Get Adobe Flash player

ถ้ายึดแนวทางในหลวง ไฟใต้ ในวันนี้จะไม่เกิด โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

โอกาสที่ คุณชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีฯ เดินทางมาแอลเอ ได้พบปะพูดคุยกับคนไทย ในหัวข้อ “สถาบันพระมหากษัตริย์กับประเทศไทย” ที่ วัดไทย เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2557 เป็นเรื่องที่มีประโยชน์ และน่าสนใจยิ่ง

ในฐานะของหนังสือพิมพ์เล็กๆ แม้เนื้อที่นำเสนอจะมีจำกัด เราก็อยากจะเก็บรายละเอียดมาฝากให้ท่านผู้อ่านให้มากที่สุด เพื่อท่านที่ติดงาน อยู่ไกล ฯลฯ ไม่ได้ไปฟัง ไม่อยากให้ตกหล่นแม้แต่เรื่องเดียว เมื่อเนื้อที่หน้า 1 ไม่พอ ก็มาใช้เนื้อที่หน้านี้ด้วย ถ้ายังไม่พออีก บางส่วนก็จะยกยอดไปกล่าวถึงในสัปดาห์หน้า

คุณชวน กล่าวถึง หลักธรรมาภิบาลข้อ 1 หลักนิติธรรม เป็นหัวใจของประเด็นที่จะพูดถึง  คือปัญหาภาคใต้ ความเสียหายของประเทศชาติบ้านเมือง ในขณะนี้ อาจจะเสียนโยบายเศรษฐกิจเรื่องข้าว เรื่องรถยนต์คันแรก เรื่องอื่นๆ มากมาย แต่เป็นตัวเงิน ไม่ใช่คนตายทุกวัน แต่กรณีของภาคใต้นั้น เป็นปัญหาที่คนตายทุกวัน และมันเกี่ยวอะไรกับการบริหาร ก่อนเล่าเรื่องนี้ขอเรียนว่า

ปัญหาภาคใต้เป็นปัญหาที่มีมาในอดีต ภาคใต้ในส่วนที่เป็นปัญหาคือส่วนหนึ่งของรัฐปัตตานีในอดีตที่เคยรุ่งเรือง คนทั่วไปไม่ค่อยรู้ ฝรั่งเป็นคนบันทึกไว้ ของเราเองมีบันทึกแต่ไม่ชัดถึงขั้นว่ากรุงศรีอยุธยาเอาเรือไปตีปัตตานี แล้วแพ้กลับมา

แวน วาริท ฝรั่งฮอลันดา เป็นตัวแทนบริษัทฮอลันดา อยู่ที่กรุงศรีอยุธยา หลังสมัยพระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ไม่กี่ปี ฝรั่งคนนี้อยู่ที่อยุธยาเป็นสิบๆ ปี ได้บันทึกรายงานบริษัทว่า กษัตริย์องค์นี้เหี้ยมโหด กษัตริย์องค์นี้เมตตา กษัตริย์องค์นี้เป็นอย่างไร รายงานทุกระยะว่ากษัตริย์องค์นี้ได้ส่งกองทัพไปรบที่ไหน บันทึกนั้นมีอยู่ฉบับหนึ่งว่า กษัตริย์องค์นี้ได้ส่งกองทัพเรือไปตีที่ปัตตานี แต่ถูกปัตตานีตีเรือแตก จึงกลับมาต่อเรือใหม่ ซ่อมเรือเก่าแล้วกลับไปตีใหม่ ครั้งหลังไม่ทันได้ตี มีผู้ครองนครคนหนึ่งกับพระสงฆ์รูปหนึ่งไปช่วยเจรจาให้สงบ ปัตตานียอมส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทองต่อไป

