Get Adobe Flash player

สื่อ กับรัฐประหาร โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

ช่วงที่มีการยึดอำนาจ มีข้อจำกัดอย่างมากในการเสนอข่าว ข่าวโทรทัศน์ อ่านไปน่าใจหาย จนมีคนเขานินทาว่า ดูไปก็ไม่ฉลาดขึ้น ไม่ดูก็ไม่ทำให้โง่ลง มีแต่ข่าวฆาตกรรม ข่าวอุบัติเหตุ นำภาพเสียงของญาติคร่ำครวญอย่างน่าเวทนา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเกินพอ นักกีฬามีปัญหากับโคช เด็กเป็นดักแด้ ต้นกล้วยออกเครือกลางต้น ไก่เดินตัวตรงเหมือนคน หมูออกบิณฑบาตกับพระ เกมโชว์ที่สนุกครบทุกรส ยกเว้นสาระ

สลับกับเพลงบังคับ “เราจะทำอย่างซื่อตรง ขอให้เธอจงไว้ใจ....” แรกๆ ก็เพราะดี แต่นานเข้า เหมือนกินข้าวขาหมูติดต่อกัน 2 เดือน ทุกมื้อ

ความจริง ข่าวแบบนี้ในประเทศไทย ก็เคยมีมาก่อน

นิตยสารสารคดี ฉบับเดือนเมษายน 2554 กล่าวถึงเหตุการณ์

ปลายเดือนมิถุนายน 2494 หลังความพยายามก่อรัฐประหารของกลุ่มทหารเรือ ที่ต่อมาเรียกกันว่า "กบฏแมนฮัตตัน" ล้มเหลว

รัฐบาลของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ประกาศกฎอัยการศึก พร้อมกับมีนโยบายให้ตรวจข่าว (เซ็นเซอร์) หนังสือพิมพ์ทุกฉบับก่อนจะส่งโรงพิมพ์อย่างเข้มงวด

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์สยามรัฐไม่พอใจอย่างยิ่ง

ประกาศหยุดคอลัมน์ประจำที่เคยเขียนทั้งหมด รวมทั้งนิยาย "สี่แผ่นดิน"

พร้อมกันนั้น สยามรัฐประท้วงการตรวจข่าว ด้วยการหันไปลงข่าวที่ "ปราศจาก" การเมือง

ผู้ที่เสียเงิน 50 สตางค์ซื้อ "สยามรัฐรายวัน" จะได้อ่านข่าวที่หาไม่ได้จากหนังสือพิมพ์ฉบับอื่นใด เช่น

ต้นหมากที่หลังโรงพิมพ์มีกี่ต้น หน้าต่างตึกกระทรวงกลาโหมมีกี่บาน ทราบจำนวนเมฆคิวมูโลนิมบัส ที่ลอยผ่านพระนครไปเมื่อวานนี้

หรือรู้กระทั่งว่าตุ๊กแกของไทย ร้องไม่เหมือนกับตุ๊กแกฝรั่งและตุ๊กแกไหหลำอย่างไรบ้าง

โดยข่าวพาดหัวหน้า 1 ที่เป็นที่จดจำกันมากที่สุดคือฉบับวันที่ 10 กรกฎาคม 2494

รายงานข่าวด่วนจากคึกฤทธิ์

พระอาทิตย์ที่หัวหินขึ้นผิดทางกับศรีราชา

สงสัยพระอาทิตย์มี 2 ดวง

เนื้อข่าวกล่าวว่า ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ซึ่งอยู่ระหว่างเดินทางไปสังเกตการณ์ทางธรรมชาติวิทยาที่หัวหิน ค้นพบว่าอาจมีพระอาทิตย์มากกว่า 1 ดวง

เพราะที่ศรีราชา จังหวัดชลบุรี พระอาทิตย์ขึ้นจากภูเขาและตกในทะเล

ต่างจากที่ชายหาดหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่พระอาทิตย์กลับขึ้นจากทะเลแล้วตกไปทางภูเขาแทน

