Get Adobe Flash player

วันแม่ โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

12 สิงหาคม เป็นวันแม่ คงเป็นวันที่ต้องการเตือนให้คนเป็นลูก คิดถึงแม่สักวันหนึ่ง ปีละครั้งก็ยังดี

บางคนพร่ำสอนคนอื่นว่า คุณดูแลแม่คุณหรือเปล่า คุณบอกรักแม่หรือยัง คุณกอดแม่หรือเปล่า คุณอย่าเนรคุณ คุณต้องรักแม่คุณ ฯลฯ

ผมอ่านคำเตือนเหล่านั้นตั้งแต่เล็กจนโต จนรู้สึกรำคาญ จนบางครั้งอยากจะบอกว่า คุณไปดูแลแม่คุณให้ดีเถอะ ไม่ต้องห่วงแม่คนอื่น เขาจะเป็นอย่างไร จะดีจะเลว มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณ

ความจริงคนที่เป็นลูก ไม่ว่าจะมีอายุมากน้อยเท่าใด จะคิดถึงแม่เสมอ

คิดถึงทุกวัน แม้วันนี้จะไม่มีแม่แล้วก็ตาม

แม่ผมเป็นผู้หญิงธรรมดา เป็นครูประชาบาล สอนชั้นประถมปีที่ 2 ที่โรงเรียนใกล้บ้าน ผมจำภาพติดตา ทุกวัน แม่จะตื่นแต่เช้าตรู่ หุงข้าว ทำอาหารเช้า ให้พวกเราก่อนที่ทุกคนจะไปโรงเรียน

พ่อกับแม่ไปสอนหนังสือ ลูกๆ ไปเรียน

แม่ทำกับข้าวง่ายๆ แต่คงเพราะเราเคยชินกับรสชาติ จึงรู้สึกว่ากับข้าวที่แม่ทำอร่อยที่สุดในโลก กินที่ไหน ก็รู้สึกว่าฝีมือแม่อร่อยกว่า

บ้านเราค่อนข้างอาภัพ ที่ไม่ค่อยได้อยู่กันพร้อมหน้า พอลูกเรียนจบประถมปีที่ 4 ลูกๆ ก็ค่อยๆ ออกจากบ้าน ทีละคน เพราะที่บ้าน ไม่มีโรงเรียนที่สูงกว่านั้น

แม่กับพ่อพร่ำบอกเราว่า พ่อแม่ไม่มีสมบัติ มีแต่การศึกษา ที่ลูกต้องขวนขวายหาเอาเอง ถึงเราจะต้องจากกันบ้าง แต่ก็เพราะความจำเป็น 

พี่สาวไปก่อน ไปอยู่บ้านน้า น้องสาวแท้ๆ ของแม่ในตัวจังหวัด

อีก 2 ปี ผมก็จบ ป.4 ยังไม่ย้าย แต่เลือกที่จะนั่ง “เรือนักเรียน” ไปเรียนในตัวอำเภอ เรือลำนี้เป็นของญาติ ที่เรียนในชั้นที่สูงกว่า

พอญาติเรียนจบมัธยม พ่อก็ชื้อเรือให้ แล้วโอนสมาชิกในเรือลำเดิม มาใช้บริการเรือของผม โดยคิดค่าโดยสาร 20 บาท ต่อเดือนเท่าเดิม

แต่ในที่สุด เมื่อเรือเริ่มเก่า เครื่องเสียบ่อย ไม่คุ้มค่าซ่อม ผมกับน้อง ก็ต้องไปเช่าบ้าน ในตัวอำเภอ

ที่บ้าน จึงเหลือน้องคนเล็กคนเดียว อยู่กับพ่อแม่

แล้วน้องคนเล็ก ก็ต้องออกจากบ้านอีกคน

เราไปเรียนในอำเภอบ้าง ในจังหวัดบ้าง แล้วก็ทะยอยกันไปเรียนต่อในกรุงเทพฯ ทิ้งพ่อกับแม่ อยู่กันสองคน เดินไปโรงเรียนด้วยกันทุกวัน

ส่วนลูกแต่ละคน หลังเรียนจบ หางานทำ แม้อยากจะกลับบ้านแต่ก็ไม่มีงานให้ทำ จึงห่างบ้านออกไปทุกที

แม่ผมอาภัพ มีลูกก็ไม่ได้อยู่ด้วยกันสักคน แม่เองก็กำพร้าแม่มาตั้งแต่เล็ก

แม่เล่าว่า คุณยายเสียตั้งแต่แม่ยังจำความไม่ค่อยได้ เติบโตมากับพี่ๆ น้องๆ แม่เป็นคนใจดี พูดน้อย จนแทบไม่น่าเชื่อว่าแม่จะสอนหนังสือได้

ผมเคยแอบไปฟังแม่สอนเด็ก เห็นแม่พูดแจ้วๆ ไม่หยุด เป็นภาพที่ผมทึ่งมาก ยอมรับว่าไม่เคยเห็น

พอลูกโต อยู่ในวัยทำงาน พ่อก็จากไปในวัย 50 ต้นๆ

แม่ไม่สามารถเดินไปโรงเรียนคนเดียวได้ ในที่สุดก็ลาออก ทิ้งบังกาโลให้เป็นบ้านร้าง กลับไปสร้างบ้านอยู่ในจังหวัดคนเดียว ใกล้ๆ บ้านเดิมของแม่ ยังดีที่พี่สาว ปลูกบ้านอยู่ใกล้ๆ ในรั้วเดียวกัน

