Get Adobe Flash player

บ่นไปเรื่อยเปื่อย โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

ต้นไม้ใหญ่ สองต้นริมรั้วจากบ้านข้างๆ ไม่แน่ใจว่าจะเป็น “ทอยอน” หรือ “แคลิฟอร์เนีย ฮอลลี่” ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ “ฮอลลีวูด” หรือไม่

ไม้ชนิดนี้ออกผลเป็นลูกเล็กๆ รวมกันเป็นช่อ สุกเต็มที่จะเป็นสีแดง แล้วก็เปลี่ยนเป็นสีดำ ร่วงสู่พื้นดิน ต้องกวาดเม็ดสีดำในช่วงหน้าหนาว พอเปลี่ยนฤดูได้ฝนก็แตกใบอ่อน

ในช่วงสงกรานต์ตอนนี้กำลังออกช่ออ่อนสีขาวอมเขียว พร้อมๆ กับสลัดใบบางส่วนที่เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลือง ค่อยๆ ร่วงลงบนพื้นตลอดเวลา ที่ลานซีเมนต์ฝั่งบ้านเรา

กวาดเท่าไรก็ไม่มีวันหมด เพราะจะร่วงลงมาใหม่อย่างต่อเนื่อง

ถ้าจะโกรธเจ้าของบ้านข้างๆ ที่หางานให้เราทำ ก็คงจะโกรธได้ทุกวัน แต่ถ้าไม่โกรธ แล้วนึกถึงร่มเงา กับพุ่มสวยๆ ที่ตื่นมาก็ได้เห็นทุกวัน ก็ทำให้รู้สึกว่าเรามีส่วนที่ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้โลกใบนี้ แค่ต้องกวาดนิดกวาดหน่อยจะเป็นไรไป ถือว่าได้ออกกำลัง หนักเข้าก็ออกไปกวาดถนนหน้าบ้าน ดีกว่าหมกตัวอยู่แต่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวันจนมึน

ความสุขไม่ได้อยู่ไกล อยู่กับต้นไม้ใบหญ้าก็มีความสุข ที่หลังบ้าน ส้ม มะนาว มะเขือพวงพุ่มใหญ่ ปีนี้มีท่าทีว่าจะดก องุ่นกำลังออกใบและลูกเล็กๆ แทงยอดเลื้อยไปตามแนวรั้วระแนง ต้นพีช มะเขือ พริกขี้หนู กระเทียม โหระพา กระเพรา อย่างละต้นสองต้น สะระแหน่ กำลังเป็นพุ่มขยายวงกว้าง ชะพลู กับใบบัวบก แก้วมังกร หางจระเข้ โตวันโตคืน

พอจะเด็ดมาทำอาหารก็เสียดาย ต้องไปซื้อจากตลาด

ไม่รวมเฟื่องฟ้าริมรั้ว กุหลาบ บัวนาในอ่าง กล้วยไม้ และดอกไม้อื่นๆ ที่ช่วยเพิ่มสีสันให้สดใส

ถ้านึกภาพตามที่เล่าน่าจะสวย แต่ของจริงวางระเกะระกะไม่เป็นระเบียบ ทั้งสายยางรดน้ำที่ไม่ม้วนเก็บ ไม้กวาด เสียม รถตัดหญ้า ถุงดินปุ๋ย ลังกระดาษ ชั้นวางของเก่า สมบัติพระศุลี ตั้งแต่ตู้เย็นเก่า ถุงกระป๋องที่เก็บไปขาย เตียงเก่า กระป๋องสีเก่า ตะกร้าเก่า เศษไม้ที่ไม่ยอมทิ้ง ฯลฯ  ออกจะรกทั้งข้าวของ ทั้งต้นไม้ทั้งหญ้า วัชพืชที่มีแนวโน้มว่าจะงามกว่าที่เราปลูก แต่ก็อยู่ร่วมกันได้ไม่เป็นไรนี่นา

