Get Adobe Flash player

ตรองดูจากเหตุและผล โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

เมื่อวันเสาร์ที่ 15 มีนาคม ได้อ่านบทความของ “เปลว สีเงิน” ใน ไทยโพสต์ เรื่อง "รถไฟกับกู้มาโกง คนละเรื่องกัน”

ผมว่าเป็นบทความที่ดีที่สุดบทความหนึ่ง เป็นการแสดงเนื้อหา เปรียบเทียบข้อมูลเหตุที่ชัดเจน มีกฎหมายรองรับ ให้คนอ่านรวมทั้งหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้เข้าใจ   และที่ไม่เกี่ยวข้องได้ประดับสติปัญญา

“เปลว สีเงิน” กล่าวถึงรถไฟความเร็วสูง การที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ 9:0 ว่า พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านขัดรัฐธรรมนูญ  เสียงที่ดังออกมาจากฝั่งรัฐบาลยิ่งลักษณ์คือ

-ศาลขัดขวางการพัฒนาประเทศ -ศาลทำให้ประเทศเสียโอกาส

“เปลว สีเงิน” ชี้ให้เห็นว่า แทบไม่น่าเชื่อ คนที่พูดบิดเบือน เจตนาสร้างความเข้าใจผิดให้ประชาชน เพื่อไปเกลียดชังศาลในเรื่องนี้ ไม่ใช่คนโง่เง่าเบาความ ประเภทไร้การศึกษาที่ไหน แต่ละคนเป็นครูบาอาจารย์ทางกฎหมายก็มี เป็นทนายก็มี ระดับดอกเตอร์ก็มี

ก็น่าเศร้า เมื่อคนรู้กฎหมาย กลับเอาสิ่งที่ตัวเองรู้ผิด-รู้ถูกไปพลิกพูดว่าที่ศาลวินิจฉัยอย่างนั้น ไม่เป็นธรรมบ้าง ขัดขวางความเจริญบ้าง

มันไม่ถูกต้อง และน่าละอายยิ่ง ที่ฉกฉวยความไม่รู้แง่มุมกฎหมายของคนส่วนใหญ่ ไปบิดเบือนพูดให้เขาเข้าใจผิดๆ ว่า

"โครงการรถไฟความเร็วสูงล้ม เพราะศาลรัฐธรรมนูญไม่ให้กู้ 2 ล้านล้าน!"

ในความเป็นจริง โครงการรถไฟความเร็วสูงศาลท่านไม่ได้แตะเลย ศาลไม่ได้ห้าม-ไม่ได้ล้ม ไม่ได้ขัดขวางรัฐบาลทำรถไฟความเร็วสูง-เร็วต่ำใดๆ ทั้งสิ้น

อยากทำ ก็ทำไปเถอะ ศาลไม่เกี่ยว และไม่ใช่เรื่องที่ศาลจะมาเกี่ยวด้วย!

แต่ที่เป็นเรื่องเกี่ยวถึงศาล นั่นเพราะประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งเรื่องมาให้ศาลวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 154 วรรคหนึ่ง (1) ว่า “ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน มีข้อความขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 วรรค 1 และมาตรา 170 หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ หรือไม่?”

เมื่อเกิดข้อขัดแย้งในข้อกฎหมายส่งมาให้ศาลวินิจฉัยอย่างนี้ ท่านจึงทำหน้าที่ตุลาการ โดยแยก 2 ประเด็นวินิจฉัย

ประเด็นที่ 1 ร่าง พ.ร.บ.กู้ 2 ล้านล้าน ตราขึ้นถูกต้องตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ หรือไม่?

ประเด็นนี้ สืบเนื่องจากนายนริศร ทองธิราช ส.ส.สกลนคร เพื่อไทย กดบัตรลงคะแนนแทนกันในสภาฯ นั่นแหละ

ประเด็นที่ 2 ร่าง พ.ร.บ.มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หมวด 8 ว่าด้วยการเงิน การคลัง และงบประมาณ หรือไม่?

กู้มาแล้วจะเอาไปใช้แบบไหน อย่างไร ทุกอย่าง "วิธีพิเศษ" หมด ไม่ต้องปฏิบัติตามวิธีการงบประมาณและกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง

แถมเขียนไว้ในร่างด้วยนะ...!

เอา 2 ล้านล้านไปใช้จ่ายกันแล้ว ใช้อะไรมั่ง ทำอะไรมั่ง  เพียงเสนอให้สภาผู้แทนฯ และวุฒิสภา "รับทราบ" เท่านั้น ห้ามท้วง ห้ามถาม ห้ามแอะใดๆ ทั้งสิ้น!   

