Get Adobe Flash player

สังคมไทยในต่างแดน โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

อาจเป็นเรื่องที่พูดซ้ำ สำหรับคนไทยนอกประเทศ หรือแม้แต่คนลาว คนเขมร ฯลฯ ที่จากบ้านจากเมืองมาอยู่ไกลถึงในต่างแดน สิ่งที่ไม่อาจลบไปจากความรู้สึกคือ “คิดถึงบ้าน”

คนที่มาจากชนบท อาจมีภาพอย่างหนึ่ง คนในกรุงหรือคนเมืองใหญ่ก็มีภาพอีกอย่างหนึ่ง แต่ความคิดถึงก็ไม่ได้ต่างกัน

ความคิดถึง อาจรวมไปถึงความห่วงใย ที่อยากให้บ้านเมืองของเราร่มเย็น ผู้คนอยู่เย็นเป็นสุข อยู่ภายใต้การปกครองที่ผู้นำเห็นค่าของประชาชน ไม่เอารัดเอาเปรียบหรือกดขี่ข่มเหง มีทรัพยากร ทรัพย์ในดิน สินในน้ำ ก็แบ่งปันกัน ไม่ใช่ปล่อยให้กลุ่มผู้มีอิทธิพลกอบโกยไปเพียงฝ่ายเดียว แถมปลุกปั่นยุยง จนทำให้ ประชาชนแบ่งเป็นฝ่าย แตกแยกกันจนหาข้อยุติไม่ได้

เพื่อนบ้านเราบางประเทศ แบ่งฝ่ายประหัตประหารกันเอง ชักศึกเข้าบ้านมาร่วมวง แต่แล้วผู้สูญเสียก็คือคนชาติเดียวกัน

กว่าจะรู้ตัวก็เสียหายใหญ่หลวง ต้องกลับมารื้อฟื้น สร้างประเทศกันใหม่

แต่วันนี้เพื่อนบ้านได้ข้ามพ้นจุดตรงนั้นไปแล้ว ในขณะที่บ้านเรา กำลังเข้าสู่ปัญหา มีความพยายามที่จะก้าวให้พ้น แต่ยังไม่พ้น ความสงบเกิดขึ้นชั่วคราว โดยที่ในอนาคต ยังคาดเดาไม่ได้ว่า จะสงบอย่างยั่งยืนถาวร หรือสงบเพื่อรอให้เกิดปัญหาในรอบใหม่ที่ร้ายแรงกว่าเดิม

ท่าทีของมิตรประเทศ จีนเคยบอกว่าปัญหาภายในประเทศไทย ต้องแก้ด้วยคนไทย เพราะรู้ปัญหาเป็นอย่างดี ในขณะที่สหรัฐ เรียกร้องให้ยกเลิกกฎอัยการศึก ให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว

สหรัฐ เชื่อว่าการเลือกตั้ง คือประชาธิปไตย ประเทศใดมีการเลือกตั้ง ประเทศนั้นเป็นประชาธิปไตย ในแบบของสหรัฐ

แต่เมื่อถูกรัฐมนตรีไทยถามว่า ถ้าสหรัฐ ตกอยู่ในสภาพที่เป็นแบบไทยขณะนี้ ท่านจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ตัวแทนสหรัฐ ก็ไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้

เพราะสหรัฐ ก็เข้าใจปัญหาแบบสหรัฐ ซึ่งต่างกับจีน ที่มองคนเอเซียได้ทะลุปรุโปร่งกว่า

เราจึงเห็นว่า บทบาท และการเดินเกมการเมืองสหรัฐ ในภูมิภาคเอเซีย สหรัฐจะต้องรอบคอบ และมีมาตรฐานที่ชัดเจน เพียงมาตรฐานเดียว อย่างเห็นเราเป็นเบี้ยล่าง ที่สามารถสั่งซ้ายหัน ขวาหันได้

ต้องให้ค่าของคำว่า “มิตรประเทศ” ต้องเคารพซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ยุคมหาอำนาจ กับประเทศโลกที่สาม

สำหรับประเทศไทยนั้น แม้ในปัจจุบัน ไม่ได้อยู่กับการเลือกตั้ง แต่เรากลับเห็นว่า นี่คือประชาธิปไตยแบบดุลอำนาจ ที่กลุ่มอำนาจทุกฝ่าย ถ่วงดุลกันโดยธรรมชาติ

นักการเมืองใช้ประชานิยม ตามแนวทางป่าล้อมเมือง ใช้คนชนบทที่มีจำนวนมากกว่า มาเป็นคะแนน เพื่อเดินเข้าสู่อำนาจ

แต่เมื่อเข้ามาแล้ว กลับพยายามที่จะแปลงอำนาจเป็นเงิน แจกหว่านไปให้ฐานเสียง โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายโดยรวม

ฝ่ายที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็มีสิทธิ ที่จะต้องลุกขึ้นมาตรวจสอบ

อย่างข้ออ้างที่ว่า จำนำข้าวจำเป็นต้องขาดทุน เพื่อช่วยชาวนา

แม้ประชาชน จะเห็นด้วยว่าบางเรื่อง รัฐจะต้องขาดทุน เช่นเรื่องของเกษตรกร การศึกษา เรื่องการพัฒนาการระบบขนส่งมวลชน เรื่องพลังงาน ฯลฯ  หรือแม้แต่เรื่องเล็กๆ อย่างรถเมล์ฟรี รถไฟฟรี