แม่กับลูกๆ จะได้พบกันแค่ช่วงปิดเทอม และยากมากที่จะได้อยู่กันพร้อมหน้า

ระหว่างแม่ กับผม เราจึงอยู่กันด้วยความคิดถึง

เมื่อก่อน เขียนจดหมายคุยกันเสมอ บางครั้งก็ปรึกษา ต่อมาใช้โทรศัพท์ ได้คุยกันแทนจดหมาย จนถึงยุคมือถือ ได้คุยกันบ่อยขึ้น

แม่ผมมีเงินเดือน มีเงินบำนาญ จึงไม่เดือดร้อนเรื่องค่าใช้จ่าย แต่ลูกๆ ก็ส่งเงินให้แม่ใช้มากบ้างน้อยบ้าง ทุกเดือน เว้นบ้างตามกำลังของแต่ละคน โดยไม่มีโอกาสรู้ว่า แม่เก็บเงินเหล่านั้นเป็นส่วนๆ ฝากธนาคาร แล้วคืนกลับมาให้ลูกเป็นเงินก้อน

แม่บอกว่าแค่ส่งมาให้แม่ก็ดีใจแล้ว แม่ไม่จำเป็นต้องใช้ ส่วนที่แม่คืนให้ นี่คือเงินออมที่แม่ช่วยเก็บ เป็นรางวัลความดีของลูกกตัญญู

ตอนผมเด็กๆ ญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่งขาดทุนเกี่ยวกับอะไรมาก็ไม่ทราบ เป็นหนี้เป็นสินมาก เจ้าหนี้มาเก็บเงินทุกเดือนที่บ้านเรา ความเป็นอยู่ในบ้านจึงขัดสน

ตอนนั้นผมอายุไม่ถึง 5 ขวบ

รถไอสครีม เข็นผ่านมาหน้าบ้านเรา แล้วสั่นกระดิ่งไม่ยอมไปไหน ลูกๆ ประสานเสียงร้องจะกินไอสครีมพร้อมกัน พ่อก็ไม่อยู่บ้าน ตอนแรกแม่บอกว่าไม่ซื้อ ต่อมาทนฟังเสียงร้องไห้ไม่ไหว แม่ไปค้นทั่วบ้าน ได้เงินมา 50 สตางค์ ซื้อไอสครีมแท่งกลมๆ มาแท่งหนึ่ง แม่แบ่งตัดใส่ถ้วยได้มาคนละชิ้น ให้ลูก 4 คน

ทุกคนหยุดร้องไห้ หันไปสนใจไอสครีมของแต่ละคน

มีแต่แม่ ที่นั่งร้องไห้อยู่เงียบๆ

แม่เล่าในตอนหลังว่า แม่เสียใจ ที่แค่ไอสครีม ก็ซื้อให้ลูกกินแทบไม่ได้

แม่ ผู้หญิงที่ไม่ค่อยพูด แต่ก็ไม่ท้อ วันหยุด ไปเก็บของในสวนไปขายในเมือง เพื่อเป็นรายได้พิเศษมาจุนเจือ

ตอนนั้นเรือหางยาวยังไม่มี เรือที่มีเครื่องยนต์มีแต่เรือใหญ่ ส่วนเรือชาวบ้าน มีแต่เรือแจว กับเรือพาย

แม่กับพวกเรา พายเรือไปจนถึงในเมือง ระยะทางไม่น้อยกว่า 4 กิโลเมตร พ่อแจวข้างหลัง แม่พาย ลูกๆช่วยกันพาย

ตอนเช้า พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น แม่น้ำนิ่ง ไม่มีแม้แต่คลื่นเล็กๆ อากาศเย็น มีหมอกจางๆ ลอยอยู่เหนือน้ำ เรือของเราหลายฝีพาย แหวกกระแสน้ำและม่านหมอก ด้วยความเร็วพอสมควร อากาศเย็นกระทบใบหน้า

พระอาทิตย์ค่อยๆ ขึ้น แสงสีส้มสาดทั่วท้องน้ำ แล้วค่อยสว่างขึ้น ความอบอุ่นเข้ามาแทนที่

ยังไม่ทันร้อน เราก็มาถึงในเมือง พอเทียบท่าคนซื้อก็เข้ามารุม แม่ขายของไม่ถึง 10 นาทีก็หมด เพราะของในสวน เป็นของที่แม่คัดมา แม่ค้าในตลาดมองปราดเดียวก็รู้ เขาก็มาแย่งกันเหมาเอาไป

เราได้เงินมาพอสมควร แม่ดีใจมาก ขากลับเราพายเรือช้าๆ ถึงบ้านโดยไม่เหนื่อยเลย จากนั้นเราก็มาขายเรื่อยๆ เดือนละสองครั้งบ้าง สามครั้งบ้าง แล้วก็ใช้จ่ายอย่างประหยัด

พอหมดหนี้ แม่ก็ใช้จ่ายเท่าเดิม เหลือก็เก็บ จนสามารถสร้างบ้านหลังใหม่ได้หลังหนึ่ง เป็นแบบที่เรียกว่า “บังกาโล”

และเป็นบังกาโลรุ่นแรกๆ ที่ทันสมัยมากในยุคนั้น

บ้านใหม่ ปลูกในเวิ้งอ่าวริมแม่น้ำ มีระเบียงกว้าง บ้านส่วนหนึ่งอยู่บนบก อีกส่วนอยู่ในเวิ้ง ที่มีทางออกแม่น้ำใหญ่ สมัยก่อนปลาชุกชุม เห็นปลาเล็กปลาน้อย ว่ายอยูในน้ำ ใกล้บ้านมีต้นลำพู ที่ตกค่ำก็มีแสงหิ่งห้อยระยิบระยับ

วันนี้ ใกล้วันแม่ ผมขออนุญาตเขียนถึงแม่ตัวเอง ด้วยความคิดถึง

แม่ที่เป็นผู้หญิงธรรมดาของผม.