นี่แหละ...ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านจึงต้องวินิจฉัยประเด็นนี้ว่า "เงินกู้ตามร่าง พ.ร.บ. 2 ล้านล้าน เป็นเงินแผ่นดินตามความหมายของรัฐธรรมนูญหรือไม่?"

ประเด็น "เงินกู้ ไม่ใช่เงินแผ่นดิน" ใช่ว่าตุลาการทั้ง 9 ท่าน จะวินิจฉัยโดยไม่ฟัง "ฝ่ายปฏิบัติ" ด้านอื่นประกอบ

ท่านฟัง และฟังมากด้วย โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญมาให้ปากคำในฐานะพยานหลายท่าน เช่น ตัวแทนผู้ว่าการการตรวจเงินแผ่นดิน นายภัทรชัย ชูช่วย นายพิสิฐ ลี้อาธรรม อดีต ส.ส.ร.ปี 50 น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดคลัง นายทนง พิทยะ  และนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล

2 ท่านหลังนี้ เคยทำงานในระบอบทักษิณ และเป็นอดีตรมว.คลังทั้งคู่ ท่านให้ปากคำอย่างไร อ่านดูนะ ตรงนี้ขออนุญาตเก็บความที่ท่านไพศาล พืชมงคล โพสต์ไว้มาให้อ่านกัน

นายทนง พิทยะ: ส่วนตัวคิดว่าร่าง พ.ร.บ.นี้ไม่มีความจำเป็นต้องออก ควรจะผ่านวินัยการเงินการคลังโดยปกติ กฎหมายนี้จึงเป็นกฎหมายพิเศษที่ใช้เพื่อให้เกิดการกู้ยืมเงินครั้งนี้ นอกจากนี้ การหาเงินไว้ก่อนแล้วค่อยไปหาโปรเจ็กต์ ไม่น่าจะเป็นวิธีที่ถูกต้อง

 “ความพยายามใช้อำนาจพิเศษออกกฎหมายพิเศษมา  มันจะทำให้หนี้ของรัฐในอนาคต มันกำกับไม่อยู่ ที่รัฐบาลบอกว่าหนี้สาธารณะจะไม่เกิน 50% ไม่มีอะไรล็อกไว้เลย ว่าเกินแล้วจะหยุด เพราะถ้าเดินหน้าไปแล้วมันหยุดไม่ได้ ส่วนตัวมองว่าความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ข้อเสียมันมากกว่าข้อดีเยอะ”

"ถามว่าอยากได้รถไฟความเร็วสูงไหม ก็อยากได้ แต่ถามว่าจะส่งผลต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจหรือไม่ ผมในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ ก็ยังไม่จำเป็น รถไฟที่ยังมีอยู่แม้จะวิ่งแค่  60 กม./ชม. ก็สามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้ ไม่มีความจำเป็นต้องวิ่ง 200 กม./ชม."

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล: ผมเป็น รมว.คลังก่อนนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ในช่วงดำรงตำแหน่งไม่ได้รับทราบถึงแนวคิดในการออก พ.ร.บ.เงินกู้นี้เลย หากทำตามร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะมีผลเสียต่อการเงินการคลังประเทศมาก และจะส่งผลกระทบฐานะเครดิตประเทศ

การใช้จ่ายเงินกู้ หากจะให้น่าเชื่อถือว่าจะรักษาวินัยการเงินการคลังได้ จะต้องมี 5 องค์ประกอบ เท่าที่ติดตามพบว่า ร่าง พ.ร.บ.นี้ไม่เข้า 5 องค์ประกอบ เริ่มจาก

1.ข้อมูลโครงการท้าย พ.ร.บ.มีเอกสารเพียงสามหน้ากระดาษ 2.ขั้นตอนการพิจารณาไม่มีการถกเถียงในสาธารณะเท่าที่ควร 3.การเบิกใช้เงินอาจไม่มีความรัดกุม 4.การตั้งงบเป็นก้อนใหญ่ อาจทำให้มีการโยกงบไปๆ มาๆ เป็นการควบคุมที่หละหลวม ในแง่นักลงทุนจะไม่เห็นด้วย

และ 5.รัฐสภาท้วงติงรัฐบาลไม่ได้เลย เพราะมาตรา 18 ของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ระบุเพียงว่ารายงานให้รัฐสภารับทราบเท่านั้น ผมจึงมองว่าหากเดินหน้าไปจะสร้างความเสียหายต่อการเงินการคลัง

"หากร่าง พ.ร.บ.นี้ผ่านไปจะส่งผลกระทบต่อประเทศอย่างไรบ้าง?" นายธีระชัยตอบ

"หากการกู้เงินออกเป็นกฎหมายพิเศษ ต่อไปร่าง พ.ร.บ.งบประมาณก็จะเหลือแต่งบประจำ ส่วนงบลงทุนจะไปใช้การกู้เงินหมด ทั้งนี้ ส่วนตัวมองว่าเงินที่ได้จากร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้าน น่าจะเป็นเงินของแผ่นดิน"

