Get Adobe Flash player

คำสอนที่ที่ผิดเพี้ยนไป โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

ผมไม่ค่อยเขียนเรื่องศาสนา เพราะความรู้ด้านนี้น้อยมาก เกรงว่ายิ่งเขียนก็ยิ่งผิดแทนที่จะทำให้ดีขึ้น จะทำให้เป็นการเพิ่มปัญหาให้กับสังคมมากขึ้นไปอีก

แต่บังเอิญ ช่วงนี้มีหัวข้อถกเถียงในประเด็น ปัญหาของพระธรรมวินัย ผิดเพี้ยนไปจากคำสอนของพระพุทธเจ้า

ผมว่าเป็นข้อถกเถียงที่น่าสนใจ เลยอยากจะขอร่วมวงสัมมนา

จากมุมมองของคนที่เรียนศิลปะ โดยอาศัยหลักฐานที่ปรากฎ จากโบราณสถานอันเป็นศิลปะที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา ทั้งที่ในประเทศอินเดีย และในประเทศไทย ที่ศาสนาพุทธเผยผ่าเข้ามาถึง

ประเด็นพระธรรมวินัยผิดเพี้ยน ผมว่าน่าจะเกิดขึ้นมานานเกือบเท่าอายุของพระศาสนาครับ หลักฐานทางโบราณคดี ระบุไว้ว่า หลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปนานถึง 300 ปี

ในยุคของพระเจ้าอโศกมหาราช กษัตริย์ผู้ซึ่งเป็นนักรบ แห่งราชวงศ์เมารยะ หลังจากเป็นผู้รุกราน เข่นฆ่าผู้คน ขยายอาณาเขตจนได้มาทุกอย่าง กลับพบว่าสิ่งที่ได้ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ และโหยหาความสุขแต่ก็ไม่ได้มา

เมื่อทรงเบื่อหน่ายการศึก ก็หันมาสนใจพุทธศาสนา และคิดว่าศาสนาน่าจะนำความสุขมาให้ได้

ซึ่งในท้ายที่สุด ท่านจะมีความสุขหรือไม่ ไม่มีใครยืนยัน

ยุคของพระองค์ มีการรวบรวมคำสอนของพระพุทธเจ้า ทำสังคายนาพระไตรปิฏก ขึ้นเป็นครั้งแรก

ในสมัยพระเจ้าอโศก กับสมัยพระพุทธเจ้า หากเทียบเวลาในปัจจุบัน เท่ากับย้อนอดีตไปถึงกรุงศรีอยุธยา นั่นก็น่ากังวลว่า พระธรรมคำสอนที่รวบรวมมาได้ จะตรงกับต้นฉบับเดิมหรือไม่ ซึ่งก็ตอบยาก

แต่กระนั้นก็ตาม พระเจ้าอโศกฯ ก็ได้สร้างสัญญลักษณ์ในพระพุทธศาสนาขึ้นมา 4 อย่าง ที่เป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นหลังในการสืบหาอดีต

ท่านสร้างรูปรอยพระบาท แทนประสูติ หมายความง่ายๆว่า พระพุทธเจ้าได้เหยียบลงบนแผนดินแล้ว, โพธิบัลลังก์ แทนการตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ , ธรรมจักรประกอบกลางหมอบ แทนปฐมเทศนา ธรรมจักรกปวัตนสูตร และ

พระสถูป แทนปรินิพพาน

ผมขอใช้คำไทยง่ายๆ นะครับ สถูป คือสิ่งแทนเนินดิน ที่เกิดขึ้นหลังจากเผาพระพุทธเจ้า กล่าวกันว่ามีคนนำฟืนมาจากทุกสารทิศ จนเกิดเป็นกองเถ้าถ่านกองใหญ่มหึมา จึงมีการจำลองเนินดิน

เจ้าชายสิทธ้ตถะ เป็นกษัตริย์ ที่นั่งของกษัตริย์คือบัลลังก์ ก็มีการเอาบัลลังก์ไปวางไว้บนเนินดิน เพื่อเป็นสิ่งแทนให้คนรู้ว่า ที่นี่คือเนินดินแห่งกษัตริย์

