Get Adobe Flash player

สงครามกลางเมือง โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

ถ้าเรามองประเทศไทยในปัจจุบัน เคยลองถามตัวเองว่า อยากให้เกิดอะไรขึ้นในประเทศ แน่นอนคงมีคำตอบแตกต่างกัน บ้างก็อยากเห็นความเจริญ ชนิดที่เต็มไปด้วยตึกระฟ้า ไปไหนก็สะดวก เป็นหนึ่งในโลกทีมีความก้าวหน้าทั้งทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

บ้างก็อยากเห็นพื้นที่สีเขียว สัตว์สวย-ป่างาม แม่น้ำลำคลองสะอาด ถนนหนทางกว้างขวาง ขับขี่ปลอดภัย ระบบขนส่งเพียงพอ ประชาชนกินดี อยู่ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส

บ้านเมืองปราศจากการทุจริต คอรัปชั่น ไม่มีอาชญากรรม

สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้น ถูกเปรียบว่า “โลกสวย” ว่ากันว่า มันจะไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นจริง

สำหรับประเทศไทย พวกเราหลายต่อหลายคน ที่เฝ้ามองความเป็นไปด้วยความรู้สึกเหมือนเอาฟางบรรทุกไว้บนหลังลา ที่แต่ละฝ่ายช่วยกันเติมฟางทีละเส้น จนน้ำหนักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ห่วงว่า ลา ตัวนั้นจะรับน้ำหนักไหวหรือไม่ และจะล้มลงเมื่อใด

ความไม่ลดราวาศอก ความเชื่อที่ว่าฝ่ายฉันถูก ฝ่ายคุณผิด ในที่สุดก็จะจบลงด้วยการที่ไม่มีใครยอมใคร

และอาจนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “สงครามกลางเมือง”

ซึ่งก็สามารถจบปัญหาได้เช่นกัน หากคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย ล้วนไม่มีชีวิตบนโลกนี้

วันก่อน ได้อ่านข่าวเล็กๆ ใน กรุงเทพธุรกิจ อ้างถึง ศูนย์ศึกษาสันติภาพ จุฬาฯ ชี้ สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไทย มีภาวะใกล้เคียงกับสงคราม

โดยที่ศูนย์แห่งนี้ ได้จัดงานเสวนา ในหัวข้อ "จับชีพจรและความรุนแรง เราจะก้าวผ่านอย่างสันติได้อย่างไร"

ศ.สุริชัย หวันแก้ว ผอ.ศูนย์ศึกษาสันติภาพฯ กล่าวว่า ในสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น คนไทยจะอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งอย่างคนศิวิไลยได้อย่างไร โดยที่ไม่ยินดี ให้ท้าย หรือเห็นว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติ

ขณะเดียวกันคนไทยยังสามารถแสดงออกในความคิดเห็นที่ต่างกัน แบบที่สามารถควบคุมความรุนแรงได้

เป็นโจทย์ใหญ่ที่น่าคิดและท้าทาย มากกว่ากลุ่มการเมืองฝ่ายไหนจะแพ้หรือชนะ แล้วจะปล่อยให้เสียงความขัดแย้งของกลุ่มการเมืองที่อึกทึกคึกโครมกลบเสียงชาวบ้านที่เดือดร้อน และบิดเบือนข้อเท็จจริง

ศ.สุริชัย ชี้ว่า ความรุนแรง ไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้ได้ตัดสินใจใช้ความรุนแรง

แต่เกิดขึ้นเด็ก และประชาชนทั่วไป

เขากล่าวว่า ประเทศไทยต้องพบกับปัญหาทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง เหมือนกับเปิดโอกาสให้ความรุนแรงแฝงตัวและซ้อนเร้นเกิดในสังคมไทย

 โดยที่ความรุนแรงได้ฝั่งรากลึกในจิตใจของทุกคนที่เจอกับปัญหา

จะเห็นว่า ในขณะนี้ ความขัดแย้งทางการเมืองได้พัฒนาไปสู่รูปแบบของสงคราม ผ่านตัวแทนที่สร้างความขัดแย้ง

ในสถานการณ์ขัดแย้งนี้ เราแทบจะมองไม่เห็นอนาคตที่จะทำให้อยู่ร่วมกันได้อย่างไร

ขณะที่ ดร.จันจิรา สมบัติพูลศิริ อาจารย์ธรรมศาสตร์ กล่าวถึงขณะนี้ สังคมไทยเข้าสู่โหมดการใช้ความรุนแรง