หลังบ้านมีนกหลายชนิด ประเภทนกกระจิบกระจาบ ที่มากินเมล็ดพืชอาหารนกที่เราซื้อมาแบ่งให้ จิกกินจนคอแห้ง ก็ลงมากินน้ำเอื๊อกเอื๊อก ในอ่างบ้ว นกเขาที่ขันไม่รู้เหน็ดรู้เหนื่อยเย้ยคนในบ้าน และกาขนดำขลับ บางทีก็เห็นนกแก้วมาเป็นฝูง กระรอกตัวอ้วนๆ วิ่งเล่นอยู่ตามต้นไม้ หรือไม่ก็เดินบนสายไฟฟ้า

นอกนั้นก็มีแมวบ้านอื่น ที่ผ่านเข้ามาอึบ้านเราเป็นครั้งคราว

แต่ก็ทำให้เวลาที่ว่าง หมดไปกับสิ่งเหล่านี้

วันเวลาเปลี่ยนไป เหมือนกับว่าเดินเร็วขึ้น

คนหนุ่มสาวมีไฟเรียนหนังสือ มีไฟทำงาน ทั้งจ๊อบเดียว สองจ๊อบ แบบไม่รู้เหน็ดรู้เหนื่อย ส่วนคนอายุมากขึ้น ก็เริ่มหาทางลง เคยเมาร้านเทพรสทุกวันหยุด ก็เริ่มอยู่ติดบ้าน หนักเข้าก็ไม่คิดออกไปไหนจนเพื่อนลืมชื่อ

ริอ่านคบเพื่อนที่อยู่ไกลๆ ทางเฟซบุ๊ค

โพสต์ลงรูปตัวเอง “แก๊แก่” เพื่อนก็แสนดีบอกว่าหล่อ กดไลค์มาเป็นแถว เพื่อนโกหก แต่เราก็มีความสุข หนักเข้าก็โพสต์แต่รูปตัวเองเป็นหลัก กินข้าวก็โพสต์

“อี๊ด อินทรา” เพื่อนศิษย์เก่าแอลเอ ทำรายการโทรทัศน์ กับเพื่อนอีกคน อยู่ที่หนองคาย เก็บสิ่งละอันพันละน้อยมาเล่าในรายการ ฒ.ผู้เฒ่า เล่าเรื่อง

ตอนล่าสุด สองเฒ่าผู้ยิ่งใหญ่ พูดถึงภาพยนตร์ไทย เล่าตั้งแต่ยุคหนังเงียบ ยุค 16 มม. 35 มม. ยุค 70 มม.

เล่าถึงโรงหนังชั้นหนึ่ง เฉลิมกรุง เฉลิมไทย เฉลิมเขตร คาเธ่ย์ เอ็มไพร์ ฯลฯ โรงหนังชั้นสอง พระโขนงรามา ศรีย่านเธียร์เตอร์ สุริยา ศรีพรานนก ฯลฯ

เล่าถึงการพากย์หนัง การเดินสายออกต่างจังหวัด การวาดรูปหน้าโรงหนัง ที่เรารู้สึกว่าเหตุการณ์เหล่านั้น ล้วนเป็นวิถีชีวิตของพวกเรา แต่ความจริงปัจจุบันได้เปลี่ยนไปแล้วโดยสิ้นเชิง

บ้านเมืองเปลี่ยน สังคมก็เปลี่ยนไปมากมายจนวันหนึ่ง “สยาม” อาจกลายเป็นเมืองที่ไม่ยิ้ม ก็เป็นไปได้ใครจะรู้

สงกรานต์ ปีใหม่ เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ของชาวไทยผ่านไปหมาดๆ

“อี๊ด อินทรา” เล่าถึงเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เป็นชาวอำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย กลับมาเยี่ยมบ้านช่วงเทศกาลสงกรานต์ เมื่อสิ้นสุดเทศกาลก็ได้เวลาที่จะต้องกลับไปลุยงานต่อที่กรุงเทพฯ

