Get Adobe Flash player

เรื่องของคนสูงอายุ โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

ประเทศไทยวันนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแลัว ประเภทที่คิดว่าเด็ก ต้องเคารพผู้ใหญ่ แบบที่ว่าผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อนนั้นใช้การไม่ได้ เอาแค่เห็นหัวกันบ้างก็ยังยากแล้ว

คนแก่บ้านเราน่าสงสาร คนอายุมากมักจะถูกล้อเลียน ราวกับว่าความแก่เป็นเรื่องตลก ใครฟังเพลงเก่าถูกมองว่าล้าหลัง คนรุ่นใหม่ไม่ยอมรับอดีต เอาแต่ปัจจุบันและอนาคต

ใครมีทีวีเก่าก็อาย ต้องซื้อใหม่จอแบนให้ทันสมัย ทั้งที่ของเก่าก็ยังใช้ได้ดี

ยิ่งตอนนี้ดิจิตอลกำลังมา ก็ต้องหาทางโละไปซื้อ “ทีวี ดิจิตอล”

โทรศัพท์เก่า ที่โทรเข้าออกได้อย่างเดียว ก็จะถูกหัวเราะ ทั้งที่เป็นประโยชน์ใช้สอยโดยตรง ต้องเป็นรุ่นที่เล่นเกมได้ เล่นอินเตอร์เน็ตได้

และก็เป็นของเล่นจริงๆ คือเอา อินเตอร์เน็ต มาใช้โก้ๆ ในสิ่งที่ไม่จำเป็น ดูเหมือนว่า คน เป็นทาสโทรศัพท์ แทนที่โทรศัพท์จะเป็นทาสเรา

โทษคนหนุ่มสาวก็ไม่ได้ เพราะคนแก่ มักจะยกสังคมให้คนหนุ่มสาวไปแล้ว ไม่สร้างที่ยืนให้ตัวเอง ไม่ทำสังคมตัวเองให้มีศักยภาพ ชอบทำตัวแก่กว่าอายุ ไม่ทันไรก็นุ่งผ้าลูกไม้ ทิ้งความสามารถของตัวเอง ยอมให้ความแก่ครอบงำชีวิด ทั้งๆ ที่คนแก่ เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ที่ตกตะกอน สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้มากมาย

ที่แอลเอ คนรุ่นที่ถูกเรียกว่า “พี่” จะมีสังคมของตัวเอง เริ่มจากมีงานทำ หรือมีรายได้โดยไม่ต้องพึ่งลูกหลาน เมื่อมีเงิน จะมากหรือน้อย ก็มีกำลังซื้อ เมื่อมีกำลังซื้อก็มีอำนาจต่อรอง มีร้านรวงกล้าที่จะเปิดบริการให้กับพวกพี่ๆ มีร้านวิดีโอให้เช่าดูละคร แม้เทคโนโลยีจะล้ำสมัย ก็ไม่จำเป็นต้องตามเขานักหนาให้มันยากลำบาก ก็ต้องกล้าทำในสิ่งที่เราถนัด

เมื่อ พี่ๆ มีเงิน ก็สามารถ กิน ใช้จ่ายโดยไม่ต้องอาศัยใคร ชอบร้องเพลงแบบไหนก็ร้อง ชอบฟังเพลงแบบไหนก็ฟัง ชอบเต้นรำ แบบไหน ก็มีสิทธิ์เลือก อยากจะแต่งตัวฉูดฉาดก็แต่ง

ลูกหลานมีสังคมของเขา เราก็มีสังคมของเรา

ป่วยไข้ก็ไปหาหมอ ตายก็ไปฟังสวดกัน

สังคมผู้ใหญ่จึงเข้มแข็ง ไม่ต้องสนใจว่าใครชอบหรือไม่ชอบ ตราบใดที่ไม่ทำอะไรผิด

ที่สำคัญ หลายต่อหลายครั้งที่คนวัยผู้ใหญ่ในต่างแดน ร่วมกันทำประโยชน์ให้เกิดแก่สังคมและชาติบ้านเมืองมาแล้วมากมาย

หลายครั้งที่มีการระดมความคิดดีๆ สู่กระบวนการแก้ปัญหาระดับชาติ

ดังที่เคยยกตัวอย่าง น้ำป่า ที่มักท่วมบ้านเมืองเมื่อถึงฤดูกาล

แต่ถ้าใครชอบเดินป่า แค่บนเขา “ลอสฟิลลิซ” ก็จะรู้ได้ทันที่ว่า น้ำป่านั้นแก้ได้ไม่ยากเลย จะปล่อยให้ท่วมอยู่ทำไม

