Get Adobe Flash player

นับถอยหลัง สงครามกลางเมือง โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

การเมืองไทย ตึงเครียดขึ้นมาจนใกล้ถึงจุดเดือด หลังจากภารกิจของมวลมหาประชาชน ที่นำโดยกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ ใกล้เป้าหมาย ที่จะนำพาไปสู่ การปฎิรูปประเทศ ก่อนการเลือกตั้ง

จนถึงวันนี้ หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร และรัฐมนตรีในขณะนั้น พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

หลายฝ่ายจับตาท่าทีของวุฒิสภา องค์กรเดียวที่ยังเหลืออยู่ ว่าจะดำเนินการในสถานการณ์เช่นนี้อย่างไร

และหลายฝ่ายก็จับตา “เพื่อไทย” พรรคที่ขายประชานิยม ฝันจะเลือกตั้งเท่านั้น

คาถา เลือกตั้งเพื่อคืนสู่อำนาจ ที่รองนายกฯ รักษาการ-รักษาการ- รักษาการนายกฯ (ตำแหน่งยาวมาก) จะทำได้หรือไม่

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้นตอของวิกฤติประเทศ ยังจะดิ้นรนให้เพิ่มปัญหาต่อไปถึงไหน

ประชาชนแม้ไร้อำนาจ แต่ก็เฝ้ามองพฤติกรรมของนักการเมืองมาโดยตลอด ว่าอะไรเกิดขึ้นกับประเทศบ้าง ย้อนอดีต ตั้งแต่คดีซุกหุ้น หลังจากที่ทักษิณ ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2544

การแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นเอกชน ในรัฐบาลทักษิณ ถูกระบุว่ากระทำไปเพื่อผลประโยชน์ของนักการเมืองและพวกพ้อง

ที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดคือ การแปรรูปการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย และความพยายามในการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ

การจองซื้อหุ้นนั้น หุ้นได้ถูกขายหมดในเวลา 1 นาที 17 วินาที ในขณะที่ประชาชนจำนวนมากที่มาเข้าแถวรอซื้อหุ้นดังกล่าวกลับซื้อไม่ได้

หุ้นถูกจองซื้อโดยกลุ่ม ที่มีความใกล้ชิดกับนักการเมืองและผู้มีอำนาจ

ยังมีความพยายาม ในการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ทำให้เกิดการต่อต้านจากประชาชน

ทักษิณ ให้สัมภาษณ์อย่างเกรี้ยวกราดว่า "ตายเป็นตาย รัฐบาลจะไม่ยอมถอยเด็ดขาด"

เป็นยุคของนักการเมือง พวกพ้อง ได้ใบอนุญาตเข้ามากอบโกย

โยนเศษเงินเข้ามาซื้อเสียง เลี้ยงลูกน้องให้เป็นมือเป็นเท้า ปกป้องนายเงิน

"ระบอบทักษิณ" ไม่ใส่ใจประชาธิปไตย มีการฉ้อฉลที่ยิ่งใหญ่อย่างไม่เคยมีมาในประวัติศาสตร์

มีการ ฆ่าตัดตอนกว่า 1,000 คนจากสงครามยาเสพย์ติด

ไม่ใช่ตายแต่พ่อค้ายา คนบริสุทธิ์ ไม่สามารถลุกขึ้นมาเรียกร้อง

มีกรณี "การละเมิดพระราชอำนาจ" เกิดขึ้นต่างกรรมต่างวาระ

และที่อื้อฉาวคือการทำบุญที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

เหลิงหลงว่า กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมไม่สามารถจะเข้าถึงตน มีการแก้กฎหมายเพื่อให้เกิดกำไร มีการขายหุ้นกลุ่มบริษัทชินคอร์ป ให้บริษัทเทมาเส็ก กว่า 73,000 ล้านบาท ปล่อยให้ต่างชาติเข้าบริหารกิจการด้านความมั่นคง ยกเว้นภาษี มีผลประโยชน์ทับซ้อน

การเมืองในระบอบทักษิณ เข้าแทรกซึมเข้าไปในทุกภาคส่วนของประเทศ นักการเมือง กลายเป็นผู้มีอำนาจผูกขาดราวกับประธานบริษ้ท ดำเนินธุรกิจขายชาติ นำกำไรสู่นักการเมืองและพวกพ้อง

ใช้เงินหลวง ของหลวงเป็นต้นทุน ในขณะที่นักการเมืองรอรับผลกำไร

จนกระทั่งเป็นชนวนให้เกิดรัฐประหาร 2549 แต่น่าเสียดาย ที่รัฐบาลรัฐประหารกลับอ่อนแอ เป็นสุภาพบุรุษเกินไป ทำให้ระบอบทักษิณ “ดื้อยา” และสร้างเกราะคุ้มกันที่เข้มแข็งขึ้น

