Get Adobe Flash player

อย่าเป็นแค่คนที่ยืนดู โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

เมื่อเช้าเข้าไปดูข่าวคราวความเป็นไปของเพื่อนๆ ในเฟซบุ๊ค มีท่านหนึ่งโพสท์ข้อความที่อ่านแล้วเกิดความรู้สึกดีๆ เลยขอนำมาเล่าสู่กันฟัง ต้องขอบคุณ “ท่านปลัดม้วน จอมทอง” ที่เข้าใจว่า น่าจะเป็นผู้เขียนข้อความนี้

ท่านเริ่มต้นว่า

"แม่ของผมเป็นคนทำอาหารที่บ้านประจำทุกวัน...

คืนหนึ่งหลังจากที่แม่ทำงานหนักมาตลอดทั้งวัน พอแม่กลับบ้านมาด้วยความเหนื่อยล้า และทำอาหารเย็นให้เราปกติ ที่โต๊ะอาหารแม่วางจานที่มีปลาทูที่ไหม้เกรียม บนโต๊ะต่อหน้าพ่อและทุกๆคน....

...ผมรอว่าแต่ละคนจะว่าอย่างไร.....

แต่...พ่อไม่พูดอะไร และตั้งหน้าตั้งตา กินปลาทูไหม้ตัวนั้น และหันมาถามผมว่าที่โรงเรียนเป็นอย่างไรบ้าง

คืนนั้นหลังอาหารเย็น ผมจำได้ว่า ได้ยินแม่ขอโทษพ่อที่ทอดปลาทูไหม้...และผมไม่เคยลืมที่พ่อพูดกับแม่เลย

"โอย...ผมชอบปลาทูทอดเกรียมๆ ...อร่อยมากนะแม่"

คืนต่อมา ผมเก็บคำถามในใจ ก่อนนอน และถามพ่อว่า "พ่อชอบปลาทูทอดเกรียมๆ จริงๆ เหรอ"

พ่อลูบหัวผม และ ตอบว่า...."แม่ของลูกทำงานหนักมาทั้งวัน... ปลาทูไหม้ 1 ตัว ไม่เคยทำร้ายใคร แต่คำพูดที่ต่อว่ากันต่างหากที่จะทำร้ายกัน"

"ชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความไม่สมบูรณ์แบบ และแต่ละคนก็ไม่ได้เกิดมาสมบูรณ์แบบ ตัวเราเองก็ไม่ได้มีอะไรดีกว่าใครๆ"

"พ่อเองก็เป็นคนหนึ่งที่เคยลืมวันเกิดแม่ วันครบรอบวันแต่งงาน และ

แม้แต่พ่อเองยังเคยลืม ทำบุญวันเกิดของพ่อและแม่ของพ่อเองตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่เลย”

แต่สิ่งที่พ่อเรียนรู้ ในช่วงชีวิตคือ.....การเรียนรู้ที่จะยอมรับความผิดของคนอื่น และของตัวเอง

การเลือกที่จะยินดีกับความคิดต่างกันของแต่ละบุคคลเป็นสิ่งสำคัญ ในการรักษาชีวิตครอบครัวที่มีความสุขและยืนยาว

“ชีวิตเราสั้นเกินกว่า ที่จะตื่นขึ้นมาพร้อมกับความเสียใจที่ว่า เราทำผิดกับคนที่เรารักและรักเรา ให้ดูแลและทะนุถนอมคนที่รักเรา และพยายามเข้าใจและให้อภัยจะดีกว่า"

ถ้าเรารู้ เราจะทำไหม?

เราจะบีบแตรใส่คนที่เดินยึกยักริมถนนแยกที่ผ่านมาหรือไม่ ถ้าเรารู้ว่าเค้าใส่ขาเทียม

เราจะเบียดชนคนข้างหน้าที่เดินช้ามากหรือไม่ ถ้าเรารู้ว่าเค้าเพิ่งตกงาน

เราจะขำคนที่แต่งตัวเชยหรือไม่ ถ้าเรารู้ว่าเค้ามีชุดเก่งแค่ชุดเดียว

เราจะรำคาญสาวโรงงานที่มาเดินพารากอนหรือไม่ ถ้าเรารู้ว่านั่นคือการฉลองวันเกิดของเธอ

เราจะหมั่นไส้ลุงที่หัวเราะเสียงดังลั่นคนนั้นไม๊ ถ้ารู้ว่าแกเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย

เรารู้แจ่มชัดเสมอ…ว่าชีวิตเรากำลังเจออะไร แต่เราไม่มีวันรู้ว่า "คนที่เราเจอ กำลังเจอกับอะไร"

โลกกว้างกว่าเงาของเรา และโลกก็ไม่ได้หมุนรอบตัวเรา

มองข้ามเรื่องเล็กๆน้อยๆไปบ้าง ให้โอกาสและให้อภัย มีความเข้าใจซึ่งกันและกัน จะได้รักและอยู่ด้วยกัน อย่างยั่งยืน ยาวนาน

อภัยให้แก่กันในวันนี้ ดีกว่าอโหสิให้กันวันตาย

...............

