดอย่าเอาความสะใจมาเป็นที่ตั้ง คิดถึงงบประมาณในการบริหารประเทศด้วย ที่สำคัญ ประชาชนจะอยู่อย่างไร  

....................

มาดูจาก “เด็กทาเลนท์” dektalent.com เว็บไซต์ของเด็กกลุ่มเรียนหนังสือ เป็นเรื่องเล่าขำๆ แต่ก็แฝงแง่คิดที่น่าสนใจ สามารถนำไปปรับใช้ (ในด้านดี)

มีเรื่องเล่าว่า..... โจรปล้นธนาคารที่กวงซู โจรตะโกนคำแรกเมื่อชักปืนออกมาว่า "ทุกคนอย่าขยับ เงินเป็นของรัฐ แต่ชีวิตเป็นของคุณ" ทุกคนนอนอย่างสงบบนพื้น..

ไม่มีใครเสี่ยงชีวิตของตัวเองเพื่อปกป้องเงินของรัฐ

เราเรียกสิ่งนี้ว่า "เทคนิคการเปลี่ยนแนวคิด" บิดเบือนนิดเดียวความคิดเราก็เปลี่ยนไปไกลแล้ว

ผู้หญิงคนหนึ่งนอนอยู่บนโต๊ะและกำลังจะกรี๊ด ทันใดนั้นโจรตะโกนใส่ผู้หญิงว่า "เรามีวัฒนธรรม ผมมาปล้นแบ๊งค์ ไม่ได้มาข่มขืนคุณ!!"

เราเรียกสิ่งนี้ว่า..

"การเป็นมืออาชีพ" ตั้งมั่นในเป้าหมายอย่างเดียวไม่วอกแว่ก.....

เมื่อโจรกลับถึงฐานลับ โจรวัยรุ่นที่จบการศึกษาระดับปริญญาโท MBA บอกกับรุ่นพี่โจรว่า "รุ่นพี่ เรามานับเงินกันว่าได้มา เท่าไหร่" แต่รุ่นพี่โจรที่จบเพียงชั้นประถมกล่าวว่า

"แกนี่มันโง่มากเลย เงินตั้งเยอะตั้งแยะ จะนับยังไง คืนนี้ทีวี.. จะบอกเองแหละว่าเราได้มาเท่าไหร่!!"

เราเรียกสิ่งนี้ว่า "ประสบการณ์" ซึ่งในปัจจุบันประสบการณ์มีค่ามากกว่าใบปริญญามากมายนัก.....

เมื่อโจรกลับไปแล้ว รองผู้จัดการ เตรียมโทรหาตำรวจ แต่ผู้จัดการธนาคารกลับค้านว่า

"เดี๋ยวๆๆ ใจเย็นๆ โจรเอาเงินไปเท่าไหร่ เรามานับกันก่อน แล้วบอกตำรวจว่าโจรเอาไปมากกว่านั้นอีก 5 ล้าน"

เราเรียกสิ่งนี้่ว่า"ว่ายตามน้ำ"หรือการเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส.....

ผู้จัดการกล่าวว่า "นั่นสิ จริงๆ แล้วถ้ามีโจรมาปล้นธนาคารทุกเดือนก็ดีสินะ" เราเรียกสิ่งนี้ว่า

"การฆ่าเวลาเล่นๆ"ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าความสุขของเราอีกแล้ว.....

วันถัดมา.. ทีวีทุกช่องออกข่าวกันว่ามีโจรปล้นธนาคาร 100 ล้าน แต่ว่าโจรที่ปล้นไปนับแล้วนับอีก ไม่ว่าจะนับ กี่รอบก็นับได้แค่ 20 ล้านเท่านั้น โจรโกรธมากแล้วพูดว่า "เราเสี่ยงตายและปล้นธนาคารออกมาได้แค่ 20 ล้าน แต่เจ้าผู้จัดการธนาคารแค่มันหัวไวนิดเดียว มันทำเงินได้ถึง 80 ล้านเลย การศึกษามีดีอย่างนี้นี่เอง"

เราเรียกสิ่งนี้ว่า "ความรู้มีค่ามากกว่าทองคำ".....

ผู้จัดการธนาคารยิ้มร่าเพราะอยู่ดีๆ เขาก็มีเงินเพิ่มขึ้นถึง 80 ล้าน โดยที่เป็นความผิดของโจรปล้นธนาคาร

เราเรียกสิ่งนั้นว่า “โคตรโกง” “เซียนเหนือเซียน ผู้เขียนสรุปตอนท้ายว่า แต่ไม่ใช่สิ่งดี โตไปน้องๆ ต้องไม่โกงกันนะครับ.

(อ้างอิง : แปลโดยแอดมิน dektalent.com)