Get Adobe Flash player

เดินหน้าประเทศไทย โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

หากเฝ้าดูความเป็นไปของบ้านเมืองเราในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีหลายเรื่อง ในส่วนของสภาฯ ทั้ง สนช.และ สปช.เราจะได้เห็นความตั้งใจ ทั้งในส่วนองค์กรโดยรวม ทั้งโดยส่วนบุคคล ที่อาสาเข้าไปทำหน้าที่ ได้เสนอความคิดเห็น ได้ระดมสมองที่จะ “ปฎิรูปประเทศ” ให้เกิดเป็นรูปธรรม แม้บางฝ่ายบางคน อาจมองว่าเป็นเรื่องเพ้อฝัน หรืออาจขัดกันในแง่ความคิดความเห็น แต่อย่างน้อย เราประชาชน ก็ได้เห็นความปรารถนาอย่างแรงกล้า ที่ไม่ได้ส่อไปในทางที่จะให้เกิดประโยชน์กับพวกพ้อง เหมือนคนของพรรคการเมือง

เราไม่เห็นการกระแนะกระแหน การจ้องล้มกันและกันจนเสียการ แต่เราจะเห็น การยกเอาเหตุและผล มาเพื่อสนับสนุนตน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สกัดกั้นคนทุจริต ที่จ้องเข้ามาโกงชาติ

ซึ่งเราเชื่อว่า เจตนาเหล่านี้ จะเป็นตัวนำพาให้สังคมไทยก้าวไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ในซีกของรัฐบาล เมื่อวันที่ 20-21 ธันวาคม มีผู้นำจากประเทศต่างๆ เข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ หรือ จีเอ็มเอส ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพ

เดอะอภิมหาบิ๊ก ที่เดินทางมาคราวนี้คือ นายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

รวมทั้งสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา

ท่านแรกคือมหาอำนาจในโลก และในภูมิภาค ท่านหลังสุดคือ “เพื่อนบ้าน” ที่ถ้าหากเอาแต่ยิงกัน เพื่อแย่งชิงก้อนหินพันปี ปราสาทโบราณ (ที่เอาไปแกงกินไม่ได้) ลงท้ายก็ไม่ได้อะไร ถ้าอยู่กันด้วยความร่วมมือ ลงท้ายก็จะเจริญทั้งคู่

ประชุมเสร็จยังไม่พัก วันรุ่งขึ้น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทยและคณะ เดินทางไปกรุงปักกิ่ง ข่าวว่านายกรัฐมนตรีและคณะ ได้รับการต้อนรับอย่างเต็มรูปแบบ เข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ก่อนเข้าหารือกับนายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ณ มหาศาลาประชาชน

แค่ได้ยิน ก็ตื่นเต้น จีนคืออภิมหาอำนาจ ที่เขาเลือกคบค้า ประสานผลประโยชน์กับเราครับพี่น้อง

นายกรัฐมนตรีไทย โปรยยาหอมก่อน บอกว่า ยินดี ที่ได้มาเยือนจีนอย่างเป็นทางการ พร้อมแสดงความขอบคุณ สำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นในวันนี้และกล่าวชื่นชมนายกรัฐมนตรีจีนที่ได้เข้าร่วมการประชุม GMS Summit ซึ่งจีนได้เสนอแนวคิดที่เป็นรูปธรรมและมีประโยชน์อย่างยิ่ง

ในโอกาสนี้ ผู้นำทั้งสองประเทศได้หารือถึงความสัมพันธ์ไทย-จีน โดยเฉพาะการเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาตร์อย่างรอบด้าน

โอกาสที่ไทยกับจีนจะครบรอบ 40 ปี นายกรัฐมนตรีไทยและจีนต่างเห็นพ้องกันว่าเป็นโอกาสที่ดี สำหรับทั้งสองฝ่ายที่จะกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้น และมองไปข้างหน้าด้วยกัน เพื่อกำหนดวิสัยทัศน์และแนวทางความร่วมมือระหว่างกันในอนาคต

ซึ่งควรให้ความสำคัญ กับการเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาคควบคู่ไปกับความร่วมมือทวิภาคี

ก่อนหน้านั้น เราร่วมมือด้านการพัฒนาเส้นทางรถไฟ วันนี้จีนบอกว่า ยินดีสนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางการคมนาคมของภูมิภาค ด้วยความพร้อมของไทยที่จะเป็นสถานที่ตั้งของศูนย์ควบคุมระบบรถไฟ รวมทั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับกิจการรถไฟ

ความร่วมมือด้านการเงินการธนาคาร นายกรัฐมนตรีจีนเห็นว่า จะเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันให้บรรลุเป้าหมาย 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ ในปี 2558

ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ

ความร่วมมือด้านพลังงาน สร้างความร่วมมือในเรื่องพลังงานหมุนเวียน โรงไฟฟ้าพลังความร้อน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน

นายกรัฐมนตรีไทย กล่าวว่า หากจีนสนใจนำเข้า “เอทานอล” จากต่างประเทศเพื่อตอบสนองความต้องการภายในประเทศ ไทยมีความพร้อมที่จะขายเอทานอลแก่จีน

ความร่วมมือด้านเกษตร จีนจะเร่งรัดการจัดตั้งสถาบันวิจัยยางในไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย

นายกรัฐมนตรีจีนกล่าวว่า จีนยินดีร่วมมือกับไทยในด้านวัฒนธรรม การท่องเที่ยว การทหาร ยุทโธปกรณ์ และการป้องกันการลักลอบข้ามพรมแดน เพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาค ทั้งนี้ ในด้านการท่องเที่ยว

จะหารือกันต่อไปในการเพิ่มเที่ยวบินระหว่างสองประเทศ

นายกรัฐมนตรีจีน และนายกรัฐมนตรีไทย ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามและบันทึกความเข้าใจ 4 ฉบับ

ประกอบด้วย

1 บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งธนาคารชำระดุลเงินหยวนในประเทศไทยระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารประชาชนจีน

2 ความตกลงทวิภาคีแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลหยวนและบาท

3 บันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับความร่วมมือทางวิชาการทรัพยากรน้ำและการชลประทาน

และ 4 บันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและธนาคารแห่งประทศจีน จำกัด

ความร่วมมือกับจีนตรงนี้ เป็นการประสานความร่วมมือ ที่ต่างฝ่ายต่างก็ได้ประโยชน์

ที่ผ่านมา ไทยเราฝากทุกความหวังไว้กับอเมริกา ในฐานะมหามิตรมาโดยตลอด แบบไม่เผื่อใจเอาไว้เจ็บ จนเริ่มรู้สึกได้ เมื่อพบว่า เพื่อนมักจะวางตัวในฐานะ “บิ๊กบอส” ในฐานะ “ตำรวจโลก”  ที่มองไทยเหมือนลูกน้องปลายแถว ถูกปฎิบัติในแบบ “สองมาตรฐาน” โดยเฉพาะยามที่เราลำบาก เรามักไม่ค่อยอยู่ในสายตา

การคบค้ากับจีน อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้สึกได้ ถึงความเป็นเพื่อนในภูมิภาค เหมือนกิ่งไม้หลายกิ่งที่มัดรวมกัน พึ่งพากันและกัน รวมกันให้เป็นปึกแผ่น ไม่ต้องโดดเดี่ยว นอกสายตา อย่างที่แล้วมา