Get Adobe Flash player

ตรวจสอบ ‘อภิสิทธิ์’ โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

สัปดาห์นี้ผมมีความเห็น ถือว่าเป็นความเห็นจากส่วนน้อย ที่เคยน้อยอยู่แล้ว จึงอาจเรียกได้ว่า น้อยเข้าไปใหญ่ ที่อาจไม่ตรงกับคนส่วนมาก มาให้ท่านพิจารณา หากท่านอ่านแล้วไม่เห็นด้วย ก็ไม่เป็นไรถือว่าเป็นเสียงนกเสียงกา ไม่ต้องใส่ใจ

โดยพื้นเพ ผมมองว่า พรรคประชาธิปัตย์ พันธมิตร และกปปส., คปท. ส่วนหนึ่ง (ผมขอย้ำว่าส่วนหนึ่งนะครับ) มาจากฐานเสียงเดียวกัน

มีพื้นฐานมาจากการไม่ยอมรับระบอบทักษิณ ตั้งแต่ช่วงที่ติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมืองควบคู่กับการทำธุรกิจของอดีตนายตำรวจรายนี้ ศึกษาจนเกิดคำว่า “รู้ทันทักษิณ”

ตั้งแต่ยุคซุกหุ้น จนเป็นที่มาของคำว่า “บกพร่องโดยสุจริต” แล้วมาถึงยุคประชานิยม การทุจริตเชิงนโยบายเป็นกระบวนการกิน มโหฬาร ยุคขายรัฐวิสาหกิจกระจายหุ้นสู่ญาติและคนในเครือข่าย ยุคนายกฯ สืบทอดอำนาจ ดึงพี่ดึงน้องพวกพ้องครองเมือง ยึดทุกตารางนิ้ว จนมาถึงยุคจำนำข้าวที่ชาติย่อยยับขาดทุนป่นปี้ และการกู้สองล้านล้านบาท นอกงบประมาณ

ประชาชนที่ว่าฐานเสียงเดียวกัน มาจากไหนบ้าง

มาจากกลุ่มเสียงเดิมของพรรคประชาธิปัตย์ เช่นฐานเสียงหลักจากภาคใต้ ภาคตะวันออก คนส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ รวมทั้งในภาคเหนือ และภาคอีสานบางส่วน

มาจากบรรดาผู้มีความรู้ นักคิด นักธุรกิจที่รักความถูกต้อง และผู้ที่ (ขอใช้คำว่า) อยู่ใกล้ข้อมูลข่าวสาร สามารถอ่านข่าว วิเคราะห์ข่าวได้เอง มองเห็นความถูกต้อง เห็นภัยอันตรายได้เอง โดยไม่ต้องอาศัยใครชี้นำ

มาจากภาคกลาง และ “เขตหนึ่ง” หรือพื้นที่ในอำเภอเมืองของแทบทุกจังหวัดของประเทศ

เมื่อคนเหล่านี้มองไม่เห็นความเป็นธรรมจากอำนาจรัฐ เมื่อมีผู้อาสาออกมานำขบวนที่มีศักยภาพ ก็ออกมาร่วมต่อสู้เพื่อให้เกิดความถูกต้องในสังคม

จากยุคพันธมิตรประชาชน เป็นผู้จุดประกายสู่ผู้คน ผ่านเอเอสทีวี สื่อที่เข้าไปพบประชาชนถึงในบ้าน นำพาไปสู่การต่อสู้อันแหลมคม และบทเรียนราคาแพง

มาสุ่ยุค กปปส.ที่มวลชน ยังคงมีความมุ่งมั่น แน่วแน่ในการแก้ไข ที่เรียกว่า “การปฎิรูปประเทศ”

หลายเดือนที่ผ่านมาของ กปปส. หลายต่อหลายครั้งที่เราๆ ท่านๆ ได้เห็นพลังที่ยิ่งใหญ่ของมวลมหาประชาชนบนท้องถนนในกรุงเทพฯ ที่ออกมาแสดงสัญญลักษณ์ มากที่สุดในประวัติศาสตร์ เท่าที่มีประเทศไทศไทยมา

ถ้าประเทศไทยมีผู้นำที่ไม่ใช่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ภายใต้การชักใยของพี่ชาย

หรือถ้าเป็นผู้นำในอารยประเทศอื่นๆ เขาคงลาออกไปแล้ว

ลาออกไปเพื่อให้ความเพลี่ยงพล้ำสิ้นสุดโดยเร็ว ไม่กอดขาเก้าอี้ไว้แน่น รอให้ถูกประจานความผิดซ้ำซากอย่างยิ่งลักษณ์ ที่ให้เขาชี้หน้าด่ายิ่งกว่าคำว่าโง่เขลา อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

การเปิดโอกาสให้ประชาชนปฎิรูปประเทศ แท้จริงคือการเปิดโอกาสให้กับนักการเมืองทุกฝ่าย ไม่ใช่ทำให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้เปรียบ แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ กลับตีโจทย์ตรงนี้ไม่ออก

ในขณะที่การต่อสู้ของ กปปส.ที่จุดยืนชัดเจนคือการปฎิรูปก่อนการเลือกตั้ง

แม้วันนี้จะยังไปไม่ถึงจุดนั้น

แต่ก็ถือว่าได้ชัยชนะไปมากกว่าครึ่ง กระแสการปฎิรูปประเทศ ได้ลามจากมวลมหาประชาชน แทรกซึมไปยังทุกองค์กร ที่ใดๆ ก็กล่าวถึงการปฎิรูป  

