Get Adobe Flash player

ภาวะโลกร้อน โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

ในช่วงชีวิตจากวัยเด็กจนปัจจุบัน ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งของสังคมและสิ่งแวดล้อม ประเทศไทยยุคพลเมือง 20 ล้านคน ไม่เจริญแต่น่าอยู่ ถนนหนทาง ไฟฟ้า น้ำประปามีเฉพาะในเมือง แต่น่าอยู่มากกว่าปัจจุบันมากมาย

น้ำท่า ปูปลา อุดมสมบูรณ์  อากาศบริสุทธิ์ สูดได้เต็มปอด ความเอื้อเฟื้อ โอบอ้อมอารีมีให้เห็นทั่วไป

วันนี้โลกเปลี่ยนแปลงชนิดที่เรียกว่าสิ้นเชิง เราเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่า “ความเจริญ” แต่สิ่งที่มาพร้อมกับความเจริญ กลายเป็นพิษภัย

อากาศร้อนขึ้นทุกปี ในกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ก็ระบุว่า มีค่าเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักวิทยาศาสตร์ได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด แล้วลงความเห็นว่า ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากฝีมือมนุษย์ ที่ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ปรากฏการณ์เรือนกระจก”

จริงอยู่ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น รังสีจากดวงอาทิตย์ที่เปลี่ยนไป ภูเขาไฟระเบิด แต่ก็ส่งผลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

นักวิทยาศาสตร์ยังชี้ว่า โลกร้อนขึ้นอากาศจะแปรปรวนมากขึ้น ภัยธรรมชาติก็จะรุนแรงขึ้น

โลกร้อน จะกระทบไปทุกส่วน ทำให้สิ่งมีชีวิตบางชนิดอยู่ไม่ได้ จนกลายพันธุ์ หรือถึงกับสูญพันธุ์ โรคภัยต่างๆ จะเพิ่มขึ้น

สำหรับมนุษย์ ก็ยังไม่มีใครออกมาให้หลักประกันว่า จะอยู่ได้หรือไม่ ถ้าอยู่ได้ จะต้องอยู่กันอย่างไร

 ที่ชัดเจนก็คือ ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น

ปริมาณน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น มาจากการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก ซึ่งแต่เดิมจุดที่หนาวสุด จนสามารถรักษาสภาพความเป็นน้ำแข็งเอาไว้ได้

เราอาจจะนึกภาพขั้วโลก ที่มีน้ำแข็งลอยอยู่ในทะเล แล้วคิดไปว่าเมื่อน้ำแข็งเหล่านี้ละลาย จะเพิ่มปริมาณน้ำในมหาสมุทรได้อย่างไร

ความจริงก็คือ น้ำแข็งมีลักษณะเป็นภูเขาขนาดมหึมา แผ่ปกคลุมพื้นที่มหาศาล ปริมาณน้ำแข็งมีทั้งบนบกและในน้ำ มีความสูงกว่าระดับน้ำทะเลมากมาย

เพราะฉะนั้นเมื่อน้ำแข็งละลายก็จะเพิ่มระดับน้ำในทะเลและมหาสมุทร

ในอีกด้านหนี่ง น้ำแข็งขั้วโลก ได้แผ่ความเย็นเหมือนห้องแอร์ ไปถึงส่วนต่างๆ ของโลก แต่ถ้าไม่มีน้ำเข็ง โลกก็จะรับความร้อนแบบเต็มๆ

เมื่อระดับน้ำทะเลเพิ่มสูง ก็ห่วงกันว่า พื้นดินที่ราบลุ่ม ชายหาด หมู่เกาะ บางส่วนจะจมอยู่ใต้ทะเล จนต้องเขียนแผนที่โลกกันใหม่ เพราะความเว้าแหว่งในภาคส่วนต่างๆ ต้องเกิดขึ้น