บัลลังก์อยู่กลางแจ้ง ก็ร้อน จึงมีการเอาร่มไปปักไว้ด้านบน

ร่มของกษัตริย์ คือฉัตร จะมีลักษณะซ้อนกันหลายชั้น ยิ่งชั้นสูง จะยิ่งเล็กลง จนถึงยอดแหลม

นี่คือรูปทรงอันเป็นที่มาของพระสถูป

ซึ่งต่อมาก็พัฒนาไปเป็นทรงระฆัง แต่คงความเป็น องค์สถูป (ระฆังก็คือเนินดิน ปล้องไฉน ปลียอด ก็คือฉัตร) ก่อนคลี่คลายเป็นทรงอื่นๆ อีกมาก

ถ้าถามว่า สถูปคืออะไร ตอบว่า สถูปคือสิ่งก่อสร้างที่มีรูปทรงคล้าย “ลอมฟาง” (กองฟางที่ชาวนาสุมไว้)

แค่พระสถูปอย่างเดียว คนรุ่นปัจจุบัน ก็เรียกว่าเจดีย์ ซึ่งเพียงแค่นี้ก็เพี้ยนไปจากความหมายเดิม

ความจริงความหมายของเจดีย์ไม่ใช่สถูป เจดีย์ มี 4 อย่าง (ธาตุเจดีย์ ธรรมเจดีย์ บริโภคเจดีย์ อุเทสิกเจดีย์) ซึ่งรายละเอียด มีอีกมากครับ

เอาแค่ประเด็นเดียว “สถูป” ความหมายก็เปลี่ยนไป

เหมือนกับคำว่า “ผู้อวุโส” นั่นแหละครับ เอามาจากอินเดียใช้ต่อกันมาจนกระทั่งความหมาย ไม่รู้ว่าใครอ่อน ใครแก่

กลับมาที่ พระเจ้าอโศก ไม่สร้างรูปเคารพ หรือไม่สร้างพระพุทธรูป เพราะเชื่อว่าพระพุทธเจ้าสอนให้เคารพพระธรรม ไม่สอนให้เคารพรูป

แต่กลุ่มคนที่สร้างพระพุทธรูป กลายเป็นเป็นชนชาติกรีก พวกเขาเคารพเทพเจ้ามาก่อน มีการสร้างรูปเคารพต่างๆ พอมีคนบางกลุ่ม (คันธาราฐ) มานับถือศาสนาพุทธ ก็มีการสร้างรูปพระพุทธเจ้าขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งก็ได้ผล

เพราะมีการนำไปเป็นแบบสร้างต่อมาในอินเดีย ตั้งแต่สมัยอมราวดี คุปตะ ปาละวะ ฯลฯ ปรับปรุงรูปลักษณ์ตามคตินิยม เป็นปางต่างๆ มากมาย

คนเชื่อว่า ไหว้รูป ก็ดีเหมือนกัน จะได้รู้สึกว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้า คือสิ่งแทนพระพุทธเจ้า แต่ขอให้ศึกษาธรรม ควบคู่ไปด้วย

แต่ก็มี.... ที่ไหว้พระพุทธรูปเพื่อให้พ้นทุกข์ ขอโชค แล้วก็ตัดตอนมา เป็นการสร้างรูปปั้นหลวงตา หลวงพ่อ ทั้งองค์ใหญ่ องค์เล็กไว้คล้องคอ ศาสนาจบแค่หลวงพ่อ ไปไม่ถึงคำสอนพระพุทธเจ้า  

ศาสนาพุทธ สืบทอดมาถึงยุคของ ราชวงศ์ ปาละ-เสนา ของอินเดีย

กษัตริย์บางองค์เป็นพุทธ บางองค์เป็นพราหมณ์ หรือฮินดู ทำให้คำสอนสองศาสนามาปนเปกัน เคารพพระพุทธด้วย พระณารายณ์ด้วย พระศิวะด้วย ฯลฯ มีการปั้นแกะสลักพระพุทธ ให้ดูมีอิทธิฤทธิ์ จนประชาชนแยกไม่ออกว่าไหนพุทธ ไหนพราหมณ์

