Get Adobe Flash player

งานถล่ม หมอณรงค์ โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

มีคนบอกว่า นักกิจกรรมบ้านเราจำนวนมาก ที่นิยมออกมาคัดค้านในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ชัดเจน ค้านโดยไม่รู้ว่าข้อเท็จจริงคืออะไร เอาตนเองเป็นศูนย์กลาง ไม่เคารพ ไม่ฟังเหตุผลของผู้อื่น 

เอ่ยชื่อ น.พ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในยุคปลายของรัฐบาลที่ผ่านมา

หลายคนรู้จักดีในความเป็นปลัดกระทรวง ที่ไม่ก้มหัวให้กับความอยุติธรรม

เป็นข้าราชการที่ไม่ยอมอยู่ใต้การครอบงำของนักการเมือง และความอยุติธรรม นำพาประชาคมสาธารณสุข ออกมาต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับมวลมหาประชาชน

น.พ.ณรงค์ ประกาศ ไม่ร่วมมือกับนักการเมืองโกง (ไม่ว่าเป็นฝายใด)

เคยออกแถลงการณ์ ร่วมกับประชาคมสาธารณสุข ยืนยันต้องปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง

ออกมาประกาศกร้าว ว่ารัฐบาลหมดความชอบธรรม โดยยืนยันไม่ร่วมทำงานด้วย รัฐบาลต้องลาออกทันที

ทั้งยังประกาศพร้อมดูแลประชาชนตามจริยธรรม โดยจะแสดงออกทุกวิถีทางเพื่อยืนยันแนวทางดังกล่าว ชวนทุกกระทรวงออกมาร่วมกัน

แน่นอนว่า หมอณรงค์ เป็นที่ชื่นชมของประชาชน

ในขณะเดียวกัน ก็ถูกหมายหัวจากฝ่ายอำนาจ และฝ่ายที่เลือกซุกตัวอยู่ภายใต้อำนาจ

ถึงขนาด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในขณะนั้นเต้น ที่ถูกปลัดกระทรวงไม่ไว้หน้า

ลั่นจะตั้งกรรมการสอบ เอาผิดทางวินัย

ทั้งยัง ออกมาตำหนิว่าการกระทำเช่นนี้ของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ถือว่าไม่สมควร สำทับว่า ข้าราชการทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบ การบอกว่าไม่ทำงานตามรัฐบาลก็ถือว่าผิดวินัย ต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบว่า ความผิดจะร้ายแรงแค่ไหน

อย่างไรก็ตาม การต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับประชาชน ทำให้ “หมอณรงค์” มีศัตรูทางการเมือง จากฝ่ายอำนาจเก่า รอบทิศ

จ้องล้มทุกโอกาส เท่าที่สถานการณ์จะเอื้ออำนวย

ล่าสุด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการออกข่าว และขานรับอย่างเป็นระบบว่า

นพ.ณรงค์ ทำเรื่องเสนอคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ประชาชนต้องร่วมจ่ายในระบบหลักประกันสุขภาพ 30-50%

โดยอ้างว่า น.พ.ณรงค์ ได้นำเสนอประเด็นนี้กับ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองหัวหน้า คสช. ด้านสังคมจิตวิทยา ในการเข้าตรวจเยี่ยมกระทรวงสาธารณสุข

การโจมตี น.พ.ณรงค์ พุ่งไปที่ การให้ประชาชนต้องร่วมจ่าย หรือ โค-เพย์ ในอัตรา 30-50% อ้างว่า  ถ้าไม่ทำอย่างนี้จะทำให้ระบบล้มละลาย

มีการออกมาขยายผลจากสื่อฝ่ายอำนาจเก่า ยุยงประชาชนจากภาคชนบท ให้ตกใจว่า อัตรา 30-50 เปอร์เซ็นต์ นั้นสูงมาก

ว่าถ้าค่ารักษา 1 แสน คนจนจะต้องจ่าย 3 หมื่น ถึง 5 หมื่น เพื่อหวังให้ประชาชนออกมาโวยแทน

นพ.ณรงค์ ออกมาปฎิเสธว่า คำตอบยังคงเหมือนเดิม เนื่องจากเรื่องนี้ไม่ใช่ความจริง เพราะตนไม่ได้พูดในที่ประชุม และไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรถึงออกมาในลักษณะนี้ 

และย้ำว่า กระทรวงสาธารณสุข ไม่เคยมีแนวคิดร่วมจ่าย 

เป็นเพียงข้อเสนอที่มีผู้แสดงความคิดเห็นในที่ประชุม และที่ประชุมไม่ได้มีการพูดคุยและมีข้อสรุปในประเด็นดังกล่าว

ยืนยันไม่ใช่มติที่กระทรวงสาธารณสุข เสนอ คสช.แต่อย่างใด มีเพียงการพูดถึงการปฏิรูปเพื่อให้ประชาชนได้รับบริการพื้นฐานที่มีคุณภาพ ปัญหาสุขภาพในแต่ละพื้นที่ ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

น.พ.ณรงค์ ยังบอกว่าผู้ให้บริการมีความสุขในการทำงาน ไม่ใช่แนวคิดเพิ่มทุกข์ให้ประชาชนด้วยการให้ร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล

แต่ดูเหมือนว่า คำยืนยันของ น.พ.ณรงค์

ไม่เป็นไปตามที่ผู้กล่าวหาต้องการ

พวกเขาพยายามโยนผิดนี้ให้ น.พ.ณรงค์ และยังคงเถียงไม่ตรงโจทย์

ยังคงอ้างว่าเรื่องนี้มีการพูดในที่ประชุม ยืนยันได้จากบันทึกการประชุม

โดยกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ท่านหนึ่ง กล่าวว่า อยากให้ ปลัด สธ. ดูเอกสารการประชุมและออกมายืนยันให้ชัดเจนกว่านี้ ว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความเห็นส่วนบุคคลหรือเป็นมติของ สธ.   

ซึ่งปลัดฯ ต้องสร้างความกระจ่างให้กับประชาชน และแสดงจุดยืนให้ชัดเจน

โดยการออกมาพูดครั้งนี้ เพราะมีความกังวลว่าถ้ามีการเสนอคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในเรื่องนี้ แล้วมีการประกาศของ คสช. ออกมา ซึ่งจะมีผลบังคับใช้กับประชาชนทันที และต้องมีปัญหาตามมามากมาย

ก็เลยต้องออกมาพูด เพื่อให้เกิดการอธิบาย เพราะอยากเห็นการทำงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ไม่ได้มีเจตนาที่จะสร้างความปั่นป่วน ส่วนการที่ประชาคมสาธารณสุข จะออกมาเคลื่อนไหวเพื่อสนับสนุนใคร ก็ขอให้คิดดีๆ ว่าใช่หรือไม่ ขอให้ดูที่ประเด็นและเนื้อหาว่าอะไรคืออะไร

ซึ่ง นพ.ณรงค์ ยังคงย้ำว่า คำตอบยังคงเหมือนเดิม เนื่องจากเรื่องนี้ไม่ใช่ความจริง เพราะตนไม่ได้พูดในที่ประชุม และไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรถึงออกมาในลักษณะนี้ 

ทั้งนี้นายแพทย์ณรงค์ตั้งข้อสังเกตว่า มีผู้ที่จะพยายามเล่นการเมืองในกระทรวง ทั้งๆ ที่ไม่มีนักการเมือง ซึ่งอาจจะต้องมีการทำความเข้าใจกัน

พร้อมกันนี้อยากจะสื่อสารถึงผู้ปฏิบัติงานทุกคนว่าอย่าไปสนใจ ให้เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเต็มที่ โดยให้มีการกระจายบริการสุขภาพที่ดีขึ้น ให้ประชาชนได้สิทธิประโยชน์เท่าเทียม

แต่ดูเหมือนว่า กลุ่มต้าน น.พ.ณรงค์ ยังไม่เลิก

ยังออกมาเปิดประเด็นว่า การปฏิรูประบบสุขภาพ ต้องกำหนดในรัฐธรรมนูญให้มีกองทุนเดียวเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในระบบสุขภาพมาตรฐานเดียว ไม่ต้องร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล เพราะประชาชนจ่ายผ่านภาษีแล้ว

แต่เมื่อข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขบางส่วนเห็นว่า การร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล เป็นเรื่องที่ต้องทำ ก็ให้ทดลองทำกับระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการก่อน

เล่นไม่เลิก ทั้งที่จุดไม่ติด.