ว่ากันว่า ถ้ามีปรากฎการณ์น้ำท่วมโลก ความโกลาหล เกิดตามมาแน่นอน

หลายเมืองหลายประเทศ จะมีผลกระทบ ตั้งแต่กลุ่มหมู่เกาะ ประเทศติดชายทะเล และแน่นอนประเทศที่อยู่ระดับต่ำกว่าน้ำทะเลอยู่แล้ว ก็จะต่ำลงไปอีก

แถบบ้านเรา หลายๆ เมืองของเวียดนาม ดินดอนปากแม่น้ำโขง ประเทศไทยเราเอง ชายฝั่งอาจแหว่งไป

ฟังดูน่าตกใจ ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้น ปุบปับทันทีแบบไม่ให้ตั้งตัว แต่สิ่งที่จะเกิด มันจะค่อยๆ เกิด พร้อมๆ กับวิธีการแก้ไขในแบบของมนุษย์ ซึ่งเมื่อรู้ล่วงหน้า ก็จะต้องหามาตรการรับมือ

ซึ่งน่าจะไม่เหนือความสามารถของมนุษย์

ภาวะเรือนกระจกคืออะไร

ตอนแรกเคยเข้าใจว่า ภาวะนี้เกิดจากการแข่งขันกันสร้างอาคาร แข่งกันติดกระจก ติดแอร์ แล้วพ่นความร้อนออกมาข้างนอก ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด แม้สิ่งที่กล่าวถึง จะส่งผลให้เกิดภาวะโลกร้อนก็ตาม

คำตอบที่ถูกมาจากกรมอุตุนิยมวิทยา ที่ได้ให้ความรู้ว่า  ภาวะเรือนกระจก คือ ภาวะที่ชั้นบรรยากาศของโลกกระทำตัวเสมือนกระจก ที่ยอมให้รังสีคลื่นสั้นผ่านลงมายังผิวโลกได้ แต่จะดูดกลืนรังสีคลื่นยาวช่วงอินฟราเรดที่แผ่ออกจากพื้นผิวโลกเอาไว้ จากนั้นก็จะคายพลังงานความร้อน ให้กระจายอยู่ภายใน ชั้นบรรยากาศและพื้นผิวโลก จึงเปรียบเสมือนกระจกที่ปกคลุมผิวโลกให้มีภาวะสมดุลทางอุณหภูมิ และเหมาะสมต่อสิ่งมีชีวิตบนผิวโลก

แต่ในปัจจุบันมีก๊าซบางชนิดสะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศมากเกินสมดุล ซึ่งก๊าซเหล่านี้สามารถดูดกลืนรังสีคลื่นยาวช่วงอินฟราเรด และคายพลังงานความร้อนได้ดีพื้นผิวโลกและชั้นบรรยากาศ จึงมีอุณหภูมิสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศของโลก และสิ่งมีชีวิตพื้นผิวโลกอย่างมากมาย

ในภาวะปกติชั้นบรรยากาศของโลกจะประกอบด้วย โอโซนไอน้ำ และก๊าซชนิดต่างๆ ซึ่งทำหน้าที่กรองรังสีคลื่นสั้นบางชนิดให้ผ่านมาตก กระทบพื้นผิวโลก รังสีคลื่นสั้นที่ตกกระทบพื้นผิวโลกนี้ จะสะท้อนกลับออกนอกชั้นบรรยากาศไปส่วนหนึ่งที่เหลือพื้นผิวโลก ที่ประกอบด้วยพื้นน้ำ พื้นดิน และสิ่งมีชีวิตจะดูดกลืนไว้ หลังจากนั้นก็จะคายพลังงานออกมา ในรูปรังสีคลื่นยาวช่วงอินฟราเรดแผ่กระจายขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ และแผ่กระจายออกนอกชั้นบรรยากาศไปส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งนั้นชั้นบรรยากาศก็จะดูดกลืนไว้