นอกจากกระเป๋าเสื้อผ้าแล้ว เขาไม่ลืมที่จะนำข้าวสารถุงใหญ่ แบกจนหลังแอ่นกลับไปกินด้วย เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ในสภาพสังคมเมืองกรุงที่ค่าครองชีพสูงกว่าที่บ้านเรา

“อี๊ด อินทรา” บอกว่า ทุกเทศกาลเราจะมีโอกาสพบภาพแบบนี้เป็นประจำ เพราะนี่คือชีวิตของแต่ละคนที่ต้องดิ้นรนหาเลี้ยงตนเองและครอบครัว ก็ขอให้เดินทางโดยปลอดภัย

ใครจะมองอย่างไร แต่ ก็ยังมีคนก็เห็นว่าเป็นภาพที่น่ารัก

เหมือนกับพี่สาวคนหนึ่ง ได้ฝากข้อความถึงหนุ่มน้อยคนนี้ว่า  “ฉันอยู่ อำเภอศรีเชียงใหม่ ฉันก็เอาปลาร้ามากินประเทศฮอลแลนด์เลยค่ะ เอามาที่ละ 5 โล”

ข้อความง่ายๆ ที่สะท้อนให้เห็นถึงการสนับสนุน และให้กำลังใจกัน อ่านแล้วอบอุ่น

ทำให้นึกถึงบทเพลง “ฝนรินในเมืองหลวง” ผลงานที่ทรงคุณค่าของ “วสุ ห้าวหาญ” ที่มอบให้ “ไผ่ พงศธร” เป็นผู้ร้อง

“...... หน่อแนวอีสาน มาหางานในเมืองหลวง เสี่ยงโชคเดินตามดวง เหมือนแมงระงำบินตำแสงไฟ บ้างก็โชคดี มีงานทำได้เงินกลับไป บางคนสู้จนแพ้พ่าย เมื่อ บ่ ได้ (กลับไม่ได้) อยู่ไม่มีหวัง..... คือภาพที่เห็น จากพี่น้องบ้านเฮา เหมือนหนังขายยาเรื่องเศร้า ฉายภาพเก่าซ้ำเดิมอีกครั้ง ข่อยก็หนึ่งคน ที่ติดวังวนเหมือนปลาหลงวัง คึดฮอดบ้านเฮาวังวัง ทุกยามฝนหลั่งรินในเมืองหลวง........”

หนุ่มลูกทุ่ง เข้าไปหางานในเมืองหลวง ก็ไม่ต่างอะไรกับ “พวกเรา” คนไทยที่ไปเสี่ยงโชคในต่างแดน..... ที่ไม่ “หมาน” เสมอไป

ชีวิตก็เป็นแบบนี้ ไม่แพ้ ก็ชนะ

แต่เมื่อแก่ตัวเข้าเริ่มชิน แพ้ก็ได้ ชนะก็ได้ ไม่เห็นเป็นไร อนาคตก็มีทางเลือกแค่สองทาง คืออยู่ทำงานต่อไปจนสิ้นอายุขัยในต่างแดน หรือจะกลับบ้านไปใช้ชีวิตบั้นปลาย ตามหาสิ่งที่สูญหาย ที่เมืองไทย ซึ่งอาจเลือกได้ หรือเลือกไม่ได้ ก็ไม่เป็นไรอีกเช่นกัน

เพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่ง มาจากครอบครัวที่มีชื่อเสียง ไปเรียนต่อต่างประเทศ มาทำธุรกิจประสบความสำเร็จในสหรัฐฯ

กลับไปดูแลธุรกิจด้านโทรทัศน์ที่ทางเหนือ โพสต์ข้อความมาบอกว่า ไปทานอาหารฝรั่งเศสที่ดีที่สุดในเชียงใหม่ สิบคน เก้าหมื่นบาท พอดิบ พอดี

