Get Adobe Flash player

ข่าวร้ายของรถไฟ โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

ก่อนจะกล่าวถึง ร.ฟ.ท. รถไฟไทย ต้องขอบอกเล่ากันก่อนว่า ในความรู้สึกส่วนตัว มีความรัก ผูกพันกับรถไฟมาตั้งแต่เด็ก เป็นลูกค้าของการรถไฟมาจนปัจจุบัน อยากเห็นรถไฟพัฒนาไปตามความเจริญของประเทศ

เมื่อก่อน หัวรถจักรไอน้ำมีความงามสง่า สีออกไปทางเขียว ดำ และส่วนที่เป็นทองเหลืองจะเงาวับ ทะยานไปข้างหน้าด้วยเสียงกึกก้อง ปล่อยควันพวยพุ่งจากปล่องสู่ท้องฟ้า ลากเลื่อนตู้โดยสารสีน้ำตาล ภายในเป็นเก้าอี้ไม้เคลือบแลคเคอร์สะอาดตา

อาคารสถานีรถไฟ มีคุณค่าทางสถาปัตยกรรม สถานีสะอาด รั้วเป็นต้นไม้ที่ตัดแต่งเป็นระเบียบ

ยุคกำเนิด จากสมัยรัชกาลที่ 5 รถไฟถูกพัฒนาไปสู่ความรุ่งโรจน์

แล้วค่อยๆ ตกต่ำจนระบบการขนส่งอื่นแซงหน้า ในขณะที่ผู้บริหารรถไฟ ใจไม่สู้ ไม่พัฒนาตัวเอง รถไฟ กลายเป็นระบบขนส่งมวลชนของคนจน  

ทุกวันนี้ รถไฟมีสภาพซอมซ่อ สถานีทรุดโทรม ตู้โดยสาร ห้องน้ำสกปรก ตู้เสบียงมอมแมม กลางรางรถไฟตลอดแนว มีแต่คราบสิ่งสกปรก ที่ทิ้งลงจากตัวรถ

การบริหารเหมือนคนเกียจคร้าน หัวรถจักรมีสภาพเก่าคร่ำครึ แต่ที่ทนอยู่เพราะต้องเลี้ยงดูพนักงานที่มีอยู่มากมาย ให้บริการแบบเช้าชามเย็นชาม ถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง ขาดทุนแล้วขาดทุนเล่า โรยรา รอการปลดระวางเหมือน ร.ส.พ.ที่รัฐบาลรักษาไว้ไม่ได้

แล้ววันนี้ เกิดเรื่องที่เลวร้ายเสื่อมเสียที่สุดของการรถไฟขึ้นอีก เมื่อพนักงานปูเตียงหื่น ข่มขืนผู้โดยสารซึ่งเป็นเด็กหญิงวัย 13 ขวบ แล้วฆ่าอำพราง ด้วยการโยนร่างของเหยื่อออกจากตัวรถ ซึ่งเป็นข่าวเกรียวกราวสะเทือนขวัญอยู่ในขณะนี้

ฆาตกรเป็นพนักงานที่ผ่านการบรรจุเป็นลูกจ้างประจำของการรถไฟ และที่แย่ไปกว่านั้นยังพบว่า เขามีประวัติอาชญากรรม และยาเสพย์ติด เป็นเด็กฝากที่ปลอมแปลงเอกสารเข้ามา

เด็กหญิง เดินทางกลับจากไปเยี่ยมยายที่สุราษฎร์ พร้อมกับพี่สาว น้องคนเล็ก และเพื่อนพี่ โดยใช้บริการรถนอนชั้นสอง พัดลม คุยกันจนดึก ก่อนเข้านอน

แต่เมื่อพี่สาวตื่นขึ้นมากลางดึก พบว่าน้องสาวหายไปแล้ว

ครอบครัวพากันไปแจ้งความ พี่ชายร่วมกับอาสาสมัครช่วยกันค้นหา

จนกระทั่งพบว่าแก้วตาดวงใจกลายเป็นศพ นอนเดียวดายอยู่ข้างทาง แม่ พี่ๆ น้องๆ หัวใจสลาย ร้องไห้เป็นลมล้มพับ เหมือนจะตายตามหนูน้อยคนนี้ไปด้วย

ประชาชนที่อ่านข่าวดูข่าว พากันเศร้าหมอง โกรธแค้น

แค้นที่ประเทศชาติที่สวยงาม แต่ปล่อยให้ผู้คนที่มีจิตใจดิบ เถื่อนเยี่ยงสัตว์ป่า ที่สามารถข่มขืน แล้วฆ่าด้วยการโยนร่างเด็กน้อย ด้วยแรงเหวี่ยงของความเร็ว ให้ตกลงไปกระแทกพื้น ตายอย่างอนาถ