เราไม่เคยเห็นภาษาไทย แต่กรมศิลปากรได้แปลหนังสือ แวน วาริท ประวัติกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา เขาอยู่อยุธยาแล้วถูกย้ายไปมาเลเซียหรือสิงคโปร์ ผมไม่ทราบแน่ แล้วก็ย้ายกลับประเทศของตัวเอง ต่อมารัฐบาลของฮอลันดาและเนเธอร์แลนด์ ก็เก็บบันทึกนี้ไว้จนปัจจุบัน มีคนไทยไปเอามา กรมศิลปากรพิมพ์แจก ผมเคยอ่าน พอเรารู้ประวัติศาสตร์ จะทำให้เราเข้าใจปัญหาว่าปัตตานี เคยเป็นอาณาจักรที่รุ่งเรือง เพราะฉะนั้นก็ไม่แปลกที่วันหนึ่งเราแบ่งแยกและปกครอง

การปกครองในเมืองเหล่านั้น แยกเป็นหัวเมืองย่อยๆ แล้วก็ปกครอง รัชกาลที่ 6 ทรงรู้ว่าเมืองเหล่านี้ การแก้ปัญหาไม่ง่ายนัก จึงพระราชทานคำแนะนำ เป็นรัฐประศาสโนบาย ในการปกครองหัวเมืองปักษใต้ 6 ข้อ เป็นรัฐประศาสโนบายที่ทันสมัย คือยังใช้ได้จนทุกวันนี้ว่า การส่งข้าราชการไปปกครองในพื้นที่เหล่านั้น จะต้องส่งคนประเภทใด และถ้าจะปฏิบัติกับคนในพื้นที่นั้นจะต้องปฏิบัติอย่างไร จะขึ้นภาษีต้องคิดอย่างไร ไม่ให้เขาเดือดร้อนอย่างไร ความจริงทำอย่างนี้กับเชียงใหม่ด้วย ขณะนั้นเคยเป็นเมืองขึ้นพม่า แล้วกลับมาเป็นเมืองขึ้นของไทย ใช้ภาษาเดียวกัน คำเมืองกับภาษากลาง สำเนียงเปลี่ยนไปบ้าง เจ้าหญิงเชียงใหม่เป็นพระชายารัชกาลที่ 5 ความขัดแย้งก็มีน้อย ระยะเวลาไม่นานก็กลมกลืนกันไป จนนึกไม่ออกว่าเชียงใหม่ครั้งหนึ่งคือประเทศที่เป็นล้านนา

ตรงข้ามกับปัตตานี ศาสนาไม่เหมือนกัน อาณาเขตดินแดนเป็นอีกประเทศหนึ่ง เพราะฉะนั้น ความกลมกลืนกับภาคใต้ก็เป็นไปได้ยาก จึงต้องอาศัยคนเข้าใจ รัชกาลที่ 6 ท่านทรงเข้าใจมาก ถ้ามีเวลาไปอ่านรัฐประศาสโนบาย 6 ข้อ จะเข้าใจว่านี่คือหลักของการปกครองประเทศ ว่าจะพาประเทศอยู่รอด ต้องรู้ประวัติศาสตร์ ต้องรู้จักคน ต้องรู้ปัญหาอย่างนี้แก้อย่างไร ไม่ใช่จู่ๆ ลอยๆ ไม่รู้อะไรเลย มาออกนโยบาย เสียหายหมดทั้งประเทศ แล้วก็แก้ไม่ได้

ในที่สุดปัญหาภาคใต้ก็มีการแก้ไขมาโดยลำดับ และสถานการณ์ก็ดีขึ้นๆ  โดยลำดับ คนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แน่นอนที่สุดก็คือในหลวง เพราะพระองค์เสด็จไปแก้ปัญหาภาคใต้ทุกปี ในเดือนสิงหาคมและเดือนกันยายน เป็นระยะเวลา 40 กว่าปี นับตั้งแต่มีตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ที่นราธิวาส สมเด็จฯ อยู่ในกลุ่มแม่บ้าน ในหลวงออกหมู่บ้าน เสด็จถึงที่ ถึงขั้นมีพระสหายเป็นมุสลิม ชาวบ้านบางคนในหลวงไปถึงตัว ยังนุ่งผ้าขาวม้าอยู่เลย

การเสด็จอย่างนี้ปีแล้วปีเล่า คือการสร้างความรักความผูกพัน ความสามัคคี ทุกมุสลิมไปมาหาสู่ไม่มีข้อระแวงสงสัย โชคดี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกฯ เป็นคนในพื้นที่ ท่านตั้งหน่วยงานภาคใต้เป็นพื้นที่เดียวที่นโยบายความมั่นคงเขียนต่างหาก เรียกว่านโยบายความมั่นคงแห่งชาติ เกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะ

ฉบับแรกประกาศใช้เมื่อปี 2521 สมัยพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ใช้ 10 ปี ฉบับที่ 2-3-4 ใช้ฉบับละ 5 ปีต่อเนื่องมา จนถึงยุคของผม ในหลวงทรงทำให้คนมุสลิมไม่มีข้อระแวง วันที่เสด็จกลับ ทั้งไทยพุทธ มุสลิมทำพิธีกันใหญ่โต โจรผู้ร้ายมี คนที่แบ่งแยกดินแดนก็มี แต่ค่อยๆ ล้มหายตายจากไป

คนที่ผมได้พบเป็นส่วนตัว เป็นหัวหน้าแบ่งแยกดินแดน ก็คือ ตนกูอับดุลยะลานาแซร์  หรืออดุลย์ ณ สายบุรี เป็นอดีต สส.นราธิวาส เคียดแค้นจอมพล ป. ถูกขังอยู่ 7 ปี ออกจากคุกก็ออกจากนราธิวาสไปอยู่กลันตัน

ผมเป็นผู้แทนราษฎรครั้งที่ 2 ปี 2518 ไปพบท่านที่กลันตัน ชวนให้กลับบ้าน ท่านบอกไม่กลับ ท่านรับจอมพล ป.ไม่ได้ เพราะบังคับให้ท่านคำนับพระพุทธรูป ผมว่าคงเป็นเรื่องวัฒนธรรม ที่เขารณรงค์สมัยนั้น ไทยนิยมไม่ให้นุ่งโสร่ง ไม่ให้กินหมาก ให้สวมหมวก อาจทำให้กระทบเรื่องนั้น ผมบอกว่า จอมพล ป.หมดอำนาจแล้ว อพยพไปอยู่ญี่ปุ่นแล้ว ท่านก็ไม่กลับ ท่านเป็นคนแบ่งแยกดินแดนคนสำคัญคนหนึ่ง แต่ตายไปแล้ว

อย่างไรก็ตามคนที่คิดแบ่งแยกดินแดน คิดตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เพราะเมื่อรัชกาลที่ 4 เข้าไปปกครองปัตตานี แบ่งแยกจังหวัดต่างๆ คนที่เคยมีอำนาจก็เสียอำนาจ ก็มีความรู้สึกไม่ดี คนที่ก่อเหตุ ก็คือตนกูอับดุลกอเดย์ ซึ่งถูกจับไปขังแต่ต่อมารัชกาลที่ 5 พระราชทานอภัยโทษ ปล่อยตัวก็กลับไปที่เดิม ต่อมาขอที่คืน ในที่สุดแข็งเมืองอีก ครั้งนี้ไม่ให้จับ หนีเลย ลูกหลานออกมาก็ย่อมต้องคิด ถ้าไม่คิดถือว่าผิดปกติ เราเข้าใจแบบนี้จะรู้ว่าปัญหาแบ่งแยกดินแดนเป็นเรื่องธรรมดา แต่จะแก้ปัญหาอย่างไรต่างหาก ที่ในหลวงทรงแก้ ทำให้ทุกอย่างดีขึ้นๆ

ผมเป็นนายกฯ เหตุการณ์ภาคใต้ดีที่สุด คือผมเป็นคนในพื้นที่ รู้ปัญหาพื้นที่ภาคใต้ ถ้าทำพื้นที่ หาคนดีลงไป ท่านพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรีคนปัจจุบัน เป็นผู้ว่าฯ ปัตตานี เป็นผู้ว่าฯ เชียงใหม่ ต่อมาเมื่อตั้งรองปลัดฯ ก็ดึงจากเชียงใหม่มาเป็นรองปลัดกระทรวง ดูแลจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ได้คนดี เพราะเป็นคนสุจริต เป็นคนตรงไม่คดโกง ไม่มีปัญหาให้คนนินทาว่าร้าย ท่านเข้าใจปัญหา ช่วยได้มาก สถานการณ์ดูเหมือนว่าจะหมด ปีสุดท้ายที่ผมเป็นนายกฯ คือปี 2543  ช่วงปี 2544 ก็มีเหตุร้ายเกิดขึ้นเล็กน้อยประมาณ 13 ครั้งแต่ไม่มีคนตาย

