Get Adobe Flash player

บทเรียนจากเพื่อนบ้าน โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

ภูมิภาคเอเซีย ประเทศเพื่อนบ้านของเราได้ผ่านยุคสงคราม ผ่านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันมาแล้วแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นพม่าที่ชอบล่าเมืองขึ้นในยุคผู้ชนะสิบทิศ กวาดต้อนแย่งชิงดินแดนจากชนเผ่าต่างๆ แต่เมื่อผ่านกาลเวลา ชนกลุ่มน้อยเหล่านั้นเข็มแข็งก็จับอาวุธขึ้นสู้ พม่าก็ต้องเหนื่อยกับการสู้รบในประเทศไม่สิ้นสุด

ลาวพี่น้องเราที่อยู่กันคนละฝั่งแม่น้ำโขง ก็เคยสู้กันเองมาอย่างหนัก

เขมร ผ่านเหตุการณ์ทุ่งสังหาร ถ้าใครที่เคยไปเยี่ยมชมคุก “โตนสะแลง” จะรู้ว่ามันวังเวง และชวนขนหัวลุกแค่ไหน

เวียดนาม บอบช้ำอย่างหนักมายาวนานมาก ตั้งแต่ยุคที่ต้องจับอาวุธขึ้นมาสู้กับนักล่าอาณานิคม ฝรั่งเศสที่จบลงในยุทธการ “เดียนเบียนฟู”

“เบียนฟู” เป็นชื่อของจังหวัดด้านตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองหลวง

เป็นสมรภูมิเลือด ระหว่าง “โจรปล้นชาติจากยุโรป” หรือนักล่าอาณานิคมฝรั่งเศส กับนักปฏิวัติคอมมิวนิสต์ชาตินิยม ที่เรารู้จักในนาม “เวียดมินห์” เมื่อเดือนมีนาคม ถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2497

จนเป็นตำนานเป็นความพ่ายแพ้อย่างน่าอดสูของกองทัพฝรั่งเศสผู้เกรียงไกร

มาร์ติน วินโดรว์ นักประวัติศาสตร์สงคราม ได้บันทึกเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า เป็นครั้งแรกซึ่งขบวนการเรียกร้องเอกราชจากอาณานิคม ได้พัฒนาจากการรบแบบกองโจรไปจัดระเบียบเป็นกองทัพ จนสามารถเอาชนะเจ้าอาณานิคมตะวันตกที่มีกองทัพสมัยใหม่

เวียดมินห์ ใช้หัวใจรักแผ่นดิน บวกกับตำราพิชัยสงครามแบบโบราณ แอบสะสม ลำเลียงอาวุธหนัก และปืนต่อสู้อากาศยาน ผ่านหนทางสูงชัน ทุรกันดาร ด้วยความยากลำบาก ไปซ่อนไว้บนเขาสูงที่สามารถมองเห็นป้อมค่ายของข้าศึก

แล้วยิงถล่มแบบไม่ยั้ง อาศัยความชำนาญภูมิประเทศ เข้าซุ่มโจมตี บดขยี้

ฝรั่งเศส เปลี่ยนมาใช้กำลังทางอากาศ แต่ก็ถูกยิงจากปืนต่อสู้อากาศยาน

สองเดือน ฝรั่งเศสแพ้หมดรูป ค่ายแตก ทหารถูกจับ บางส่วนก็หนีออกนอกประเทศ

รัฐบาลฝรั่งเศสขายหน้า ต้องลาออก รัฐบาลใหม่ประกาศถอนทหาร ยุติบทบาทในฐานะผู้รุกราน จนเกิดสนธิสัญญาสันติภาพเจนีวา

เวียดนาม ต่อสู้กับฝรั่งเศสมายาวนาน จนถึงวันที่ทุกอย่างน่าจะจบลง

แต่ที่ไหนได้ เวียดนามกลับถูกมหาอำนาจ แบ่งประเทศออกเป็นเหนือใต้ ปลุกปั่นให้รบกัน เวียดนามเหนือ ที่มีฝ่ายคอมมิวนิสต์หนุนหลัง กับเวียดนามใต้ ที่มีสหรัฐชักใย

