Get Adobe Flash player

นิสัยคนไทยที่เพื่อนต้องรู้ โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

เพื่อนในที่นี้หมายถึงประเทศอเมริกาซึ่งเป็น “มหามิตร” กับประเทศไทยมาช้านาน แน่นอนอเมริกาเป็นประเทศใหญ่ เป็นมหาอำนาจในขณะที่เราเป็นประเทศกสิกรรมเล็กๆ ที่ห่างไกล ซึ่งบางครั้งเราก็ถูกเรียกว่า ประเทศ “กำลังพัฒนา” ซึ่งอาจฟังไพเราะกว่า “ด้อยพัฒนา” พอสมควร

เราเทียบอะไรกับอเมริกาไม่ได้ แต่เมื่อคบกัน สิ่งที่อเมริกาได้จากเรานั้นมากมาย เริ่มจากแร่ธาตุต่างๆ หลังสุดก็คือ “น้ำมัน” ซึ่งแม้แต่คนในชาติเอง ก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรามีมากน้อยแค่ไหน สูบไปแล้วเท่าไร ใครได้กำไร รู้แต่ว่าคนไทยเราซื้อน้ำมันแพงกว่าอเมริกาเสียอีก

นอกจากทรัพยากร เรายังเป็นแหล่งเพาะปลูกเลี้ยงชีวิตผู้คนเกือบทั่วโลก ซึ่งรวมทั้งอเมริกาด้วย

ไม่รวมที่รัฐบาลแต่ละยุค ตั้งแต่สมัยจอมพลฯ เรืองอำนาจ ยุคสงครามเวียดนาม ฯลฯ จนถึงยุคประชาธิปไตยแบบสั่งการ อเมริกามีแต่ได้ ไม่มีเสีย

เราจึงเห็นว่า อเมริกาต้องดีกับไทยให้มากๆ เพื่อสานความเป็น “มหามิตร” ที่ยั่งยืน

มาดูคนไทยมองคนอเมริกัน ค่านิยมคนไทยโดยรวม เราจะให้เกียรติฝรั่งและรู้สึกเป็นมิตร เมื่อฝรั่งมาบ้านเรา ยิ่งถ้าฝรั่งยิ้มให้ ยกมือไหว้ หรือกล่าวคำง่ายๆ เช่นสวัสดี ขอบคุณ เราก็จะยิ่งรู้สึกดีขึ้นไปอีกหลายเท่า

อาจเป็นเพราะเราเชื่อว่าฝรั่งมาจากประเทศมหาอำนาจที่มั่งคั่ง มีความเจริญก้าวหน้าทางด้านต่างๆ ไม่ว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ภาพที่เราเห็นจากภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ ทำให้เรารู้สึกว่าบ้านเขาสะอาดเรียบร้อยน่าอยู่ (หรือเปล่าก็ไม่ทราบ) ทำให้ความรู้สึกไปในด้านดี

ผมพูดกว้างๆ นะครับ ไม่ได้เหมาว่าทุกคนจะต้องคิดเช่นนั้น แต่ที่ยกเรื่องนี้ขึ้นมาก่อน เพื่อจะใช้เป็นประเด็นที่จะโยงไปเรื่องอื่นที่กำลังจะกล่าวถึง

ยุคคอมมิวนิสต์ขยายอิทธิพล ในลักษณะ “ไพ่ต่อแต้ม” ภาพของคอมมิวนิสต์ ถูกสร้างให้เป็นปีศาจ พวกนี้จะเผาวัด ไม่ไหว้พระ ไม่เคารพพ่อแม่ ฯลฯ และกำลังจะมายึดประเทศไทย ถ้ายึดสำเร็จ ทุกคนจะถูกยึดบ้าน ยึดที่ดิน แล้วทุกคนต้องไปทำนา โดยมีคอมมิวนิสต์คอยเฆี่ยนตี

ฝรั่งทำตัวเป็นม้าอารี จะมาช่วยเราให้ไม่ต้องกลัวคอมมิวนิสต์

ความเชื่อที่ถูกปลูกฝังเช่นนั้น จะจริงหรือไม่ เราไม่รู้ แต่ก็เชื่อไปแล้วเต็มหัวใจ และดูเหมือนจะไม่คิดที่จะตรวจสอบ จึงทำให้ฝรั่งดูดีไปหมด

นิสัยคนไทยก็อย่างนี้เหละครับ ถ้ารักใครก็รักจริง (ถ้าเกลียดใครก็เกลียดจริง)

คนไทยคบง่าย ไม่เรื่องมาก หนักนิดเบาหน่อยก็จะบอกว่า “ไม่เป็นไร” หรือไม่ก็ “ช่างมันเถอะ”

เพียงแต่คนไทยไม่ชอบการดูถูก ไม่ชอบให้ใครข่มเหง และถ้าทำให้โมโหขึ้นมา ก็จะมีคำที่เปรียบเปรยว่า  “เห็นช้างเท่าหมู” และพร้อมที่จะ “เสียเพื่อน” หากพบว่าเพื่อน “หักหลัง” หรือไม่จริงใจ

เราชอบคนที่พูดดีๆ ต่อให้รู้ว่า เขาหลอก ก็เต็มใจให้หลอก

ย้อนมาดูบ้านเราช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไทยต้องเผชิญปัญหาภายในมากมาย จนกระทั่งมาถึงทางตัน ที่เดินต่อไม่ได้ ถอยก็ไม่ได้ ความขัดแย้งภายในชาติกำลังเดินเข้าสู่ภาวะที่จะไปสู่ “สงครามกลางเมือง” มีการซ่องสุมอาวุธสงคราม จัดตั้งกองกำลังอย่างเอิกเกริก อาจหาญถึงขนาดประกาศแยกประเทศ