หรือปัญหากำจัดขยะ ถ้าเคยไปตามถถน ฟิกกาโร่ บนเขาเมืองเกลนเดล ต่อแดน อีเกิลร็อค ก็จะเห็นกระบวนการแก้ปัญหาขยะอย่างไม่ยากเย็น และอาจเป็นแหล่งทำรายได้ด้วยซ้ำ

บางสิ่งที่ยกมาเหล่านี้ ต้องใช้ประสบการณ์ของคนที่เกิดมานาน และผ่านการเห็นและรับรู้

แต่คนที่บ้านเรา พออายุมากหน่อยก็แทบไม่มีที่ยืน

มีคำยอดฮิตคำหนึ่ง ที่ผมไม่ชอบเลย คือเขาเรียกคนสูงอายุที่ไม่ค่อยรู้เรื่องว่า “มนุษย์ป้า”

ซึ่งนอกจากไม่เคารพ ไม่ให้เกียรติคำว่า “ป้า” (ที่มีศักดิ์เป็นพี่ของพ่อแม่) แล้ว ยังเอาคำว่าป้า ไปใช้กับคนที่มีพฤติกรรมเห็นแก่ตัว งี่เง่า เอาเปรียบ

คำว่าป้าที่เคยงดงาม  ได้ถูกย่ำยีจากผู้ที่ไม่เห็นค่าของวัฒนธรรมเครือญาติ

นอกจากนี้ จะไม่ค่อยมีเวทีสำหรับผู้ใหญ่ ไม่มีรายการทีวีของผู้ใหญ่ เพลงดังในอดีต ไม่ได้ถูกถนอมไว้อย่างเพลงคลาสสิคของบางประเทศ หากทีวีมีรายการเพลงเก่า ก็นำเสนออย่างล้าหลัง เหมือนสินค้าด้อยคุณภาพ หรือไม่ก็มีบ้าง ในทีวีช่องเล็กๆ หรือมีรายการอยู่ตอนดึกๆ

เพลงของวัยรุ่นครองตลาด รายการสำคัญ ถูกซื้อเวลาไปใช้เพื่อแสวงหากำไร โดยไม่สนใจคุณค่าความงดงาม

ดูไปแล้วคนแก่ คนสูงอายุ คนอายุค่อนข้างสูง จะอยู่ลำบากถ้าไม่ปรับตัว 

โทษเด็กก็ไม่ได้ เพราะผู้ใหญ่เป็นฝ่ายที่มักจะยอมจำนนเสียเอง

เริ่มจากไม่มีใครรับเข้าทำงาน ถ้าอายุเกิน 35 ปี

เจ้าของบริษัทถึงแม้จะเป็นคนแก่ ก็ไม่คิดจะจ้างคนแก่ทำงาน คงไม่เชื่อว่าพวกเขาทำงานได้ ยังมีความรับผิดชอบสูง และมีปริมาณงานที่น่าทึ่ง เมื่อไม่จ้าง เลยทำให้คนแก่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีศักยภาพ ต้องอยู่บ้านเลี้ยงหลาน หรืออยู่กับหมากับแมว

เมื่อไม่ทำงาน ก็ไม่มีกำลังซื้อ เมื่อไม่มีกำลังซื้อก็ไม่มีอิทธิพล ทำให้ไม่มีตลาดออกมารองรับคนแก่ จะฟังเพลงที่ชอบก็หาซื้อยาก ยิ่งถ้าไม่ช่วยกันซื้อ ใครจะผลิตออกมาขาย

เพลงอมตะ เพลงดีๆ เลยไม่ค่อยมีออกมา ปล่อยให้สินค้าของเด็กครองตลาดผูกขาดแต่ฝ่ายเดียว

รถเก่าก็ไม่ใช้ ใครขับรถเก่าถูกมองว่าตลก ต้องขวนขวายหารถใหม่ สี่ห้าปีก็ตกรุ่น ไม่มีเงินซื้อก็ต้องตะเกียกตะกายซื้อ เสียดายรถเก่าสวยๆ หรือรถคลาสสิค ที่ถูกทิ้งให้ผุพัง

รายการทีวีก็เช่นกันทำให้วัยรุ่นดู เพราะตลาดวัยรุ่นเป็นตลาดใหญ่ พวกเขามีกำลัง (เอาเงินพ่อแม่) มาซื้อ ยิ่งนานเข้า คนแก่ก็ต้องหลบอยู่แต่ในบ้าน รอให้เขาเรียกเป็น มนุษย์ลุง มนุษย์ป้า ไปตามเรื่อง