 และคายพลังงานความร้อนออกมา ผลที่เกิดขึ้นคือทำให้โลกสามารถรักษาสภาพสมดุลทางอุณหภูมิไว้ได้ จึงมีวัฎจักรน้ำ อากาศ และฤดูกาลต่าง ๆ ดำเนินไปอย่างสมดุลเอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิตพืชและสัตว์ โลกจึงเปรียบเสมือนเรือน ปลูกพืชขนาดใหญ่ที่มีไอน้ำและก๊าซต่างๆ ในชั้นบรรยากาศเป็นเสมือนรอบกระจก ที่คอยควบคุมอุณหภูมิ และวัฎจักรต่าง ๆ ให้เป็นไปอย่างสมดุล

 แต่ในปัจจุบันชั้นบรรยากาศของโลกมีปริมาณก๊าซบางชนิด มากเกินสมดุลของธรรมชาติ อันเป็นผลมาจากฝีมือมนุษย์ เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก๊าซคลอโรฟลูออโรคาร์บอน และก๊าซไนตรัสออกไซด์ เป็นต้น

มันก็จะคายความร้อนสะสมอยู่บริเวณพื้นผิวโลก และชั้นบรรยากาศเพิ่มมากขึ้น พื้นผิวโลกจึงมีอุณหภูมิสูงขึ้น เราเรียกก๊าซที่ทำให้เกิดภาวะแบบนี้ว่า "ก๊าซเรือนกระจก"

ทำให้โอโซนในชั้นบรรยากาศลดน้อยลง ส่งผลให้รังสีคลื่นสั้นที่ส่องผ่านชั้นโอโซนลงมายังพื้นผิวโลกได้มากขึ้น รวมทั้งปล่อยให้รังสีที่ทำอันตรายต่อมนุษย์ และสิ่งมีชีวิตส่องผ่านลงมาทำอันตรายกับสิ่งมีชีวิตบนโลกได้ด้วย

ผลที่ตามมาก็คือการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม การผันแปรของสภาพภูมิอากาศของโลกและท้องถิ่น

สรุปคือ ภาวะโลกร้อน มีต้นเหตุจากการที่มนุษย์ จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงต่างๆ, การขนส่ง และการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม การตัดไม้ทำลายป่าฯลฯ

ประเทศไหนครับ  ที่ปล่อยควันพิษระดับต้นๆ ของโลก มีปริมาณสะสมมาตั้งแต่ปี 1950 เป็นต้นมา

ที่ 1 สหรัฐ 186,100 ล้านตัน 2.สหภาพยุโรป 127,800 ล้านตัน 3. รัสเซีย 68,400 ล้านตัน 4. จีน 57,600 ล้านตัน 5.ญี่ปุ่น 31,200 ล้านตัน 6.ยูเครน 21,700 ล้านตัน 7.อินเดีย 15,500 ล้านตัน 8.แคนาดา 14,900 ล้านตัน ฯลฯ

ว่าไปแล้วประเทศเหล่านี้ ต้องรับผิดชอบก่อนนะครับ ไม่ใช่มาไล่เบี้ยกับประเทศเล็กๆ

แต่เราเอง ก็ต้องเริ่มแก้ที่ตัวเรา ประเทศเรา ถือเป็นการร่วมด้วยช่วยกันลดการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และ ก๊าซธรรมชาติ

ช่วยกันผลักดันให้มีการเปลี่ยนจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ไปใช้แหล่งเชื้อเพลิงที่เป็นพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและยั่งยืน โดยหันมาศึกษาอย่างจริงจังเกี่ยวกับ พลังงานทางเลือก พลังงานหมุนเวียน พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ อย่างจริงจัง

ในส่วนของประชาชน เราช่วยลดภาวะโลกร้อน ด้วยการปรับความเคยชิน ให้เกิดการประหยัดพลังงานในส่วนของเราเอง ส่งผลให้ประหยัดเงินในกระเป๋าด้วยครับ.