แต่รัฐบาลรัฐประหาร ก็มีข้อดีอยู่บ้าง จากการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ

ซึ่งมีผลต่อมา ศาลฎีกาแผนกผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษายึดทรัพย์มูลค่า 46,000 ล้านบาท ของ ทักษิณ

ปลายปี 2550 ทักษิณเหมือนจะจบ แต่ไม่จบ

กลไกของระบอบทักษิณยังมีอยู่ทั่วประเทศ จึงเป็นที่มาของ “รัฐบาลตัวแทน” จาก รัฐบาล สมัคร สุนทรเวช จนถึงรัฐบาล สมชาย วงศ์สวัสดิ์  

และมาพลิกขั้วในสมัย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากฟากประชาธิปัตย์

แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ก็ถูกต้านอย่างรุนแรงจากอำนาจคู่ขนานในระบอบทักษิณ มีการตามล่าตามล้างกันทุกที่ ที่นายกปรากฎตัว มีการใช้ “ตีนตบ” แทนมือตบ มีการไล่ทุบรถ ทำร้าย

มีการชุมนุมใหญ่ของฝ่ายแดงทักษิณ มีการเทเลือดลงพื้นดิน มีการเชิญชวนให้มีการเผาศาลากลาง และเผากรุงเทพฯ อ้างว่าสิ่งที่ทำคือประชาธิปไตย

รัฐบาลตัดสินใจกระชับพื้นที่ มีการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมและทหาร

เหตุการณ์ต่างๆ ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 85 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1,378 คน แลก็ทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ สิ้นสุดลง

ยิ่งลักษณ์ น้องสาวคนเล็กในตระกูล  “ชินวัตร” ผู้ที่ยังไม่ประสีประสาทางการเมือง ถูกสนับสนุนให้ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ภายใต้การสั่งการของพี่ชาย

นักการเมืองสายเดิม ยังเล่นการเมืองแบบเดิม

ยังมีความพยายามถอนทุนจากโครงการจำนำข้าวที่ทุจริตแบบครบวงจร มีการใช้เงินมหาศาลจากงบประมาณป้องกันน้ำท่วม มีความพยายามกู้เกิน 2 ล้านๆ บาทเพื่อมาทำโครงการรถไฟความเร็วสูง มีความพยายาม ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ ฉบับสุดซอย เพื่อทักษิณ พยายามใช้อำนาจทั้งทางกฎหมายและนอกกฎหมาย

แต่ก็ได้รับการต่อต้านอย่างเข้มแข็งจากภาคประชาชน และพรรคแกนนำฝ่ายค้าน จนเป็นที่มาของ การลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ของ สุเทพ เทือกสุบรรณ และคณะ เพื่อออกมาสู้ร่วมกับมวลมหาประชาชน บนท้องถนน

เพื่อตัดรากถอนโคน นักการเมืองสายพันธุ์โกง ให้หมดไปจากการเมืองไทย

ประชาชนตื่นตัว คลื่นมหาชนหลายล้านคน มุ่งมั่นตรวจสอบ “นักการเมือง” ที่เข้ามาทำมาหากินบนหลังคน

มีความพยายามที่จะสร้างกติกาขึ้นมาใหม่

จนมาถึงวันนี้ จุดที่ต้องเผชิญหน้า ระหว่าง มวลมหาประชาชน กับ “ระบอบทักษิณ” ที่มีกองกำลังคนเสื้อแดงเป็นแนวหน้า ที่ไม่อาจยอมสูญเสียอำนาจใกล้ถึงจุดแตกหัก

เสียงระเบิดสนั่นกรุง คนตายหลายสิบคน มีกล้องวงจรปิดทั่วไทย แต่ตำรวจกลับหลับไหล

ในขณะที่ฝ่ายกองทัพ โดยเฉพาะผู้นำกองทัพใหญ่ ละเลยชนวนสงครามกลางเมือง ซื้อเวลารอวันเกษียณไม่ยอมเปลืองตัว ทำกองทัพให้อ่อนแอ ไม่ยิ่งใหญ่เกรียงไกร

จนแกนนำคนเสื้อแดงบางคน สามารถประกาศที่จะเตะองคมนตรีโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นสีเขียวที่เป็น “ขี้ม้า” อย่างแท้จริง

ปล่อยประชาชนสู้ระบอบทักษิณตามลำพัง แล้วรอรับส่วนแบ่งจากฝ่ายที่ชนะ