ทางสังคม ผู้ใหญ่ไม่ค่อยเรียกร้องในสิ่งที่เรียกว่า “อารยสถาปัตย์” ข้างถนน แทบไม่มีพื้นที่ทางเท้า ไม่มีทางลาดเอียง ทางเท้าสูงๆ ต่ำๆ คนตาบอด อาจเดินชนเสาไฟฟ้า หรือชนสายสลิงที่ดึงเสา  สะพานลอยก็คร่อมทางเท้า รั้วของร้านบางแห่งใช้เหล็กแหลมเป็นแนวกัน โดยไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งถ้ามีคนล้มไปเสียบเข้า จะอันตรายแค่ไหน และที่สำคัญ ผู้ดูแลเมือง ปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

ก็เพราะผู้ใหญ่ไม่ลุกขึ้นสู้    

ว่าแต่คนแก่ มาดูเด็กๆ วัยรุ่น หรือวัยหนุ่มสาวกันบ้าง

บางคนอาจไมเชื่อ ว่าวัยรุ่นบ้านเราอ่อนแอ ยังไม่เข้มแข็งพอ เมื่อลองเทียบกับสังคมประเทศอื่นๆ

คนหนุ่มสาวจำนวนมากที่สนใจรวยทางลัด อยากเป็นดารา อยากแต่งตัวอวดโฉมโป๊ ชอบดิ้นชอบเต้น ติดโทรศัพท์ ไม่สนใจสิ่งอื่น ไม่เก็บกวาดบ้าน ไม่ล้างจาน ฯลฯ แต่ก็ช่างถอะ มันเป็นสิทธิของเขา

แต่ที่แย่กว่านั้นคือการแบมือขอเงินพ่อแม่ แบบเลี้ยงไม่โต 35-40 แล้วยังขอเงินพ่อแม่ อนาคตของชาติจึงน่าเป็นห่วง

เราแทบจะไม่เคยเห็นเด็กที่ไปหางานพิเศษทำ เพื่อแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ เราจะไม่เห็นเด็กเก็บเงินซื้อรถเก่าขับไปโรงเรียนด้วยความภูมิใจ

แต่เราจะเห็น รถหรู ที่เด็กใช้ ซึ่งเกิดจากน้ำพักน้ำแรงของพ่อแม่

มาดูเรื่องจิตสำนึก

วันก่อน มีคนโพสข้อความลงเฟซบุ๊ค บอกว่า เรามีความรู้สึกมาตลอดว่าคนบ้านเรา ขาดจิตสำนึกเรื่องการหลบทางให้รถพยาบาล เคยเจอกับตัวมาหลายครั้ง เราพยายามหลบ แต่รถพยาบาลก็ไปไม่ได้อยู่ดีเพราะคันอื่นไม่หลบ...จริงๆ แล้วเรื่องแบบนี้หากทุกคนไม่พร้อมใจทำมันก็คงไม่สำเร็จ... ดังนั้นจึงอยากให้ดูสิ่งที่ประเทศอื่นเค้าทำกันเป็นตัวอย่าง

พร้อมกับถ่ายคลิปจากประเทศต่างๆ ที่เขาหลีกทางให้รถพยาบาล

พอมาดูของไทยเรา ไม่ค่อยเห็นมีใครหลีกทางให้

เรื่องแย่งที่จอดรถคนพิการ หลายวันก่อน มีคนพิการคนหนึ่ง ถ่ายคลิป ที่จอดรถคนพิการของห้างสรรพสินค้า ปรากฎว่ามีแต่รถหรู รถผู้มีอิทธิพลไปจอด (ดูจากยี่ห้อรถ และป้ายทะเบียน) คนพิการหาที่จอดไม่ได้

ข่าวดังจนออกรายการทีวี ขนาดคนในทีวียังไม่รู้เลยว่าปัญหาเช่นนี้จะแก้อย่างไร สิทธิของการมีรถแฮนดี้แคป จะต้องเป็นแบบไหน

ซึ่งความจริงเรื่องนี้ หาคำตอบได้ไม่ยาก

ว่าไปแล้วคนในอเมริกา ก็ไม่ได้มีความสำนึกดีเด่นกว่าเรา ที่เขาไม่ทำผิด เพราะเขากลัวตำรวจมากกว่า กลัวว่าถ้าถูกจับจะได้ไม่คุ้มเสีย

เพราะค่าปรับแพงโหด ถอยดีกว่า 

คนที่ทำผิดด้วยการจอดรถในที่แฮนดี้แคป ก็มีมาก แต่เมื่อค่าปรับแพง ก็ทำให้ไม่มีใครกล้าจอด

สรุป คนสูงอายุ อย่าอยู่แต่ในบ้านแล้วปล่อยเลยตามเลย ลุกขึ้นมานำความสามารถไปช่วยสังคม.