แน่นอน เราชื่นชมยินดี แต่จะมีสักกี่คน ที่ประสบความสำเร็จระดับนี้

ดูหนังดูละครต้องย้อนดูตัว คำกล่าวที่ว่า “เรือเล็ก แล่นเลียบฝั่ง” หรือ “ยามยาก เก็บดอกหญ้าแซมผม” เป็นความจริงของผู้คน

เสี่ยงดวงในต่างแดน เหมือนที่บางคนจัดงางสังสรรค์ชื่องานว่า “อยู่สามสิบปีไม่มีอะไร” ก็มีสมาชิกไปร่วมงานกันเนืองแน่น ถ้าอยู่ใกล้ๆ ก็กะว่าจะไปร่วมงาน

เช่นกัน ถ้าถามผมว่าไปเชียงใหม่มีอาหารอะไรอร่อย ผมก็คงต้องตอบอีกแบบ

เช้า ไปกินกาแฟโบราณ ที่สุดอร่อย กับขนมปังทาเนยและนมข้นหวาน ของ “เจ้เล็ก” ที่สวนหย่อม หน้าตลาดประตูเชียงใหม่ มื้อละ 15 บาท

เที่ยงกินอาหารตามสั่ง ในซอยหลังแจ่งหัวริน ธรรมดา 25 พิเศษ 30

เย็นกินข้าวแกง-ขนมจีนน้ำเงี้ยว ร้านพ่อหลวง (ผู้ใหญ่บ้าน) ข้างอู่โตโยต้า หน้าแม็คโคร อีก 30 บาท หรือจะไปกิน “ชายสี่หมี่เกี๊ยว” ข้างทาง ราคาไม่ต่างกัน  รวมสามมื้อ 75 บาท

ยามพักผ่อนไม่มีโอกาสได้ไปตีกอล์ฟในสนามหรู แต่ไปนั่งวาดรูปสีน้ำเล่นในสวนบวกหาด ได้เห็นวิถีชีวิตมากมายตรงนั้น

ลุงคนหนึ่งซื้อน่องไก่มาสองชิ้น กับข้าวนึ่งหนึ่งห่อ มานั่งกินบนม้ายาวใต้ต้นไม้ ข้างสระน้ำ ครู่เดียวก็มีแมวหลงทางมาขออาหาร ลุงก็ฉีกไก่ชิ้นหนึ่งให้แมว อีกชิ้นกินเอง สลับกันจนไก่หมด

แมวไม่อิ่ม ลุงก็ไม่อิ่ม ต้องไปซื้อมาอีกสองชิ้น กินกันเสร็จ ลุงกับแมวเป็นเพื่อนกัน

ทางเข้าสวนสาธารณะ มีแม่ค้าขายหมูปิ้ง มาเข็นรถขายผิดกฎหมายอยู่บนทางเท้า ครู่หนึ่งมีตำรวจมาจับ ให้ไปเสียค่าปรับ แม่ค้าหน้าซีดเผือดจะร้องไห้

ลุงคนเดิม เข้าไปถามแม่ค้าว่าเขาจะปรับเท่าไร แม่ค้าบอกว่า 250 ลุงควักกระเป๋าส่งให้ คราวนี้ลุงทำให้แม่ค้าร้องไห้ แล้วลุงคนนั้นก็เดินกลับบ้านอย่างมีความสุข เพราะไม่มีค่ารถ

มีคนบอกว่า

“คนไทยควรสนใจความเป็นไปทางการเมือง ควรยืนข้างความถูกต้อง” ข้อความประโยคนี้เป็นความจริง และควรสนับสนุน

แต่สังคมไทย ไม่ได้มีเฉพาะการเมือง ยังมีอีกมากมายที่คอยให้ห่วงใย และแบ่งปัน โดยไม่ต้องรอให้เราชนะก่อน แล้วค่อยให้คนอื่น