Get Adobe Flash player

การต่อสู้เพิ่งเริ่มต้น โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

มีประเด็นที่อยากจะฝากถึงพี่น้องไทยนอกประเทศผู้รักชาติ ที่ต้องการปฎิรูปประเทศ หรืออยากเห็นประเทศไทยอันเป็นที่รัก ได้มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ไปในทางใด ก็ควรที่จะรวมกันเป็นกลุ่มความคิด แล้วเสนอตัวเข้าไปเป็นผู้แทนจากเมืองต่างๆ ไปเป็นคณะกรรมการ หรืออนุกรรมการ ในการปฎิรูปประเทศ

ยกตัวอย่างนะครับ อย่างคนแอลเอ ที่เคยร่วมชุมนุมต่อค้านความไม่เป็นธรรมในเมืองไทย ทุกวันนี้ ลดบทบาทให้น้อยลง เพื่อเปิดทางให้คณะ คสช.เข้ามาแก้ปัญหาประเทศ

บ้านเรายังไม่ไม่ใช่เผด็จการหรอกครับ สมัยจอมพล ป. จอมพล ส. จอมผล ผ. อาจใช่ แต่วันนี้ ทหารก็เป็นองค์กรหนึ่งที่ดูแลประเทศ เป็นดุลอำนาจและตรวจสอบ เมื่อเห็นว่าถึงจุดอันตรายก็ออกมาครั้งหนึ่ง ดูจะเป็นประชาธิปไตยมากกว่าหย่อนบัตรเพียงครั้งเดียว เพื่อเลือกใครก็ไม่รู้ และคนๆ นั้นจะเข้าไปทำอะไรก็ไม่รู้

ซึ่งแน่นอน ผมมีความเชื่อว่า มีหลายประเด็นที่คนไทยนอกประเทศ อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงในบ้านเรา ซึ่งสิ่งที่เราเห็น คสช.อาจไม่เห็น

แล้วทำไมเราจึงไม่เสนอตัวเข้าไปมีส่วนร่วมในการปฎิรูปประเทศ นี่ไม่ใช่การวิ่งเต้นเพื่อขอตำแหน่ง เพราะพวกเราไม่ต้องการตำแหน่ง เพียงแต่ คนไทยในต่างแดนก็พร้อมแชร์ประสบการณ์เพื่อชาติ ลองหารือกัน แล้วส่งจดหมายเปิดผนึก หรือปิดผนึกถึง คสช.โดยตรง แจ้งความประสงค์ให้ทราบ บอกชัดว่าเราเป็นใคร อยู่ที่ไหน ต้องการมีส่วนร่วมอย่างไร ไม่ใช่ว่าเขาจะต้องมาเลือกพวกเรา เพียงแต่ลองสอดสายตาดูว่าคนไทยคนใด มีศักยภาพพอที่จะระดมสมองตรงนี้ได้  

นี่เป็นประชาธิปไตยอีกช่องทางหนึ่ง ที่เราสามารถใช้สิทธิใช้เสียงโดยทางตรง เพื่อทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ ขอเสนอของเรา อาจโดดเด่นจนเสียงส่วนใหญ่ยอมรับก็ได้ ใครจะรู้ หรือเขาเห็นด้วยบางข้อไม่เห็นด้วยบางข้อ หรืออาจไม่มีใครเห็นด้วยซักคนเดียว ก็ไม่เป็นไร แต่เราก็ได้แสดงออกในสิ่งที่เราต้องการ

บางคนอาจคิดว่า แล้วพวกเราคนไทยในต่างแดนไกลปืนเที่ยงจะไปรู้อะไร ซึ่งเป็นการประเมินค่าตัวเองต่ำเกินไป

แม้เราไม่รู้ในสิ่งที่เขารู้ แต่อย่าลืมว่า เราก็รู้ในสิ่งที่เขาไม่รู้เช่นกัน แล้วเราก็ใช้ส่วนที่รู้ไปนำเสนอ ภาษาวิชาการเขาบอกว่า ประสบการณ์จากการเห็นที่แตกต่าง ย่อมมีความแตกต่างในกระบวนการที่รับรู้ ช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพื่อให้บ้านเราพัฒนาไปในทิศทางที่ควรจะเป็น