ซึ่งเป็นที่มาของการยึดอำนาจของฝ่ายทหาร ต้องเข้ามาห้ามทัพ ก่อนที่จะบานปลายจนประเทศย่อยยับ พยายามจัดระเบียบสังคมขึ้นมาใหม่ ซึ่งเท่าที่ติดตามดูมาประมาณ 1 เดือน ได้เห็นความตั้งใจอย่างสูง ความสงบภายในก็เกิดขึ้นในระดับหนึ่ง อย่างน้อยไม่มีการยิง ปาระเบิด ฯลฯ ถล่มกันกลางกรุงเหมือนที่แล้วๆ มา

คนไทย (แม้ไม่ใช่ทั้งหมด) ที่หมดศรัทธาต่อนักการเมือง ก็เห็นความจำเป็นที่จะต้องทำให้บ้านเมืองสงบ พร้อมกับให้เวลาในการปฎิรูปประเทศ ป้องกันการฉ้อฉล (เท่าที่จะทำได้) เพื่อนำพาประเทศ กลับมาสู่ระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์กว่าที่เป็นอยู่

แต่ปรากฎว่า ท่าทีของ “มหามิตร” ทำให้ประชาชนไทยผิดหวังมากๆ ไม่ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ เอกอัครราชฑูตสหรัฐประจำประเทศไทย ที่รุมโจมตีไทยอย่างรุนแรง และพร้อมสู่มาตรการคว่ำบาต ตัดทั้งความช่วยเหลือทางทหาร และด้านการศึกษา ปรับลดระดับประเทศไทย ประเด็น “การค้ามนุษย์” มาอยู่ระดับ 3 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุด

ประชาคมยุโรปขานรับ ประณามไทย เตรียมมาตรการกดดัน

โดยไม่มีใครถามซักคำว่า “เกิดอะไรขึ้นที่บ้านเพื่อน”

การใช้อำนาจข่มขู่ ไปกระทบจิตใจที่เปราะบางของประชาชนอย่างรุนแรง

แน่นอน ท่าทีของผู้นำฝ่ายไทย ย่อมเลือกที่จะประนีประนอมเพื่อเห็นแก่ผลระยะยาว

ท่าทีฝ่ายนักวิชาการ ก็ออกมาเตือนคนไทยให้อดกลั้น โดยอย่าคิดว่าโลกเป็นศัตรู ซึ่งแน่นอนเป็นข้อเสนอที่ถูกต้อง

แต่ในฝ่ายประชาชน พวกเขาผิดหวังในความเป็นเพื่อนอย่างมาก แล้วถามว่าอเมริกา-ยุโรป เดินเกมเช่นนี้ แล้วพวกท่านจะได้อะไร คำตอบคือเป็นเกมที่ผิดพลาด (ไม่รู้เขารู้เรา รบร้อย แพ้ร้อย) ได้แต่ความห่างเหิน และความหวาดระแวง ถ้าในสังคมคนจริง คนใหญ่ได้เพราะมีเพื่อน คนทิ้งเพื่อนใหญ่ไม่ได้

ที่สำคัญ ทำให้คนไทยเสียศรัทธา และหันมามองคนใกล้ คนที่มีภาษาวัฒนธรรมคล้ายคลึงกัน ซึ่งบทเรียนเดียวกันนี้เองทำให้คนในภูมิภาค เริ่มกลับมา “หันหน้าเขาหากัน” แม้แต่จีนก็ได้แสดงท่าทีชัดเจน 

“นิด้าโพล” ตอบโจทย์เรื่องนี้ได้พอสมควร จากผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน (ระดับปริญญา) ทั่วประเทศ โดยเมื่อถามถึงความกังวลใจของประชาชนต่อท่าทีของสหรัฐฯ ในการตอบโต้การทำรัฐประหารด้วยการระงับความช่วยเหลือด้านความมั่นคงและทางทหาร พบว่า ผู้ตอบส่วนใหญ่ 55.96% ระบุว่าไม่กังวลใจเลย

ส่วนความกังวลใจกรณีสหรัฐ ปรับลดอันดับไทยสู่ระดับต่ำสุดในรายงานการค้ามนุษย์ พบว่า ส่วนใหญ่  38.93% ไม่กังวลใจเลย

ยิ่งความกังวลใจของประชาชนต่อท่าทีของสหภาพยุโรป (อียู) ส่วนใหญ่ 51.24% ระบุว่าไม่กังวลใจเลย

เปอร์เซนต์ที่มากขนาดนี้ แสดงถึงความรู้สึกที่ห่างเหินอย่างเห็นได้ชัด

ยิ่งเมื่อถามถึงความคิดเห็นต่อกลุ่มประเทศที่น่าไว้วางใจ และเป็นมิตรกับไทยมากที่สุด  พบว่า 41.09% เป็นกลุ่มประเทศในอาเซียน ซึ่งจีนสูงสุดคือ 32.69% รองลงมาเป็นญี่ปุ่น 11.91%

สหรัฐถูกลดอันดับความน่าไว้ใจ เหลือเพียง 3.12% ส่วนอียู ได้ใจแค่ 1.2% เท่านั้น

นี่คือผลสะท้อนของการทิ้งเพื่อนในยามยาก และอย่าคิดว่าท่านจะลดระดับผู้อื่นได้ฝ่ายเดียว ผู้อื่นก็สามารถลดระดับท่านได้เช่นกัน

บทความนี้ย่อมไม่มีความสำคัญ ที่จะส่งเสียงไปให้ใครได้ยิน เพียงแต่ถ้าเราเป็นท่าน จะดีกับมหามิตรให้มากกว่านี้ เพื่อวันข้างหน้าถ้าเห็นว่าไทยยังพอมีประโยชน์อยู่บ้าง