Get Adobe Flash player

ประวัติขนมจีน โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

วันก่อนคุยกับ “คุณตุ่ม” ยุรวัธน์ ธุวะนุติ คนทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ของสังคมอีกคนหนึ่งของแอลเอ บอกมาว่า “งานขนมจีนเฟสติวัล” ต้องเลื่อนจากเดิม เหตุผลก็เพื่อความพร้อมที่สุดของงาน ไปเป็นวันที่ 8กุมภาพันธ์ 2558 ตั้งแต่เวลา 12.00 - 4.00 น. ที่อะเคเดีย คอมมูนิตี เซ็นเตอร์  

วอนแฟนๆ ไปให้กำลังใจกิจกรรมดีๆ กันนะครับ

โดยงานดังกล่าว จัดโดย สมาคมกอล์ฟคิงส์คัพ สมาคมไทยแห่งแคลลิฟอร์เนียภาคใต้ ร่วมกับ บริษัท Big noodle company

ส่วนบัตรที่จะเข้าไปร่วมอิ่มอร่อย ร่วมสนุกในงาน ราคาเพียง 39 เหรียญเท่านั้น ซื้อได้ที่สมาคมไทยแคลิฟอร์เนียภาคใต้ สมาคมกอล์ฟคิงคัพ ร้านหน่อยแฮร์ดีไซน์ ร้านปานวิมาน ร้านเครื่องเทศ ร้านจิตรลดา ร้านข้าวต้มฮอลลิวูด ร้านอีสานสเตชั่น ร้านนารียา ร้านดาราบาร์

ใครใกล้ที่ไหน ก็ชื้อที่นั่น หรือที่ “ตุ่ม คนรักเสียงเพลง” มีเบอร์ให้พร้อมเสร็จ ที่ (323) 580-8088

ขนมจีน มีความเป็นมาอย่างไร เป็นอาหารดั้งเดิมของชาวจีนหรือไม่ ท่านผู้อ่านสามารถเข่าไปค้นคว้าได้ที่เว็บไซต์ต่างๆ นะครับ

แต่เท่าที่ผมเคยทราบ ในยุคที่ยังไม่มีโลกออนไลน์ แตกต่างจากข้อมูลที่เคยมี ขออนุญาต นำมาแชร์ ผิดถูกไม่ยืนยัน แต่ผู้สนใจก็สามารถนำไปตรวจสอบกับผู้รู้ เพื่อการบันทึกที่ถูกต้อง

เขาบอกว่า ขนมจีน ไม่ใช่ของคนจีน แต่เป็นของไทยที่ได้รับอิทธิพลมาจากการรับประทานอาหารของคนจีน

และน่าจะแพร่หลายในสมัยกรุงศรีอยุธยา หรืออาจจะถึงสุโขทัย

ย้ำอีกที อย่าเพิ่งเชื่อก่อนตรวจสอบนะครับ

ชาวจีนเป็นนักเดินทาง มีความสามารถทางการค้าเป็นเยี่ยม สามารถปรับตัว อาศัยอยู่ในทุกส่วนของโลกได้

ส่วนที่เข้ามาเมืองไทย มีชาวฉาวโจว “แต้จิ๋ว” จาก 6 เมืองคือ ฉาวอัน ฉาวหยาง เฉิงไห่ ผู่หนิง เจียหยาง หราวผิง

ชาวกวางตุ้ง มาจากกว่างโจว ชาวฝูเจี้ยน เมืองท่าเซี่ยะหมิน โดยมีชาวฉวนโจวและ จางโจวเป็นส่วนมาก

พ่อค้าชาวจีน เดินทางเข้ามาค้าขายในแผ่นดินสยาม ตั้งแต่สมัยสุโขทัย ต่อเนื่องถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา มีจำนวนจำนวนชาวจีน มาตั้งรกรากมากขึ้น จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์

อิทธิพลคนจีนในประเทศไทยมากขาดไหน ดูได้จากการเข้ามาคุมธุรกิจขนาดใหญ่ของประเทศ

ผสมผสานกลายเป็นคนไทย เป็นใหญ่เป็นโต เป็นขุนนางในสมัยอยุธยา เป็นรัฐมนตรี แม้กระทั่งเป็นนายกฯ ในสมัยรัตนโกสินทร์