มหาวิทยาลัยยุคแรก “นาลันทา” ก็นำคำสอนมาเผยแผ่ ปนเปกัน

นักการศึกษา นำพระธรรมไปเผยแผ่ยังประเทศต่างๆ รวมทั้งพระสมณฑูต อย่าง “หยวนฉาง เหี้ยนจัง หรือที่คนไทยเรียก พระถังซัมจั๋ง” ท่านก็นำบันทึกไปสอนผู้คนที่เมืองจีน

ศาสนาพุทธในทุกประเทศ จึงมีความต่าง ในประเทศไทยก็เช่นกัน

กระพี้ แตกต่างได้ แต่สำคัญคือหัวใจพระศาสนา ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้สงบ จะต้องไม่ต่างกัน

แต่ที่ทุกวันนี้ ปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะคำสอนที่ผิดเพียนเท่านั้น

แต่ เพราะสิ่งที่ได้มาคือเงินและอำนาจ จนทำให้มีการแสวงหา “เงิน” กับ “อำนาจ”

เราจึงเห็นภาพเช่น นักบวช ลงทุนนั่งในกะทะที่มีน้ำและน้ำมัน ในขณะที่มีฟืนสุมไฟอยู่ข้างล่าง ก็เพื่อให้ผู้คนศรัทธา นำปัจจัยมาถวาย

นักบวชลงทุนดูหมอแม่นๆ ก็เพื่อให้ผู้คน “ขึ้น” มีปัจจัยเข้าวัด

เมื่อสร้างวัด แล้วกลายเป็นวัดรวย ก็อยู่สบาย ยิ่งกว่านั้น ในสังคมไทย ใครมีเงินก็มีอำนาจ เป็นสงฆ์ ก็มีอำนาจได้ ท่านอาจไม่เชื่อว่า บางวัดในประเทศไทย ทำเงินแต่ละวันมากกว่าธนาคารหลายแห่งมารวมกัน

ทำให้มีนักการเมือง นักธุรกิจก็หัวใส เข้ามาบริหารวัดให้เหมือนบริหารธุรกิจ ใช้จุดอ่อนของผู้คน เป็นจุดแข็งของวัด ซึ่งพลังศรัทธาถ้ามากพอ ก็จะเป็นอำนาจทางการเมือง

เขาบอกว่า บริหารบุญ ให้มีจุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรม ทำบุญน้อยได้ผลตอบแทนน้อย  ทำบุญมาก ได้กุศลมาก.... แม้พระพุทธเจ้า ก็สามารถไปเฝ้าได้

ดัดแปลงสถูปทรงลอมฟางให้เป็นทรงจานบิน ทันสมัยก้าวข้ามโลกุตระด้วยโลกาภิวัตน์

จนวันนี้สายไปแล้วครับ ที่ทำให้คนที่ศรัทธา ให้เลิกศรัทธา เพราะความเชื่อก็เป็นสิทธิส่วนบุคคล

ส่วนปัญหา เกิดจากคน ที่ทั้งศาสนจักร และอาณาจักร จะต้องกำหนดกติกา แก้ปัญหาไปพร้อมกันทั้งโครงสร้าง 

เอาแค่เรื่องเรื่องเงิน กับอำนาจ ถามว่านักบวชผู้สละแล้ว โดยบิณฑบาตข้าวน้ำ เพื่อประทังชีวิต ถ้านักบวช หรือวัดเป็นเศรษฐี เป็นผู้มีอิทธิพล จะผิดวัตถุประสงค์เดิมหรือไม่ ถ้าผิด ก็จะต้องแก้ไข

ถ้าแก้จุดนี้ได้ เรื่องอื่นก็แก้ได้ครับ.