คุณสุภา ปิยะจิตติ: หากร่าง พ.ร.บ.นี้มีผลบังคับใช้ กระทรวงคลังจะไม่สามารถควบคุมการก่อหนี้ได้เลย เพราะในรัฐบาลอาจจะออกกฎหมายกู้เงินอีก กรอบวินัยการคลังจะถูกข้ามไปเลย ถูกเพิกเฉย ไม่มีการบังคับใช้

ทั้งนี้ หากมีความจำเป็น ครม.สามารถออกกฎหมายกู้เงินเป็นรายโครงการได้ โดยต้องผ่านสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แล้วค่อยนำเข้า ครม.เพื่อก่อหนี้ แต่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเลย

 “ร่าง พ.ร.บ.นี้จะเป็นการทำลายกระบวนการพิจารณาขององค์กรที่มีหน้าที่โดยสิ้นเชิง เพราะร่าง พ.ร.บ.สวนทางกับกระบวนการปกติ ทำให้คนมีหน้าที่โดยตรงไม่ได้ทำหน้าที่  นอกจากนี้ ยังไม่ให้อำนาจสภาผู้แทนราษฎรในการกลั่นกรองว่าโครงการต่างๆ ตามร่าง พ.ร.บ.นี้ มีความเหมาะสมและจำเป็นหรือไม่”

"เงินจากร่าง พ.ร.บ.เป็นเงินแผ่นดินหรือไม่?" น.ส.สุภา ตอบ "เรื่องนี้คนที่ทำคือรัฐบาล คนที่ใช้คือรัฐบาล มันก็ต้องเป็นเงินของแผ่นดิน"

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม: ส่วนตัวเห็นว่าร่าง พ.ร.บ.นี้ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ  หมวด 8 โดยสิ้นเชิง ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 การจ่ายเงินแผ่นดินจะใช้ได้ใน 4 กรณีเท่านั้น เพื่อตีกรอบรัฐบาลไม่ให้ใช้วิธีอื่นมาจ่ายเงินแผ่นดิน เพราะทุกการใช้จ่ายจะเป็นภาระของแผ่นดิน

"เงินกู้เป็นเงินแผ่นดินหรือไม่?" นายพิสิฐตอบ

"เงินกู้ก็เป็นรายรับของรัฐบาล เช่นเดียวกับเงินภาษี  ทันทีที่เงินเหล่านี้อยู่ในมือรัฐบาล ถือเป็นเงินแผ่นดินทั้งสิ้น  เพราะมีภาระต่อการชดใช้ในอนาคตเท่าเทียมกัน เพราะเงินกู้ก็ต้องนำภาษีมาใช้ในอนาคตอยู่ดี ที่คนในรัฐบาลบอกว่าเงินกู้ไม่ใช่เงินแผ่นดิน ความจริงคำว่า 'เงินแผ่นดิน' เป็นคำกลาง  ไม่มีคำบัญญัติไว้โดยเฉพาะ แต่หมายถึงสิ่งที่ประเทศเป็นเจ้าของ ดังนั้น ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของประเทศควรจะมีสิทธิ์ในการตรวจสอบด้วย"

“แต่เท่าที่ดูร่าง พ.ร.บ.นี้ ตรวจสอบได้ยากมาก นอกจากนี้ โครงการขนาดใหญ่ควรจะมีการศึกษาก่อนถึงจะมาขอกู้เงิน  แต่โครงการตาม พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท กลับตาลปัตร คือไปขอกู้ก่อนแล้วค่อยมาศึกษา”

ครับ...นี่แหละ จึงเป็นฐานวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเอกฉันท์ 9:0 ว่า พ.ร.บ.กู้ 2 ล้านล้าน ขัดรัฐธรรมนูญ

ส่วนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ รถไฟความเร็วสูง-ต่ำไม่เกี่ยวศาลรัฐธรรมนูญ  อยากทำก็ทำไปได้เลย

นี่คือการให้ข้อมูลจาก “เปลว สีเงิน” ชีให้เห็นว่า ศาลไม่ได้มุ่งทำร้ายใคร แต่ประเทศ จำเป็นต้องมีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง เพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ของคนทั้งประเทศ ถ้ารัฐบาลจะทำอะไรที่กระทบกับคนส่วนมาก สิ่งแรกคือต้องตรงไปตรงมาและถูกกฎหมาย หลอกลวง หมกเม็ดไม่ได้ หาไม่แล้วก็จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำๆ ซากๆ

เรื่องที่เล่ามา หากท่านได้อ่านฉบับจริงจะได้อรรถรสกว่านี้ครับ.