มาเปลี่ยนเมื่อปี 2544 เมื่อผมพ้นตำแหน่งแล้ว คือนโยบายเปลี่ยน จากเดิมใช้นโยบายความมั่นคงแห่งชาติจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเฉพาะ เปลี่ยนเป็นนโยบายการเมือง รัฐบาลประกาศว่าจะแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ให้หมดภายใน 3 เดือน ประกาศวันที่  8 เมษายน 2544 วันที่ 7 มีระเบิดลงที่สถานีรถไฟหาดใญ่ วันที่ 8 นายกฯ ไปประกาศนโยบายภาคใต้ใหม่ แล้วขบวนการฆ่าทิ้งก็เกิดขึ้น นี่คือที่มาทั้งหมด ที่เอ่ยเรื่องนี้เพราะมันขัดต่อหลักนิติธรรมข้อที่ 1 ถ้าเราปฏิบัติตามกฎหมาย วันนี้ภาคใต้สงบไปแล้ว

เมื่อใช้วิธีฆ่าทิ้ง มุสลิมจึงก่อตัวขึ้นใหม่ และตั้งองค์กรใหม่ เวลานี้ที่ก่อปัญหาเรียกว่า อาร์เคเค คือกลุ่มจรยุทธ์ เป็นกลุ่มวัยรุ่น ก่อเหตุฆ่าเจ้าหน้าที่ ตำรวจ ทหาร อส. ตชด. ทุกอาชีพ ยกเว้นหมอ นับตั้งแต่ 4 มกราคม 2547 ความจริงเหตุร้ายภาคใต้ไม่ได้เกิด 4 มกรา 2547 แต่ว่าคนทั่วไปเข้าใจผิด ความจริงเหตุภาคใต้นโยบายใหม่ประกาศมื่อ 8 เมษายน 2544 คือนโยบายฆ่าทิ้ง ส่งมือเก็บไปเก็บที่นั่น ในที่สุดกระบวนการใหม่เกิดขึ้น ใช้เวลาก่อตัวและฝึกอาวุธ 3 ปี งานชิ้นแรกที่กระบวนการนี้ก่อคือ 4 มกราคม 2547 ปล้นปืนอาวุธสงครามคืนเดียวเอาไป 413  กระบอก ทำได้อย่างไรถ้าไม่แข็งพอ                                 

ถ้ายึดแนวทางที่ในหลวงทรงทำมา ปัญหาภาคใต้ในวันนี้จะไม่เกิด วันนี้หลายคนอาจรู้สึกเฉยๆ ไม่รู้ว่าคืออะไร แต่คนในพื้นที่จะรู้ดี เมื่อก่อนเราพูดถึงเรื่องตาย วันนี้ถาม สส.ภาคใต้ว่าจะไปอย่างไร สส.มุสลิมบอกว่า จะเสียดินแดนหรือเปล่า จะเสียด้ามขวานไม่ได้ ขวานไม่มีด้ามได้อย่างไร แต่ปัญหาจะรักษาด้ามขวานไว้อย่างไร ในสถานการณ์ของความเป็นชาติที่เกิดขึ้นมา นับตั้งแต่ ปี 2544 จนถึงทุกวันนี้

น่าเห็นใจเจ้าหน้าที่มาก เพราะลงไปแก้ปัญหา แต่ว่าเหตุร้ายที่เกิดขึ้นไม่มีใครรู้ว่าจะโดนใคร คนไปซื้อลองกองก็ตาย รองผู้ว่าฯ ตายไป 2 คน ผู้พิพากษาปัตตานีเป็นคนเชียงใหม่ ตายกลาง 4 แยกปัตตานี ไม่ทราบว่าจะเผชิญต่อไปอย่างไร เราจะรักษาบ้านเมืองไว้ได้ด้วยความมั่นใจอย่างไร