กลับมาดู คณะ คสช. หลังจากฝ่ายเสียอำนาจตั้งหลักได้ ก็มีการตอบโต้ทั้งในทางลับและในทางแจ้งพอสมควร จนประมาทไม่ได้ ตั้งแต่เรื่องแรงงานเขมรกลับประเทศ กระแสข่าวลือ ไม่ได้เกิดขึ้นที่เมืองไทย แต่เป็นการปล่อยข่าวในเขมร ว่าทหารจะปราบปรามแรงงานต่างด้าว ทำให้ญาติพี่น้องที่อยู่ทางโน้นตกใจ เรียกญาติพี่น้องกลับบ้านด่วน

ตอนนี้ เขมร กำลังหาทางกลับมาไทยกันแล้วครับ เพราะรัฐบาลกัมพูชา ที่ลืมคิดว่าปัญหาจะกลับมาหาตัว ซึ่งไม่สามารถแบกภาระคนตกงานที่เพิ่มขึ้นมาเกือบสองแสนคนในทันทีทันใดได้ มีทางเดียวต้องผลักด้นให้กลับไปทำงาน จึงประกาศลดค่าทำพาสปอร์ต ประมาณว่าจาก 100 เหลือ 4 ดอลลาร์เพื่อให้ความสะดวกเต็มที่

ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก เรื่องนั้นยังไม่จบ เจอเรื่องใหม่ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย  ตั้งตนเองเป็นเลขาธิการองค์กรเสรีไทย (คนละกลุ่มกับเสรีไทยที่รักชาติ) ใช้ชื่อเต็มว่า “องคก์รเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย” หรือ “The Organisation of Free Thais for Human Rights and Democracy (FT-HD)” ลักษณะเหมือนรัฐบาลพลัดถิ่น ออกมาต่อต้านรัฐประหารทุกรูปแบบ เมื่อมีเบื้องหน้า ก็ต้องมีเบื้องหลัง ในการต่อสู้นอกประเทศ

ต้องยอมรับว่ากระบวนการนี้มีเงินเยอะครับ มีน้ำเลียงดีมาก มีล็อบบียิสต์ เป็นเครือข่ายในการทำงาน ใช้วิธีการเอานานาประเทศมาโอบล้อมไทย กดดันจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เขาต้องการ

โดนอ้าง “ประชาธิปไตยจอมปลอม”

กำหนดวัตถุประสงค์เบื้องต้น 6 ข้อ

1. ต่อต้านระบอบเผด็จการทหารและเครือข่ายอํามาตย์ เพื่อให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน 

2. ฟื้นฟูและเสริมสร้างระบอบประชาธิปไตย ให้มีความถาวรและเป็นเสาหลักของรัฐไทย 

3.ให้เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาค เสรีภาพ และสันติภาพ 

4. ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจเสรี และเป็นธรรม

5. ปฏิรูปวัฒนธรรมไทยให้สอดรับกับระบอบประชาธิปไตย

6. พัฒนาคุณภาพประชาชนไทยสู่ความเป็นสากล

และก็ไม่วายที่จะปลุกทุกกลุ่มทุกฝ่าย ที่มีอุดมการณ์ร่วมกันต้องลุกขึ้นสู้โดยพร้อมเพรียง เพื่อความสําเร็จในการต่อสู้ครั้งนี้จะบรรลุเป้าหมาย