เรื่องของปลาทูไหม้ พ่อเปรียบเปรยได้ดีที่สุด สามารถนำมาเป็นคำสอนลูกให้เห็นค่าของความเข้าใจ

แต่ในความเป็นจริงของสังคม หากมองให้ลึกเข้าไปอีก โดยเอาใจเขามาใส่ใจเราอย่างที่คนโบราณพร่ำสอน

“แม่” ที่กลับมาเหนื่อยๆ ก็ไม่ได้มีหน้าที่ทอดปลาทูเสมอไป แต่ที่แม่ทำทุกวัน ก็ไม่ใช่เพราะหน้าที่ แต่เพราะรักสามี และรักลูก

เราอย่าเป็นแค่คนยืนดู แล้วคอยตำหนิ หรือไม่ตำหนิเมื่อปลาทูไหม้

ตรงข้าม ลูก หรือสามี อาจจะช่วยทอดปลาทู เพื่อรอแม่กลับมาเหนื่อยๆ ได้รับประทาน ปลาทูอาจจะไหม้กว่าที่แม่ทอด แต่แม่อาจมีความสุขในการรับประทานปลาทูฝีมือสามี หรือฝีมือลูก

.................

สิ่งที่กล่าวมาแม้จะถูกต้อง

แต่บางโอกาส สังคมก็ยังติดยึดค่านิยมการเอาเปรียบจนเป็นความเคยชิน

ที่อาจต้องเปลี่ยนทัศนคติต่อผู้คนที่อยู่ร่วมกันบนโลกใบนี้ เรามีรถ มีถนนกว้างขวางให้ขับ กับคนที่ไม่มีรถ ต้องเดินบนทางเท้าที่สูงต่ำขรุขระ เต็มไปด้วยสิ่งกีดขวาง ทางข้ามถนนก็ไม่มีให้คนจน ถึงมีรถก็ไม่หยุดให้ ต้องคอยเสี่ยง คอยวิ่งหลบ

การบีบแตรใส่คนที่เดินยึกยักริมถนน เขาจะใส่ขาเทียม หรือขาจริงก็ไม่ควรทำ  เพราะการที่เรามีเงินมากกว่า ก็ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นเทวดา หรืออภิสิทธิชน

การเบียดชนคนข้างหน้าที่เดินช้า ถ้าเป็นเพราะความรีบอาจพลั้งพลาด แต่ถ้าเจตนากระแทก เราแน่ใจหรือว่าเขาจะไม่โกรธตอบ

และเราพร้อมที่จะมีเรื่องมีราวกับเขาหรืออย่างไร ทราบหรือไม่ว่าในแต่ละวัน คนฆ่ากันเพราะเรื่องไร้สาระมีมากมาย คนหนึ่งตาย อีกคนหนึ่งติดคุกยาวนาน กับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง ซึ่งไม่คุ้มค่าไม่ว่าฝ่ายใด

 การหัวเราะเยาะ ขำคนที่(เราคิดว่า)เขาแต่งตัวเชย ก็เป็นท่าทีที่ไม่เหมาะ เราคิดไปเองหรือเปล่า เราอาจมีรสนิยมการแต่งตัวที่แย่กว่าเขาก็ได้

และเราก็ไม่มีสิทธิรำคาญสาวโรงงานที่มาเดิน “พารากอน” ไม่ว่าเธอฉลองวันเกิด หรือเวลาปกติ

เพราะพารากอนก็ไม่ใช่เมืองเฉพาะเศรษฐี ที่คนธรรมดาจะเดินไม่ได้

ทัศนคติที่เหยียดหยามคนที่รู้สึกว่าด้อยกว่า หนักเข้าก็เหยียดคนที่แก่กว่า ราวกับว่าเราเป็นอมตะ จะไม่มีวันแก่

จนต้องหมั่นไส้ลุงที่หัวเราะเสียงดังลั่น ทำไมหรือ ลุงจะต้องเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย จึงจะได้รับการให้อภัยในการหัวเราะ

..........

สังคมที่ต้องอยู่ร่วมกัน จึงต้องเอาใจใส่กันและกัน ไม่ว่าในระดับสังคมครอบครัว สังคมนอกบ้าน หรือสังคมระดับชาติ

สุเทพ เทือกสุบรรณ จะเป็นอดีตรองนายกรัฐมนตรี หรืออดีตกำนันตำบลท่าสะท้อน เขาก็คือชายคนหนึ่งที่รักบ้านเมือง เหมือนมวลมหาประชาชนทั้งมวล

กำนัน กำลังทำหน้าที่เหมือนแม่ที่ทอดปลาทู ให้คนในครอบครัว หรือคนในชาติได้กิน

เรา ประชาชน จะยืนดู และคอยเยาะเย้ย คอยตำหนิเมื่อเพลี่ยงพล้ำ เท่านั้นหรือ

ทำไม ในเมื่อเราก็ประชาชน ที่ทุกข์อยู่กับความไม่เป็นธรรม

ทำไม เราจึงเป็นแค่คนยืนดู