แต่ยืนยันว่า ทั้งสองดวงนี้เป็นดวงโต-กลม-ร้อนเหมือนกัน

กว่าที่หนังสือพิมพ์สยามรัฐจะกลับคืนสู่ภาวะปกติ ก็คือเมื่อรัฐบาลยุติการตรวจข่าวในเดือนถัดมา

และยกเลิกกฎอัยการศึกในเดือนกันยายน

พูดถึง “สื่อมวลชน” มักจะถูกรังเกียจ ถูกคุกคาม จากฝ่ายอำนาจเสมอ แม้พวกเขาจะยืนยันว่า “ฝ่ายตน” เป็นคนดีเพียงใด

แต่ในสายตาของฝ่ายอำนาจ สื่อ คือกลุ่มที่ต้องจัดการให้ “หุบปาก” ให้ได้ 

การปฎิวัติรัฐประหารครั้งแรกของประเทศไทย เกิดขึ้นเมื่อเช้าตรู่วันที่ 24 มิถุนายน 2475 โดยคณะราษฎร เพื่อยึดอำนาจจากพระมหากษัตริย์ ล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบที่เรียกว่า “ประชาธิปไตย”

คำประกาศคณะราษฎร ที่อ้างว่า “ให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ” แต่ก็ประกาศเซ็นเซอร์หนังสือพิมพ์ ต้องนำต้นฉบับมาให้ ตรวจอนุญาตก่อนที่จะจัดพิมพ์   ผู้ใดขัดขืนจะปิดและยึดโรงพิมพ์ทันที

นี่คือประชาธิปไตยบางภาคส่วนของคณะราษฏร

นคร พจนวรพงษ์ และ อุกฤษ พจนวรพงษ์ ให้ทัศนะไว้ในหนังสือข้อมูลประวัติศาสตร์การเมืองไทยว่า การปฏิวัติยึดอำนาจครั้งต่อๆ ไปก็มักถือเป็นแบบอย่างปฏิบัติตาม  แม้ข้ออ้างทุกครั้งในการรัฐประหารจะต้องมีคำว่า“เสรีภาพ” 

แต่ทุกครั้งเช่นกัน  เสรีภาพของหนังสือพิมพ์ซึ่งถือว่าสะท้อนเสรีภาพของประชาชนก็จะถูกจำกัดพร้อมกันไปด้วย

สื่อฯ เหยื่อการเมือง

ประยุทธ สิทธิพันธ์ เขียนถึงนักหนังสือพิมพ์ที่ต่อสู้อยู่ในสมัยรัฐบาลเผด็จการหลายคน กุหลาบ สายประดิษฐ์ (ศรีบูรพา) กับมิตรสหายหลายคนถูกจับในข้อหาที่เรียกว่า กบฏสันติภาพ ออกจากคุก สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ต้องลี้ภัยไปอยู่ในประเทศจีนตลอดชีวิด

อิศรา อมันตกุล  ถูกจับสมัยจอมพลสฤษดิ์ ติดคุก 5 ปี 8 เดือน

อุทธรณ์  พลกุล  ถูกจับ 2 ครั้งๆ แรก ติดคุก 4 ปี 6 เดือน ครั้งที่ 2 อีก 7 ปี 2 เดือน

อารีย์ ลีวีระ ถูกลอบยิงเสียชีวิต ขณะพาภรรยาที่เพิ่งแต่งงานไปฮันนีมูนที่หัวหิน เมื่อปี 2498 คดีไม่คืบหน้า คนในวงการหนังสือพิมพ์รู้ทั่วกันว่า เป็นคำบัญชาจากจอมเผด็จการของยุคนั้น

เวทย์ บูรณกิจ ถูกจำคุก รุ่นเดียวกับอิศรา อมันตกุล

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช บรรยายเรื่องการหนังสือพิมพ์ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2497 ว่านอกเหนือไปจากอำนาจกฎหมาย ที่อาจมีผลให้หนังสือพิมพ์หมดเสรีภาพ ไม่สามารถรักษาเสรีภาพและความเป็นตัวของตัวเองแล้ว ยังมีอิทธิพลที่ครอบงำหนังสือพิมพ์ได้อีกหลายทาง

