Get Adobe Flash player

เรื่องเล่า กับเรื่องจริง โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

มีเรื่องเล่า ที่ส่งต่อๆ กันโดยไม่ทราบว่า ท่านผู้ใดเป็นผู้บันทึกเรื่องนี้ไว้

มีผู้หญิงคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุ ทำให้ตาบอดทั้งสองข้าง และทุกข์ทรมานกับการสูญเสียการมองเห็น แต่สามีเธอก็พยายามปลอบใจ และให้กำลังใจมาโดยตลอด

พยายามฝึกให้ภรรยาใช้ประสาทสัมผัสให้มากขึ้น

เรื่องเล่าไม่ได้ระบุว่าภรรยาทำงานอะไรจึงไม่ต้องใช้สายตา หรือเพราะทางหน่วยงานที่เธอทำมีคุณธรรม หรือมีความเมตตายอมให้เธอทำงานต่อ จนทำให้เธอไม่ต้องลาออก

ที่ทำงานของเธอกับสามีอยู่คนละทาง แต่เขาก็ขับรถไปส่งและไปรับทุกวันไม่เคยขาด จนวันหนึ่งสามีเธอรู้สึกเหน็ดเหนื่อยมาก

เขาจึงพูดกับเธอว่าให้ลองพยายามขึ้นรถเมล์ไปทำงานเอง โดยที่เขาไม่ต้องไปรับไปส่งจะได้หรือไม่

เรื่องเล่าระบุว่า นาทีนั้นเธอรู้สึกเหมือนโดดเดี่ยวและน้อยใจสามี แต่ก็พยายามทำตามที่เขาขอ

พยายามขึ้นรถเมล์เอง พยายามไปทำงานด้วยตัวเองให้ได้

จนในที่สุดเธอก็สามารถทำได้สำเร็จ

วันหนึ่งก่อนที่เธอจะลงรถไปทำงานตามปกติ คนขับรถเมล์ก็เข้ามาจับแขนเธอและพูดกับเธอว่า

ผมช่างอิจฉาคุณผู้หญิงจริงๆ ครับ

เธอก็เลยถามว่า อิจฉาเธอเรื่องอะไร

คนขับรถเมล์ก็เลยบอกว่า .......

“สามเดือนที่ผ่านมา ผมจะเห็นสุภาพบุรุษคนหนึ่งเขาจะขึ้นรถเมล์ตอนเช้ามานั่งตรงเบาะหลังคุณ เฝ้ามองดูคุณด้วยความห่วงใย และตามคุณลงรถไป และเฝ้าดูคุณเดินเข้าไปที่ทำงาน”

“และตอนเย็นทุกๆ วันเขาก็จะมาเฝ้ารอดูคุณขึ้นรถ และคอยดูคุณจนคุณลงรถ”

พอเธอได้ยินดังนั้น.... เธอก็น้ำตาไหลด้วยความตื้นตัน......และสำนึกผิด

เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาไม่เคยทิ้งเธอไปไหน เขายังอยู่ดูแลเธออย่างใกล้ชิด

เขาเหนื่อยยิ่งกว่าตอนที่เขาต้องคอยมารับมาส่งเธอเสียอีก

เธอหวนนึกถึงคำพูด เขา ที่บ่นลอยๆ ออกมา บ่อยๆ ว่า ชีวิตคนไม่แน่นอน อาจตายวันนี้ พรุ่งนี้ ได้ทุกเมื่อเลยนะ.. ดูอย่างคุณสิ...เมื่อวานยัง มองเห็น วันนี้ คุณมองไม่เห็นแล้ว....

เธอ คิดน้อยใจเขา มาตลอด 3 เดือน ที่คิดว่า เขาเบื่อรำคาญ การเป็นคนตาบอดของเธอ...

ณ วันนี้เธอรู้แล้วว่า เขากลัวว่า วันนี้ พรุ่งนี้เขาจะตายไป... แล้ว เธอ จะไม่สามารถ ไปไหนมาไหน หรือ มีชีวิตอยู่ เองได้ ถ้าขาดเขา

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง หรือเป็นเรื่องที่เขียนขึ้น ไม่มีใครทราบได้ แต่ผู้เขียนต้องการสะท้อนให้เห็นว่า ความรักความห่วงใยอย่างมากมายนั้น “มีจริง”

บางคนอาจคิดว่า “จะมีหรือที่สามีจะห่วงใยภรรยาได้ดีถึงเพียงนี้” คำตอบคือ “มี” และอาจมีมากกว่านี่ก็ได้ ไม่ว่าความห่วงใยของสามีที่มีต่อต่อภรรยา ความห่วงใยของภรรยาต่อสามี

แม้กระทั่งความห่วงใยระหว่างมนุษย์ที่มีต่อเผ่าพันธ์เดียวกัน หรือมีต่อมนุษย์โดยไม่จำกัดเผ่าพันธุ์