จากกรณีที่เกิดเหตุการณ์ระเบิด 4 จุดในกรุงเทพมหานคร ภายหลังที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิิจฉัยต่อกรณีการโยกย้ายถวิล เปลี่ยนศรี คู่ขัดแย้งมีการโจมตีพื้นที่เชิงสัญลักษณ์ ทั้งหมดนี้โจมตีสถานที่และบุคคล

เขากล่าวว่า การก่อเหตุกึ่งวินาศกรรม อย่างเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นใกล้เคียงเวที กปปส. แม้ว่าจะสุ่มผู้ที่เป็นเหยื่อ แต่ก็ทำให้้้้เกิดความกลัว

ซึ่งการปะทะเช่นนี้เป็นการสร้างความสูญเสียสูง เป็นการสร้างความรุนแรง ขณะที่การระดมมวลชน อาจนำไปสู่การพามวลชนให้เข้าชนกัน คล้ายกับการทำสงครามเข้าไปทุกที

ความเห็นของนักวิชาการเหล่านี้ เป็นการตัดตอน ยกมาให้เห็นในบางประเด็น พอเป็นสังเขป

แตในมุมของพวกเรา กลุ่มชาวบ้านที่ไม่ใช่นักวิชาการกินเงินเดือน

เรามองว่า ความขัดแย้งทั้งมวลล้วน “เกิดจากการกระทำของนักการเมืองทั้งสิ้น

ที่สำคัญ ไม่มีฝ่ายใดพูดความจริง

ไม่มีฝ่ายใดรู้ความจริงของอีกฝ่าย ว่าที่แท้แล้ว ใครคิดอะไร และกำลังทำอะไร สิ่งที่คิด สิ่งที่กำลังขับเคลื่อน เป็นการคิดการใหญ่แค่ไหน และหวังผลขนาดไหน

มองเผินๆ เหมือนกับว่าทุกฝ่าย มีความต้องการอย่างเดียวกัน เถียงเรื่องเดียวกัน

ฝ่ายหนึ่งบอกว่า เราต้องช่วยกันนำพาประเทศไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย

อีกฝ่ายก็แย้งว่า กลุ่มของคุณไม่เป็นประชาธิปไตย เราต่างหากคือผู้นิยมประชาธิปไตย

ดูเหมือนทั้งสองฝ่ายมีความต้องการในสิ่งเดียวกัน น่าจะคุยกันได้

แต่ในความเป็นจริง ไม่ใช่เช่นนั้น  

ทั้งยังมีการแบ่งแยกประชาชนไม่ให้หันหน้าเข้าหากัน

นั่นเพราะความต้องการที่แท้จริง ไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่เป็นการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจของนักการเมือง โดยประชาชนเป็นเพียงเบี้ยตัวเล็กๆ ในกระดาน

ประชาชน ที่ติดตามข่าวสาร ก็เริ่มรู้สึกได้ว่า นับแต่นี้บ้านเมืองคงจะยังไม่สงบไปอีกนาน

แต่ปัญหานี้ยังพอแก้ไขได้ ถ้าฝ่ายกฎหมาย ฝ่ายรักษาความสงบในบ้านเมือง กล้าที่จะตัดสินใจ ใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมาแบบที่ไม่ลูปหน้าปะจมูก

ไม่ปล่อยให้หัวโจกทำผิดซ้ำซาก เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไมใช่จับข้างหนึ่ง แต่ให้ท้ายอีกข้างหนึ่ง

ไม่ปล่อยให้มีการใช้อาวุธสงคราม ระเบิดที่ร้ายแรง มาสร้างความหวาดผวากับผู้คน

ขอย้ำว่า ปัญหานี้ยังพอแก้ไขได้ ถ้ากองทัพไม่อ่อนแอ ปล่อยให้การปลุกปั่นยุยง เลยเถิดไปถึงการฝึกอาวุธ และจับอาวุธมาประหัตประหารกัน

เป็นการตัดไฟแต่ต้นลม

ให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์อยู่เสมอ

แต่เมื่อปล่อยปละละเลยมาจนถึงวันนี้ เราก็เชื่อเช่นกันว่า ขณะนี้ การเผชิญหน้า กำลังใกล้เข้ามาทุกขณะ จนในที่สุดก็ไม่อาจหลีกเลี่ยง

หวังเพียงว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น จะเป็นบทเรียนราคาแพง ของทุกฝ่ายที่ล้วนพ่ายแพ้และสูญเสีย จนไม่กล้าที่จะนำพาประชาชนไปตายได้อีก เช่นกัน ประชาชนก็ไม่กล้าตามไปอีก

ถึงตอนนั้น แล้วมาเริ่มนับหนึ่งกันใหม่