ทางที่ 1 นักการเมืองปรารถนาที่จะให้หนังสือพิมพ์ชมมากกว่าตำหนิ  จึงพยายามที่ระงับคำตำหนิ และให้คงเหลือแต่คำสรรเสริญ   วิธีที่จะบรรลุผล..ก็อาจทำได้โดยใช้อำนาจเงินปิดปาก ซื้อคนหนังสือพิมพ์บางคนหรือเป็นฉบับๆ ไป บ้างก็ออกหนังสือพิมพ์ขึ้นเอง ไว้หาคะแนนนิยมให้แก่ตน 

พรรคการเมืองใดที่เป็นเผด็จการได้เข้าคุมอำนาจ ก็จะไม่ยอมให้หนังสือพิมพ์มีเสียงตำหนิได้เลย   เมื่อเป็นเช่นนี้หนังสือพิมพ์นั้น ก็หมดสภาพความเป็นตัวของตัวเองภายนอกจะละม้ายหนังสือพิมพ์สักเพียงใด   ก็คงเป็นแต่ใบปลิวโฆษณาทางการเมืองเท่านั้น

ทางที่ 2  การหนังสือพิมพ์ปัจจุบันเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ต้องการอุปกรณ์และทุนรอนหมุนเวียนมาก คนหนังสือพิมพ์แท้ๆ ไม่มีทุนรอนที่จะรวบรวมกันออกหนังสือพิมพ์ขึ้นได้  จำต้องอาศัยทุนของคนอื่นดำเนินการ เจ้าของหนังสือพิมพ์ประเภทนี้ ย่อมมีอิทธิพลไม่น้อยกว่าเจ้าของหนังสือพิมพ์ที่เป็นนักการเมือง อาจใช้หนังสือพิมพ์รักษาผลประโยชน์ของหมู่คณะ  บางครั้งอาจใช้อำนาจในฐานะเจ้าของทำให้หนังสือพิมพ์หมดเสรีภาพลงไปได้

ทางที่ 3  หนังสือพิมพ์ ยังต้องอาศัยโฆษณาสินค้าเป็นรายได้จุนเจือ  ผู้ที่ลงโฆษณาจึงเป็นผู้มีอิทธิพลเหนือหนังสือพิมพ์อีกประเภทหนึ่ง  เพราะหากไม่พอใจอาจถอนโฆษณาเอาง่ายๆ  ด้วยเหตุนี้หนังสือพิมพ์จึงต้องระมัดระวังข้อความ มิให้กระทบกระเทือนต่อผู้ลงโฆษณา  มีผลให้หนังสือพิมพ์เสื่อมเสรีภาพลงไปอีก

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ให้ความเห็นว่า วิธีที่จะป้องกันอิทธิพล ก็คือหนังสือพิมพ์ต้องสร้างอิทธิพลขึ้นมาเอง หนังสือพิมพ์ที่มีคนอ่านมากย่อมมีอิทธิพลเหนือนักการเมือง และย่อมมีอำนาจชักนำความคิดเห็นทางการเมืองได้มากกว่านักการเมืองจึงต้องเกรงใจ  เพราะฉะนั้นการสร้างจำนวนคนอ่านให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ จึงเป็นความประสงค์สำคัญของหนังสือพิมพ์ ความประสงค์นี้มีมาก  จนเกือบจะเรียกได้ว่าเป็นสัญชาตญาน ประจำของหนังสือพิมพ์ที่จะต้องเอาใจคนอ่าน ด้วยวิธีการเขียนข่าวที่แปลกและน่าสนใจ

หมายเหตุ..... บทความข้างต้น ไม่ได้เขียนขึ้นเองครับ แต่รวบรวมมาจากเว็บต่างๆ ที่คัดลอกต่อๆ กันมาแล้วให้เครดิตไว้ไม่ครบถ้วน บางเรื่อง ไม่ทราบที่มาที่แท้จริง ต้องขออภัยและขอบพระคุณ ท่านเจ้าของเรื่องเดิมทุกท่าน.