การสู้รบยืดเยื้อยาวนานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 จนถึง 2518 ชาวเวียดนามทั้งเหนือและใต้ ส่วนหนึ่งสู่สมรภูมิรบ อีกส่วนหนึ่งต้องหลบหนีตายรวมเวลายาวนานถึง 20 ปีเต็ม ไม่มีสักวันที่นอนหลับโดยไม่หวาดผวา

เวียดนามเหนือ หรือเวียดกง สู้กับสหรัฐด้วยการรบแบบกองโจร ใช้ยุทธวิธีตีหัวเข้าบ้าน

 “กระดานข่าวนายเรือ” ให้ความหมายไว้ว่าเป็นสงครามนอกแบบ เป็นการสู้รบที่ไม่มีแบบอย่างทางทหาร ไม่มีการใช้ปืนใหญ่ยิงสนับสนุน ไม่มีการยกพลขึ้นบก ไม่มีที่ตั้งแนวหลัง เพราะกองโจรปฏิบัติการโดยอิสระอยู่ในดินแดนที่ข้าศึกยึดครอง กองโจร ไม่มีการเผชิญหน้ากับข้าศึกด้วยกำลังเท่าๆ กัน มีแต่การใช้เล่ห์เหลี่ยมลอบกัด หรือที่เรียกว่า "ซัดแล้วเผ่น (ฮิทแอนด์รัน)"

ยุทธวิธีเบื้องต้นที่เวียดกงถือเป็นหลักประจำใจก็คือหลัก "มึงมา กูมุด มึงหยุด กูแหย่ มึงแย่ กูตี มึงหนี กูตาม"

เวียดกงจะหลีกเลี่ยงการปะทะ และจะหาทางเข้าตีจุดอ่อนที่สุดของข้าศึก การซุ่มโจมตี โดยไม่รู้ตัวเป็นยุทธวิธีหลักอย่างหนึ่งของกองโจร บรรดาทหารอเมริกันที่ทำการรบอยู่ในเวียดนาม ประสบปัญหายุ่งยากในการรบกับข้าศึกที่ไม่มีตัวตน เนื่องจากเมื่อถูกซุ่มโจมตี ได้รับความเสียหายแล้วมักจะหาตัวเวียดกงไม่พบ ทั้งนี้เนื่องจากเวียดกงถือหลักกองโจรที่ว่า กองโจรต้องมีความคล่อง เคลื่อนตัวเป็นเลิศ คือสามารถที่จะเคลื่อนที่ไปไหนได้อย่างรวดเร็วเหมือนปีศาจ แม้ในเวลากลางคืน (จากบทความของ สุวิทย์ สุวรรณ)

อเมริกัน เอาดอลลาร์มาแปลงเป็นระเบิด ปูพรมฝนเหลืองลงบนพื้นที่อย่างไร้จุดหมาย ในขณะที่อเมริกาเชื่อว่านี่คือความพยายามหยุดยั้งลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่นักรบเวียดกง กลับเชื่อว่านี่คือการสู้รบเพื่อปกป้องแผ่นดิน

อเมริกันเพิ่มกำลังทหารถึงสามเท่า แต่เหมือนเอาดอลล่าร์มาเททิ้งอย่างไร้ประโยชน์

ในที่สุดสหรัฐ ก็รู้ตัวค่อยๆ ถอนทหาร มีการลงนามในข้อตกลงสันติภาพปารีสโดยภาคีทุกฝ่ายเมื่อปี 2516 แต่การสู้รบยังคงดำเนินต่อไปถึง 2518 เวียดนามเหนือยึดกรุงไซ่ง่อน เป็นการสิ้นสุดของสงคราม และมีการรวมชาติเวียดนามในปีต่อมา

 ผลจากสงครามทำให้ทหารและพลเรือนชาวเวียดนาม เสียชีวิตราว 3 ล้านคน ทหารอเมริกันเสียชีวิต 58,220 คน