ข่าวว่าเด็กไม่ได้ตายในทันที ได้พยายามตะเกียกตะกาย แต่ก็ทนพิษบาดแผลไม่ไหว

มีเสียงนับหมื่นนับแสนเรียกร้องให้ประหารชีวิต ฆาตกรโหดรายนี้

รวมทั้งแก้กฎหมายเกี่ยวกับการฆ่า ข่มขืน ให้รับโทษประหารชีวิตเท่านั้น

ไม่ใช่โทษประหาร เมื่อสารภาพก็ลดโทษ อยู่ในคุกก็ได้ลดหย่อน ไม่นานก็ออกมาประกอบอาชญากรรมได้อีก

ก็เห็นมีเสียงค้านจากนักสิทธิมนุษยชน ว่าการประหารไม่ใช่การแก้ปัญหา

พวกนี้ดีแต่พูดและอวดเก่ง ช่างหักดิบ สวนทางความรู้สึกของผู้คนเสียเหลือเกิน

ว่ากันว่า ถ้ามีข่าวชาวบ้านไปเก็บหน่อไม้ในป่ามาแกง คนพวกนี้จะเต้นเป็นเจ้าเข้า ว่าคนทำลายป่า ยอมไม่ได้ แต่พอมีคนบริสุทธิ์ถูกย่ำยีจนตาย พวกมันกลับปกป้องฆาตกร.....

มีจดหมายเปิดผนึกฉบับหนึ่ง เขียนจากกรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ เธอถูกพนักงานการรถไฟข่มขืนบนรถไฟเมื่อ 13 ปีก่อน เนื้อหาระบุว่า

เรียนท่านสื่อมวลชน ผ่านไปยังหัวหน้า คสช. และการรถไฟแห่งประเทศไทย เรื่องความรับผิดชอบต่อผู้โดยสารในคดีข่มขืนบนรถไฟ

 “วันนี้ดิฉันได้รับข่าวสารจากทางเมืองไทย แค่ได้อ่านหัวข้อข่าวว่า มีเหตุข่มขืนแล้วฆ่าบนรถไฟสายใต้ก็รู้สึกเจ็บและปวดที่หัวใจอย่างรุนแรง มันเกิดขึ้นอีกแล้วหรือ ทำไมฉันไม่เป็นคนสุดท้าย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับตัวดิฉันเอง เมื่อ 13 ปีที่แล้ว หากยังจำกันได้ เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2544 เกิดคดีข่มขืนหญิงสาวปริญญาโทบนตู้นอน บนขบวนรถไฟสายใต้ คดีนี้เป็นข่าวครึกโครม การรถไฟฯได้ไล่ผู้กระทำผิดออกจากงาน และศาลอาญาได้ตัดสินจำคุกจำเลยเป็นเวลา 9 ปี

ส่วนในคดีแพ่ง ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ ได้ตัดสินให้การรถไฟฯ และจำเลยร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย นับจากวันนั้นถึงวันนี้ 13 ปีผ่านไปแล้วแต่คดีก็ยังไม่ถึงที่สุด ดิฉันก็ยังไม่ได้รับการเยียวยาชดใช้ค่าเสียหาย

เพราะการรถไฟฯ ได้ยื่นฎีกาขอทุเลาคดี และทำให้การเยียวยาของดิฉันได้รับความล่าช้าออกไปเรื่อยๆ

หลังเหตุการณ์ครั้งนั้น เปลี่ยนชีวิตและสุขภาพดิฉันไปตลอดกาล ดิฉันต้องถูกบีบบังคับให้ออกจากงานที่กำลังไปได้ดี เพราะในสายตาของผู้บริหารดิฉันได้นำความเสื่อมเสียมาสู่องค์กร

เพราะในการเดินทางครั้งนั้นไปทำงานในนามของบริษัท ต้องเข้าโรงพยาบาลทางจิตติดต่อกันมาหลายปี มีอาการประสาทหลอน ควบคุมสติไม่ได้ ต้องเข้าบำบัดรักษาอย่างต่อเนื่อง

มีอาการฝันร้าย ผวาและหวาดกลัวคนรอบข้าง ไม่ไว้วางใจผู้คน ต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีอาการสั่นของมือ และเมื่อมีเหตุการณ์อะไรที่กระทบกระเทือนจิตใจ แม้แต่เพียงเล็กน้อยจะมีภาวะตระหนก ควบคุมตนเองไม่ได้ และหลายต่อหลายครั้งถึงกับหน้ามืดเป็นลมหมดสติ ซึ่งอาการเหล่านี้แม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนานถึง 13 ปี ก็ยังประสบความยากลำบากที่จะมีชีวิตเยี่ยงคนปกติ