และเชื่อว่า มาถึงวันนี้ การปฎิรูปประเทศจะต้องเกิดขึ้น มีข้อแม้แต่เพียงว่า ถ้านักการเมืองไม่กลับคำเมื่อมีอำนาจ

แต่การจะได้มาซึ่งชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของ กปปส. ยังมีความยาก และสุ่มเสี่ยงต่อกระแสตีกลับ จากมวลชนกลุ่มทักษิณ ที่คอยจ้องอยู่หลังจากนั้น

เป็นรอยโครอยเกวียนที่เหยียบย่ำซ้ำซาก

แต่กำนัน และมวลมหาประชาชนก็ยังคงเดินทางต่อไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

ท่ามกลางการต่อสู้นั้น หากสังเกตจะเห็นว่า มีกลุ่มคนหลายกลุ่ม อาสาเข้ามาเป็นคนกลางคลี่คลายปัญหาที่เกิดผลกระทบ

แต่คนแล้วคนเล่า ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จ แม้กระทั่งการที่ทหารแก่ จะดึงเอาพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์เข้ามา ก็จบลงดังที่ พล.อ.เปรมพูดไว้ที่ว่า “เขาจะฟังผมเหรอ”

ซึ่งที่สุด ก็ไม่มีใครฟังพล.อ.เปรม

มาวันนี้ ตัวละครที่จะอาสา เปลี่ยนไปกลายเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ที่เสนอตัวเดินสายพูดคุยกับกลุ่มต่างๆ เพื่อหาทางออกให้ประเทศ ยังคงเดินทางไปพบกลุ่มบุคคลต่างๆ และยืนยันว่า สองสัปดาห์ ถ้าไม่มีใครเห็นด้วยก็จะจบเอง

“ส่วนรูปแบบจะที่นำเสนอเหมาะสมหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องใช้เหตุใช้ผลกัน เพราะต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาความขัดแย้งความหวาดระแวงในสังคมสูงมาก”

แต่ยังไม่ทันถึงสัปดาห์ เสียงก่นด่า ก็ดังทั่วบ้านทั่วเมือง

ปกติ ฝ่ายตรงข้ามนั้นด่าอยู่แล้ว แต่คราวนี้โดนทั้งฝ่ายตรงข้าม และฝ่ายเดียวกันเอง

อภิสิทธิ์ เปลี่ยนไปเข้ากับทักษิณบ้าง ส่งคนไปแอบเจรจากับคุณหญิงพจมาน บ้าง กลายเป็นคนไม่ได้ความ คนชั่วช้า บ้าอำนาจไปในพริบตา

ตรงนี้ครับ ที่ผมมีความเห็น

สิ่งแรกคือ เมื่อเรา (ประชาชน) ยืนยันที่จะให้บ้านเมืองเดินไปในแนวทางประชาธิปไตย เราต้องมีสติ ฟังความอย่างถี่ถ้วน ก่อนที่จะสรุปว่า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย

เราต้องฟังข้อเท็จจริง มากกว่าฟังข่าวที่เล่าต่อๆ กัน หรือข่าวที่ออกมาทำลายความน่าเชื่อถือ

เราต้องให้เกียรติต่อความเห็นต่าง เพราะความเห็นต่างก็คือการเคารพสิทธิ ที่ไม่ใช่โลกสวย แต่เป็นความจริงของการอยู่ร่วมกัน

ที่สำคัญต้องไม่ระแวงกันเอง ต้องรักษาเอกภาพ เห็นต่างได้ ถกเถียงกันได้ แต่ต้องไม่เห็นว่าฉันดีคนเดียว ฉันถูกคนเดียว และต้องไม่ผลักมิตร ให้เป็นศัตรู

สำหรับความเป็นตัวตนของนายอภิสิทธิ์ ผู้ที่เคยเห็นแนวทางการทำงานการเมือง ก็น่าที่จะ “ให้ค่า” ของความคิดของเขาบ้างไม่มากก็น้อย อย่ามองเพียงว่า เขาจะได้ประโยชน์อะไร

หนูยังช่วยราชสีห์ได้ สิ่งที่อภิสิทธิ์กำลังทำ อาจเป็นการสานต่อให้แนวทางปฎิรูปประเทศ เป็นจริงได้อีกทางหนึ่ง

เหมือนที่โบราณว่าเมื่อมีฝ่ายบู๊ ก็ต้องมีฝ่ายบุ๋น เดินคู่ขนาน

แต่ถ้าไม่เห็นด้วยจริงๆ อย่างไรก็ไม่เอา ภายในสองอาทิตย์ ให้เขาหยุด ให้เลิกเสีย ก็น่าจะทำได้

การรวมพลังสามัคคีนั้นสำคัญยิ่ง เท่าที่รวมกันทุกวันนี้ ยังต้านระบอบทักษิณอย่างยากลำบาก แต่ถ้าต้องแตกแยกกันอีก ยังโหวตโนกันเอง

ต่อให้ปฎิรูปสำเร็จ พลังฝ่ายเราก็ไม่พอ ก็เหมือนยื่นกุญแจเมืองให้ศัตรู