บทเรียนจากสงคราม ทำให้เวียดนามไม่อยากทะเลาะอีก มุ่งพัฒนาประเทศ

ชาวเวียดนามบอกว่า 20 ปีไม่มีความสุขแม้แต่วันเดียว ไม่เคยมีชีวิตอิสระ มีแต่ความหวาดกลัว หน้าตาหม่นหมอง หัวใจแห้งเหี่ยวท้อแท้

เคยหวังว่าวันหนึ่ง ฝันร้ายนี้จะผ่านไป จะอดอยากยากจนบ้าง ขอให้ได้อยู่กันพร้อมหน้า ไม่ต้องคอยหลบหนี ไม่ต้องคอยต่อสู้ หรือคอยหวาดระแวง คอยหวาดผวาว่า ใครในหมู่บ้าน ญาติมิตร คนที่รู้จัก จะต้องตายเป็นศพต่อไป แค่นี้ก็พอใจแล้ว

ย้อนดูเวียดนาม แล้วเหลียวดูประเทศเรา

ถ้าผู้คนไม่เคารพความถูกต้อง แบ่งฝ่ายแบ่งข้างไม่ยอมจบ วันหนึ่งเลือดจะต้องนองแผ่นดิน และยิ่งถ้ามีประเทศมหาอำนาจมาถือหางแต่ละฝ่าย ต่อให้อยากจบ ก็จบไม่ได้

หลังเสียกรุงศรีอยุธยา เราไม่เคยเผชิญภาวะสงครามที่รุนแรง คนในชาติลืมความเจ็บในอดีต จึงถูกปลุกให้ฮึกเหิม คิดว่าตัวเองไม่กลัว จนต่อเมื่อต้องสูญเสีย และความสูญเสียเกิดกับทุกฝ่ายอย่างไม่รู้จบ จึงจะรู้ว่าความโหดร้ายของสงครามมันน่ากลัวเพียงใด

เราจึงอยากให้แกนนำของทุกคน ทุกฝ่าย อย่าเอาแต่ใจคิดเอาชนะในวันเดียว เพราะชัยชนะที่ได้โดยอีกฝ่ายไม่เต็มใจ หรือกดอีกฝ่ายไว้ จะเป็นชัยชนะที่ไม่ยั่งยืน

ที่สำคัญ คนที่ต้องสูญเสีย คือประชาชนที่ไม่มีส่วนรับรู้ ไม่ได้มีส่วนในการก่อปัญหา

ควรเปิดทางเจรจาไว้บ้าง เพราะในโลกความเป็นจริง ไม่สามารถล้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดให้หมดไปจากโลกนี้

ให้เวลา ให้ความถูกต้อง และความปรารถนาดี นำพาให้เกิดการยอมรับด้วยใจ ไปสู่ชัยชนะที่ยั่งยืน

ถ้าเห็นว่าคอรัปชั่นคือปัญหา หรือเห็นว่าส่วนหนึ่งส่วนใดมีปัญหา ก็ต้องแก้ที่ระบบตรวจสอบ เพื่อให้ระบบ เป็นผู้รักษากติกาการอยู่ร่วมกันในสังคม

จะรักกัน หรือไม่ได้รักกันไม่เป็นไร จะปรองดองหรือไม่ ไม่สำคัญ จะเห็นต่างกันก็เป็นเรื่องปกติ แต่เราก็ไม่อยากเห็นใครแม้แต่คนเดียว ไม่ว่าฝ่ายไหน ต้องมาเสียชีวิต เสียคนที่รัก เพราะหากเสียไปแล้ว ต่อให้น้ำตาเป็นสายเลือด ก็กลับมาไมได้

ว่ากันว่า ในครอบครัวนั้น ไม่ว่าสามี ภรรยา ลูก ถ้าฝ่ายหนึ่งแรงมา อีกฝ่ายต้องอย่าแรงตอบ เมื่อได้สติ แล้วค่อยพูดกันด้วยเหตุผล

ในสังคมประเทศ ถ้าผู้มีอำนาจไม่มีสติ ประชาชนต้องมีสติ เพื่อช่วยกันประคับประคองสังคมเอาไว้

ความเกลียดชัง ความสะใจ ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น

มีแต่ความเสียใจ เมื่อเหตุการณ์ผ่านไป