ในนิยายอิงประวัติศาสตร์เกาหลี “ยอดขุนพลกู้บัลลังก์” กล่าวถึงความซื่อสัตย์และความรักชาติยิ่งชีพของ “แม่ทัพเคแบ็ก” แห่งแผ่นดิน “แพ็กเจ”

“แม่ทัพเคแบ็ก” สืบสานอุดมการณ์ของบิดา จนกลายเป็นแม่ทัพผู้เกรียงไกร สุดท้ายก็ยอมเสียสละตัวเองและครอบครัวเพื่อแผ่นดิน จนได้รับการยกย่องทั้งฝ่ายตน และฝ่ายศัตรู

เราคิดว่าเรื่องเช่นนี้มีแต่ในนิยาย

แต่บางครั้ง เรื่องที่เกิดขึ้นจริง ก็ยิ่งกว่า

อย่างเช่น เรื่องของครูชาวเกาหลีใต้คนหนึ่ง "คิง มิน คยู"

ข่าวเรือเฟอร์รี "เซวอล" ของเกาหลีใต้ อับปางในทะเลเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2557 ในจำนวนผู้โดยสารเที่ยวนั้นมีกลุ่มนักเรียนของโรงเรียนทันวอน ซึ่งเดินทางไปทัศนศึกษา

หลังเรืออับปางจนถึงขณะนี้ พบผู้เสียชีวิตแน่ชัดแล้ว 150 ราย และสูญหายถึง 152 ราย

มีผู้รอดชีวิต 174 ราย รวมทั้งครู "คิง มิน คยู" รองครูใหญ่โรงเรียนทันวอน รวมอยู่ในจำนวนผู้ที่รอดชีวิตด้วย

แต่ต่อมาก็มีข่าวว่า ครู “คิง มิน คยู” ได้ฆ่าตัวตายเสียแล้ว หลังได้รับการช่วยเหลือมาได้เพียง 2 วัน

เขาแขวนคอตัวเองกับต้นไม้ใกล้กับโรงยิม ที่ครอบครัวญาติพี่น้องผู้โดยสาร รวมถึงลูกศิษย์ของเขาใช้พักระหว่างรอฟังข่าวคืบหน้าการกู้ภัย

ครูได้ทิ้งจดหมายลาตาย ยืนยันสาเหตุที่ปลิดชีพตัวเอง เพราะความรู้สึกผิดที่ส่งลูกศิษย์ไปพบชะตากรรมเลวร้าย

เนื้อหาในจดหมายระบุว่า

"การมีชีวิตรอดอยู่ลำพัง เป็นเรื่องเจ็บปวดอย่างยิ่ง ท่ามกลางชีวิตนักเรียน 200 คน ยังไม่ทราบชะตากรรม ข้าพเจ้าจึงขอรับผิดอย่างที่สุด”

“ข้าพเจ้าเป็นผู้ผลักดัน ให้มีการจัดการท่องเที่ยวของโรงเรียน”

“ให้เผาร่างของข้าพเจ้าและโปรยเถ้าลงในทะเลบริเวณที่เรือเฟอร์รี่จม บางทีข้าพเจ้าจะได้เป็นครูของนักเรียนที่สูญหายไปในโลกหน้า ข้าพเจ้าจะเป็นครูให้แก่นักเรียนของข้าพเจ้าที่สูญหายไปหลังจากเสียชีวิตแล้ว" 

หลายคนที่ได้อ่านข้อความในจดหมายของครู "คิง มิน คยู" แล้วไม่อาจกลั้นน้ำตาในความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่

ในสายตาของเรา “ครูไม่ได้ทำอะไรผิด” ถึงแม้จะเป็นผู้ชักชวนให้เด็กเดินทางไป เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นอุบัติเหตุ

แต่เพราะความ “รับผิดชอบอย่างที่สุด” ที่ไม่อาจเห็นตัวเองมีชีวิต ในขณะที่ลูกศิษย์จำนวนมากตายต่อหน้า

ครูเลือกที่จะใช้ความตายเป็นการลงโทษตัวเอง ทดแทนชดเชย ที่ครอบครัวลูกศิษย์ที่สูญเสีย

ครูยังต้องการให้เผาร่างตนเอง และขอให้นำเถ้ากระดูกไปลอยในทะเลที่เรือจม เพื่อไม่ให้ความตายของลูกศิษย์ต้องเดียวดาย

ถ้าชีวิตหลังความตายมีจริง ก็จะได้ตามไปเป็นครูสอนเด็กๆ เหล่านั้น

ครูผู้เสียสละ ท่านยิ่งใหญ่เหลือเกิน

ยิ่งใหญ่ในฐานะของครู ที่มิได้สอนเฉพาะลูกศิษย์ แต่สอนคนทั้งโลกให้เห็นค่าของคำว่า “สปิริต” สอนนักการเมืองทั้งโลก ให้เห็นค่าความรับผิดชอบ

ในความเป็นชนชาติเกาหลี ท่านยิ่งใหญ่และสง่างาม ที่ผู้คนจะจารึกไว้ในดวงใจไปตลอดชีวิต

ขอคารวะดวงวิญญาณ คุณครู "คิง มิน คยู"