ถ้าคิดตามประสาเรา ทุกครั้งที่คนพวกนี้ไม่ได้อย่างใจ ก็มักจะโทษ “ระบอบเผด็จการทหารและเครือข่ายอํามาตย์” มาโดยตลอด โดยไม่เห็นความผิดตน ก็น่าจะฉลองศรัทธาลองเป็นผด็จการสักเดือนสองเดือน  ไล่กุ๊ยให้หมดประเทศ ล้างบางลอกโคลนกันสักรอบ คูคลองสะอาดเอาดินโคลนมาถมหนทาง แผ่นดินก็จะได้สูงขึ้น แต่ คสช.ดูจะสงบนิ่ง เดาใจยาก เหมือนกับว่าสิ่งที่เกิดไม่ใช่สิ่งที่เกินความคาดหมาย ส่วนการตอบโต้ของ คสช.จะเป็นอย่างไร ก็ยากที่จะเดา แต่เท่าที่ดู ในการดำเนินการตอบโต้ต่อต่างประเทศ ไม่ว่าประชาคมยุโรป หรือในภาคส่วนอื่น คสช.ใช้วิธีชี้แจงเป็นเรื่องๆ เป็นประเทศๆ ไป ให้เขาเข้าใจปัญหาของประเทศไทยในสถานการณ์ตอนนั้น ให้เห็นว่าไทยมีวิธีการของตนเอง และความจำเป็นอย่างไรที่จะต้องทำรัฐประหาร การสร้างสันติสุขเกิดขึ้นได้อย่างไร กำหนดโรดแมปชัด ว่าจะให้เวลากับการปฎิรูปในแนวใด ทั้งยังแยกกันเดินจะหว่างพ่อค้า กับผู้กุมอำนาจรัฐ อ่อนน้อม แต่ไม่อ่อนแอ มีเวลาให้กับมิตรประเทศเป็นขั้วอำนาจอื่นบ้าง คุยกับจีนบ้าง

ที่ผ่านมาได้ผลพอควร สหรัฐเอง ที่เคยกร้าว ก็ยังต้องปรับท่าทีให้อ่อนลง เพราะรู้ว่าการผลักมิตรแท้เข้าไปให้ศัตรู ไม่เกิดประโยชน์อันใดกับสหรัฐเลย

ที่สำคัญประเทศไทยในวันนี้ ไม่ใช่ยุคที่สั่งคว่ำตายหงายเป็น แต่เป็นยุคของเสือตัวหนึ่งในเอเซียที่มหาอำนาจมองข้ามไม่ได้ เอเซียทั้งมวลเปี่ยมไปด้วยทรัพยากรณ์ในฐานะครัวโลก ข้าวในนาปลาในหนอง ทอง (น้ำมัน) ในดิน ใครไม่คบก็ไม่อดข้าว ยิ่งประชาคมในภูมิภาคนี้เคียงบ่าเคียงไหล่  ก็ใช้ว่ามหาอำนาจจะไม่เกรงใจ

ไทยเองถ้าใครจะมาทำธุรกิจในเอเซียโดยมองข้ามไทย ก็หย่าหวังว่าจะได้ผลสัมฤทธิ์ โดยเฉพาะใครมาเอาผลประโยชน์กับเอเซีย เอเซียก็ควรได้ผลประโยชน์ด้วย

มีความเห็นสั่นๆ จากศาสตราจารย์เจริญ วรรธนะสิน นายกสมาคมแบดมินตันแห่งประเทศไทย ได้ทวิตข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว กรณีประชาคมยุโรปมีพฤติกรรมก้าวร้าวต่อไทย โดยระบุว่า "อียูแซงชั่นไทย แล้วคนไทยยังเฉยอยู่หรือ? งดซื้อสินค้ายุโรป งดซื้อรถยุโรป งดเที่ยวยุโรป พม่าปิดประเทศ 50 ปี ยังอยู่รอดเลย"

แนวคิดนี้ไม่เลว เหมือนกับว่าเขาไม่ซื้อกุ้งเรา เราก็ไม่ต้องซื้อรถเขา ไม่ต้องใช้วิธีเผชิญหน้า กี่ยุคกีสม้ยมาแล้วที่ยุโรปทำร้ายเรา ตั้งแต่ยุคล่าเมืองขึ้น ทิ้งปัญหาไว้ไม่จบสิ้น ลองถ้าคนไทยเห็นเป็นอันหนึ่งอันเดียว ร่วมมือรณรงค์จัดสัปดาห์หรือเดือนแห่งการไม่ซื้อไม่ใช้ไม่เที่ยวยุโรป ให้เขาเห็นว่าประชาชนไม่พอใจต่อการแทรกแซงกิจการภายใน ให้รู้บ้างว่าใครจะเดือดร้อน.