อิทธิพลถึงขนาดทำให้ ตัว ร.เรือ ตัวควบกล้ำ ที่คนไทยเคยออกเสียงได้ชัดเจน ในขณะที่คนจีนออกเสียง ร.เรือ เป็น ล.ลิง หลังสุดคนไทยค่อนประเทศ ตามคนจีนไป โดยออกเสียง .เรือไม่ได้ “ควบก้ำ” ยิ่งไม่ได้ แม้แต่โฆษกทีวี ที่สอบผ่านกรมประชาสัมพันธ์ ยังออกเสียง ร.เรือไม่ได้ เผลอก็หลุด

ก็ช่างเถอะ ถ้าคนไทยไม่คิดจะ “ปับปุง” ในเมื่อ “คู” ก็ไม่สอน “มันจึงเป็นเลื่องที่เลา สมยอมเอง ก็ต้อง ป่อย ไป”

คนลุ่นใหม่ ก็ “ไม่สนใช” ตามฝรั่ง ตามเกาหลีไปอีก

ขนาดคนรุ่นผู้ใหญ่ ยังชมกันเองว่า “สวยจุงเบย”

ดีนะที่เป็นภาษาเกาหลี เพราะถ้าเป็นภาษาเขมร “จุงเบย” น่าจะแปลว่า ๐จูงควาย” 555

กลับมาเข้าเรื่อง..... ประวัติศาสตร์ระบุว่า อาณาจักรสุโขทัยได้ส่งคณะทูตไปยังฮ่องเต้ราชวงศ์หยวนในจีน รวม 14 ครั้ง

ส่วนจีนได้ส่งทูตมายังสุโขทัย 4 ครั้ง แต่มาถึงสุโขทัยเพียง 3 ครั้ง

การส่งทูตติดต่อระหว่างจีนกับไทยในสมัยสุโขทัย ได้ส่งผลให้การค้า อีกทั้งยังมีการถ่ายทอดความรู้ของจีนมายังไทย เช่น “เครื่องสังคโลก”

กรุงศรีอยุธยาก็เช่นกัน ความสัมพันธระหว่างจีนกับไทยดำเนินไปอย่างราบรื่น มีชาวจีนอพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่ในกรุงศรีอยุธยามากขึ้น การค้าระหว่างกันทำให้กรุงศรีอยุธยามั่งคั่ง และกลายเป็นศูนย์กลางของการค้าระหว่างประเทศ ทั้งยุโรป และจีน

เมื่อคนจีนอาศัยอยู่ในประเทศไทย ก็เกิดวัฒนธรรมผสมผสาน

โดยเฉพาะเรื่องอาหาร คนไทยลองชิมอาหารจีน ในขณะที่คนจีนก็ชิมอาหารไทย มีร้านค้าขายอาหารกันเอิกเกริก

คนจีน กินก๋วยเตี๋ยว ใช้เส้นที่ทำมาจากแป้ง เติมน้ำซุปลงไป ใส่ผัก เนื้อสัตว์ตามต้องการ

คนไทยได้มีการ ลองทำก๋วยเตี๋ยวอย่างจีน มีการหมักข้าว บดแป้ง แล้วนำมากรองให้เป็นก้อน ก่อนจะมาทำเป็นเส้นผ่านรูที่เจาะไว้ในภาชนะทรงกระบอก รองรับด้วยน้ำร้อน กลายเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวแบบไทย แต่ไม่รู้ว่าจะเรียกอย่างไรดี

จึงเรียกว่า “ขนมจีน” เพราะนึกว่า ก๋วยเตี๋ยว คือขนมอย่างหนึ่งของจีน

คนไทยยุคโน้นไม่ชอบอาหารจืด เมื่อได้เส้นที่เป็นขนมจีนแล้ว ถ้ากินกับน้ำจืดๆ จะไม่มีรสชาติ จึงนำมากินกับแกง จะเป็นแกงป่า แกงเขียวหวาน แกงพุงปลา หรือแกงกับกระดูกหมู ได้หมด กินกับผักสดอร่อยไปอีกแบบ

หรือน้ำมาพัฒนากินกับแกงเนื้อปลาบด (น้ำยา) หรือน้ำยาที่ออกหวาน (น้ำพริก) ก็ย่อมได้

ขนมจีน ฝีมือไทย ได้รับความนิยมแพร่หลาย ไปตามภูมิภาคต่างๆ ที่น้ำเอาแกงไปดัดแปลงไปตามรสนิยมพื้นถิ่น

ส่วนที่กินกับน้ำใสๆ ก็มี แต่ไม่ค่อยนิยมแพร่หลายครับ