เจ้าของนโยบาย คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยอมรับว่าผิดคาด แต่ไม่ได้รับกับคนไทย ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์สเตรทไทม์ โทษว่าโรงเรียนนายร้อยสอนให้ใช้ถุงมือกำมะหยี่กับกำปั้นเหล็ก ให้ใช้นุ่มนวลและความรุนแรง แต่เรื่องนี้รุนแรงไป  สำหรับมุสลิมเรื่องตากใบเป็นเรื่องใหญ่มาก มุสลิมจะถือเป็นข้ออ้างอีกหลายร้อยปี ตากใบเป็นเรื่องที่คนมาชุมนุม ไม่ใช่เรื่องจับตัวประกัน คือต้องแยกให้ออก

ผมก็แก้ปัญหาจับตัวประกันที่โรงพยาบาลราชบุรี กรณีนั้นถ้าช้าไปวันเดียวหมอ พยาบาล คนไข้ตาย รัฐบาลก็ตาย สิ่งที่แก้ปัญหาคืนนั้น เมื่อเจรจากับกลุ่มก็อดอาร์มี่ไม่สำเร็จ ทางเลือกก็คือ ยิง 8 คนตายหมด ผมไปประชุมอาเซียน ทุกคนมาจับมือแสดงความยินดีที่แก้ปัญหาเสร็จในวันเดียว

ผมต้องไปทำบุญที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตาย ในฐานะผู้ปกครอง ไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่น แล้วจำเป็นต้องรักษาคนของบ้านเมืองตัวเอง แต่กรณีตากใบไม่ใช่การจับตัวประกัน มาชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรม บางคนมีอาวุธก็ต้องจัดการตามกฎหมาย แต่ไม่ใช่ใช้วิธีจับเขาขึ้นรถ ซ้อนกัน 2-3 ชั้น ในที่สุดทับกันจนตาย คิดดูว่าทรมานขนาดไหน เรื่องนี้กลายเป็นโจทย์ที่มุสลิมเอาไปพูดทุกเวที อดีต สส.คนหนึ่งที่สตูล เอาไปพูด เอาวิดีโอมาฉายให้เห็นว่าเป็นอย่างไร ก็ถูก กกต.สั่งให้ใบแดง

สิ่งที่เขาพูดเป็นเรื่องจริง อยากเล่าว่า แนวทางที่ในหลวงและสมเด็จฯ ทรงทำมาดีแล้ว และระหว่างที่มีการฆ่าทิ้ง คนแรกที่เตือนคือ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทรงรับสั่งกับจุฬาราชมนตรีว่า คนภาคใต้ส่วนใหญ่เป็นคนดี มีความเป็นธรรม ทำไมต้องย้ำว่ามีความเป็นธรรม ผมตีความว่าพระองค์ท่านทรงเตือนว่าอย่าไปทำอะไรที่ไม่เป็นธรม

ผมตามเสด็จเพราะเป็นพื้นที่ของตัวเอง เราจะถึงขั้นเสียเมืองไหม เสียชีวิตนั้นเสียไปแล้ว รวมแล้ว 6,000 กว่าคน มากกว่าทหารอเมริกันในอิรัค ยังตายอีกเท่าไรเราไม่รู้ ก็เอาใจช่วยผู้แก้ปัญหาทุกคน  ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ตาม เพื่อไม่ให้เสียเมือง ไม่สร้างปัญหาใหม่ ความจริงผมก็เป็นคนหนึ่งที่เตือนวิธีแก้ปัญหาภาคใต้ว่า อย่าแก้ด้วยวิธีสร้างปัญหาใหม่ แก้ปัญหาได้หนึ่ง เกิดใหม่สิบ แก้สิบเกิดใหม่ร้อย แล้วก็เกิดจริงๆ จากที่เกิดปีละ 13 ครั้ง กลายเป็นพันกว่าครั้ง นี่คือความผิดพลาดในเชิงนโยบาย ซึ่งเป็นบทเรียนที่สอนนักศึกษานิสิตทางด้านรัฐศาสตร์ฝ่ายความมั่นคง