ขาดทุนแต่พองาม ไม่มีใครเขาว่า แต่ขาดทุนแบบย่อยยับ คงไม่มีใครรับได้ เพราะทำให้เสียหายไปถึงอนาคตของลูกหลาน

ก็เหมือนการทำบุญ ทำตามกำลัง เป็นการทนุบำรุงศาสนา สนับสนุนการศึกษา หรือช่วยเหลือองค์กรสาธารณะ ช่วยผู้ด้อยโอกาส ฯลฯ เป็นการสร้างนิสัยแบ่งปัน เป็นการรู้จักให้ แทนที่จะเป็นฝ่ายที่รับเพียงอย่างเดียว  

แต่ถ้าทำบุญทุ่มสุดตัว ถึงขั้นขายบ้านขายช่อง หวังลงทุนเพื่อขึ้นสวรรค์ ตรงนี้คงไม่มีใครยอมรับได้

เมื่อผู้มีอำนาจรัฐ ใช้อำนาจไปในทางที่มิชอบ ก็ย่อมเกิดกระแสตรวจสอบและต่อต้าน

แล้วรัฐบาลก็ใช้กำลังภายใน ก่อความรุนแรง ลอบสังหาร สะสมอาวุธ ผู้คน จนถึงขั้นจะแบ่งประเทศ

จนทำให้ทหารซึ่งเป็นผู้ดูแลความมั่นคงต้องเข้ามาระงับเหตุ และยึดอำนาจ ซึ่งก็เป็นดุลอำนาจในประเทศ ที่คานกันไว้

และจำเป็นต้องวางกฎกติกาใหม่ให้รัดกุม เพื่อไม่ให้เกิดการใช้อำนาจที่มิชอบอีก

จะทำได้หรือไม่ วันนี้ยังไม่มีคำตอบ แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ก็สามารถ “ห้ามเลือด” ที่ไหลไม่หยุดลงได้ระยะหนึ่ง ก่อนที่จะเปิดทางให้ “นักการเมือง” เข้ามาบริหารประเทศรอบใหม่

ซึ่งถ้าเข้ามาแล้วมูมมาม ก็จะต้องลงเอยแบบเดิม

เพราะนี่คือประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่บางคนพยายามบอกว่า ประชาธิปไตยไทยตายแล้ว

ซึ่งเรามองว่ายังไม่ตาย แต่จะผลิดอกออกใบ เติบโตไปพร้อมๆ กับการตรวจสอบที่นับวันจะเข้มข้นขึ้น การฉ้อฉลโกงชาติ จะทำได้ยากขึ้น

นักการเมืองโกง กำลังจะประสบปัญหา “ได้ไม่คุ้มเสีย” คือโกงได้แต่ไม่สามารถรอดเงื้อมมือกฎหมายไปได้

คนไทยในต่างแดน ที่ห่วงใยประเทศไทย บางคนก็สู้จนท้อถอย ยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้น อยู่เหนือการควบคุมของเรา ต่อให้สู้เต็มกำลัง ก็ไม่สามารถต้านทานสิ่งชั่วร้าย ที่แฝงมาในรูปของนักการเมืองได้ ตรงกันข้าม เราเหมือนมดปลวกตัวเล็กๆ ที่ไม่มีใครมองเห็น

สู้ให้ตาย ตะโกนให้สุดเสียง ก็ไม่มีใครฟัง ไม่มีใครได้ยิน แม้ได้ยิน ก็ไร้ราคา

ซึ่งความเชื่อนี้ มีทั้งจริง และไม่จริงเสมอไป

อย่างหนึ่ง คือเราเป็นพลังมวลชนได้ เมื่อต้องการตัวตนมาสนับสนุนสิ่งที่ถูกต้อง และอย่างสอง เราสามารถช่วยชาติ ด้วยการเจาะเป้าหมายที่เล็กลง ตามกำลังของเรา และเพื่อนๆ ของเรา เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่สร้างสรรค์

เช่นตัวอย่างเล็กๆ ของชุมชนไทย ในเดือนหน้า

เราจะมีงานเทศกาลขนมจีนไทย เพื่อให้อาหารประเภทนี้เป็นที่แพร่หลายออกไป

มีงานระดมทุน ทำโครงการขาเทียมฯ เพื่อช่วยคนพิการในประเทศไทยและเพื่อนบ้าน ให้คนขาขาด สามารถลุกขึ้นเดินได้อีกครั้ง

หรือแม้แต่งานวันเกิดเล็กๆ ของสมาชิกในสังคมครอบครัวหนึ่ง ที่ระดมทุนไปช่วย ซับน้ำตาญาติพี่น้องที่ถูกไฟไหม้บ้านที่ประเทศลาว

สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้เกิดความรู้สึกและเห็นคุณค่าของคำว่า “คิดถึง ห่วงใย” ที่นำพาให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

อดีตกงสุลใหญ่ฯ วิทย์ รายนานนท์ เคยกล่าวไว้ว่า สิ่งที่ท่านนำไปเพื่อจะซับน้ำตาให้เขา อาจเป็นการทำให้น้ำตาของเขาพร่างพรู เพียงแต่เป็นน้ำตาแห่งความปิติ

เรามาช่วยกัน ทำความคิดถึงบ้าน ทำความห่วงใย ทำความรักชาติ ให้กลายเป็นความปิติ ที่มดตัวเล็ก จะกลายเป็นกองทัพมดปลวก ที่ทำลานดินให้กลายเป็นเจดีย์ ด้วยแรงน้อยๆ ของเรา

ที่เริ่มด้วยการรักประชาชน