ด้วยความอ่อนแอทางสุขภาพจิต และการต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่องหลายปี ทำให้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การต้องประสบกับความอับอายในสังคม ทำให้ดิฉันต้องมาตั้งต้นชีวิตใหม่ในต่างประเทศอย่างยากลำบาก และรอคอยกระบวนการยุติธรรมที่ถูกทำให้ล่าช้า อย่างไม่เห็นแก่มนุษยธรรมของท่าน”

หลังจากอ่านหัวข้อข่าวรู้สึกแย่มาก น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว รู้สึกว่าหัวใจถูกบีบอย่างแรง มันเหมือนเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 13 ปีที่แล้ว เพิ่งเกิดขึ้น และมันได้เกิดขึ้นอีกครั้งไม่สามารถที่จะถ่ายทอดความรู้สึกนี้เป็นตัวอักษรได้ เพราะมันเจ็บปวดเกินกว่าที่จะพูดออกมาได้ ตนทราบข่าวเวลา 3 ทุ่มของประเทศกรีซ หลังจากนั้นหมดสติมาเริ่มรู้สึกตัวประมาณเที่ยงคืน แต่ก็พยายามฝืนที่จะพิมพ์จดหมายฉบับนี้

เพราะต้องการสื่อสารถึงคนในสังคมไทยว่า ถึงเวลาหรือยังที่เราจะทำอะไรสักอย่างเพื่อให้สังคมนี้มีความปลอดภัยมากขึ้น ไม่ต้องคอยระแวงว่าใครคือรายต่อไป จากคดีของดิฉันได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการทางการแพทย์ ทางกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม แต่นั่นก็ยังไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง เพราะคดีข่มขืนก็ยังเกิดขึ้นอีกแทบทุกวัน ตนคาดหวังให้มีบทลงโทษที่รุนแรง ในคดีข่มขืน และมีการป้องกัน บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นจริงจัง เพราะมันอาจจะเป็นหนทางที่ทำให้เหตุนี้เกิดขึ้นน้อยลงจนไม่เกิดขึ้นเลย ขอฝากไปถึงท่านผู้เกี่ยวข้องทุกท่านที่จะสามารถทำให้เกิดบทลงโทษที่รุนแรงมากกว่านี้ หรือว่าต้องรอให้เกิดขึ้นกับคนในครอบครัวของท่านก่อน

จดหมายจาก “หญิงสาวปริญญาโทบนตู้นอน” ทำให้เราทราบอีกอย่างว่า การรถไฟ ไม่มีความจริงใจที่จะจ่ายค่าทำขวัญให้เหยื่อ

ประวิงเวลาที่จะชดเชยค่าเสียหายให้นานที่สุด จนฝ่ายผู้เสียหายเลิกราไปเอง

อีกรายครับ สตรีรายหนึ่งเดินทางด้วยตู้โดยสารชั้น 1 พร้อมสามี และลูก เธอถูกเหล็ก ที่เกี่ยวของเตียงบนหล่นใส่ใบหน้าถึงกระดูกหักเป็นแผลฉกรรจ์ ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล

ครอบครัวเรียกร้องค่าเสียหายจากการรถไฟ แต่ได้รับการปฎิเสธ อ้างว่าเพราะเธอใช้อุปกรณ์ด้วยความไม่รอบคอบ

ฟังดูแล้ว ช่างเป็นการบริหารที่ “ไม่ใช่มืออาชีพ” เสียเหลือเกิน ผลักภาระ ไม่รับผิดชอบ น่าเศร้าวิสัยทัศน์ของผู้บริหารการรถไฟ ไม่รู้จะเอาอะไรมาเปรียบได้ น่าด่ามากๆ

เรา คนรักรถไฟ ระบบคมนาคมที่สืบมาตั้งแต่สมัย ร.5 อยากเห็นรถไฟเติบโตก้าวหน้า สง่างามเป็นความภาคภูมิใจ เป็นมิตรที่น่ารักของประชาชน ไม่อยากให้มัวหมอง

โปรดล้างทั้งระบบได้ไหม หาคนดีมีฝีมือมาบริหาร

และที่สำคัญขอให้ คนรถไฟ โปรดอย่าทำร้าย ร.ฟ.ท.กันอีกเลย.