Get Adobe Flash player

‘กมล ทัศนาญชลี’ทำอะไร โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปฟังอาจารย์กมล ทัศนาญชลี ศิลปินแห่งชาติแถลงข่าว โครงการยุวศิลปิน ที่นำนักศึกษาศิลปะ จาก 27 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ คัดให้เหลือ 10 คน เพื่อเดินทางมาศึกษา ดูงาน และแสดงศิลปะในสหรัฐ

โดยในปีนี้มีเยาวชนเสนอตัวสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 400 คน

คัดเลือกเข้าค่ายฝึกอบรมที่มหาวิทยาลัยบูรพา บางแสน ได้ 70 คน โดยศิลปินแห่งชาติหลายท่าน ร่วมเป็นทั้งวิทยากรและผู้คักเลือก ในที่สุด ก็เหลือ 10 คน บวกกับที่ตกค้างจากปีที่แล้ว 1 คน รวมเป็น 11 คนได้สิทธิ์ เดินทางมาสหรัฐ

มาแสดงนิทรรศการผลงานของแต่ละคน ที่สถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส จากนั้นก็ตระเวณไปดูบ้านเมือง ดูธรรมชาติ ดูมิวเซียมที่สำคัญๆต่างๆ ทั่วรัฐแคลิฟอร์เนีย

ทำไมต้องพามาซ้ำซาก ไปแสดงภาพที่ดูไม่เห็นจะรู้เรื่อง ไม่สวย จะวาดให้ได้อะไรขึ้นมา

หลายคนก็เคยตั้งคำถามแบบนี้

ผมคงไม่สามารถตอบให้ถูกใจได้ทั้งหมด แต่อยากจะให้รู้สึกว่า วิชาการแขนงศิลปะ มีความสำคัญต่อโลกใบนี้ ไม่น้อยกว่าแขนงอื่น ผู้คนที่เรียนศิลปะเหล่านี้แหละครับ ที่ไปสร้างโลกให้สวยงาม ตึกรามบ้านช่อง วัดวาอาราม ปราสาทราชมณเฑียร สิ่งของเครื่องใช้ ถนนหนทาง ภูมิทัศน์ ฯลฯ งานที่เกี่ยวกับการออกแบบทั้งหลายทั้งปวง จะต้องใช้คนเหล่านี้แหละครับไปทำ

ไม่ใช่เรื่องแค่ความสวย “ที่บางคนบอกว่ากินไม่ได้” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเหมาะต่อประโยชน์ใช้สอย พอดี ลงตัว

ออกแบบเก้าอี้ให้นั่งสบาย ออกแบบช้อนที่ต้องเข้าปากอย่างพอเหมาะ ออกแบบรถให้ลู่ลม ฯลฯ และอื่นๆ และอื่นๆ

แต่วิชาการในช่วงที่กำลังเรียน ก็เหมือนศาสตร์ชั้นสูงอื่นๆ เช่นคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ มันต้องตอบโจทย์ที่ยากในสิ่งที่ไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวัน เหมือนไม่รู้จะเรียนไปทำไม

แต่ที่จริงแล้ว สิ่งที่เป็นโจทย์ยาก มันเป็นการสร้างสมขบวนการทางความคิดระดับสูง เพื่อมาทำสิ่งที่ยากเกินกว่าทั่วๆ ไป อย่างการผลิตวิทยุโทรทัศน์ ที่มีเสียง มีภาพมาทางอากาศส่งถึงบ้าน อย่างคอมพิวเตอร์ ฯลฯ

ถ้าสมองไม่ถูกฝึกฝน จะไม่สามารถทำได้

งานศิลปะ ที่เรียกว่า “แอบสแตรค” หรือที่คนไทยใช้คำว่า ศิลปะนามธรรม ก็เช่นกัน เป็นวิชาเรียนที่ฝึกให้นักศึกษาคิดและสร้างสรรค์ เพื่อให้ผู้เรียนจำนวนหนึ่ง ไปทำ ไปคิด สิ่งอันเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์

เพราะฉะนั้นในรายละเอียดของสิ่งที่ดูไม่รู้เรื่อง มันจึงมีรายละเอียดของปัญญา ที่วันข้างหน้าจะสามารถหยิบมาใช้ได้

ทำไมนักศึกษาต้องมาอเมริกา ก็เพราะอเมริกา ได้สะสมสิ่งที่เรียกว่าสุดยอด บนโลกใบนี้ไว้มากมาย มีความก้าวหน้าทางวิชาการระดับต้นๆ การที่เยาวชนได้มาเห็น เป็นการย่นระยะเวลาการเรียนรู้ให้เร็วขึ้น ให้ได้รับสิ่งที่ตนเองอาจคาดไม่ถึง เปิดโลกทัศน์แห่งปัญญาให้เจิดจ้า

เยาวชนเหล่านี้ คือพันธุ์กล้า ที่จะกลับไปงอกงามบนแผ่นดิน เพื่อประโยชน์โดยรวม

เกือบ 40 ปีที่ผู้ชายชื่อ กมล ทัศนาญชลี ทำสิ่งเหล่านี้

ย้อนไปยุคแรกๆ เขานำศิลปินรุ่นใหญ่ๆ มาสหรัฐก่อน

ตอนนั้นยังไม่มีคนเห็น ถึงเห็นก็มองข้าม

เขาจึงหาทุนเอง ออกเงินเอง ขายรูปบ้าง อาศัยฝรั่งที่เห็นคุณค่าของศิลปะบ้าง นำศิลปินมา แล้วก็ให้พักที่บ้าน ให้ภรรยาทำกับข้าวให้กิน ตระเวณ ขับรถเองพาไปยังสถานที่สำคัญต่างๆ เพราะเขาเชื่อว่าสิ่งที่เขาจัดประสบการณ์ให้ จะสามารถนำประโยชน์กลับไปยังแผ่นดิน

ทำแล้วได้อะไร คำตอบคือไม่ได้อะไร แต่เพราะอยากทำ ได้ความสุข

ได้สืบสานความเป็นลูกหลานช่างสิบหมู่ ที่ตระกูลโคตรเง่า เคยฝากผลงานล้ำค่า เป็นลายรดน้ำ กนก นารี กระบี่ คชะ ประดับประดา อยู่ในงานประณีตศิลป์ ในวัง ในวัด ในตู้พระธรรม ในพระบูชา ฯลฯ

ยุคใหม่ โลกเปลี่ยนไป แต่ลูกหลานตระกูล ทัศนาญชลี ก็สืบสานแต้มสี ให้ความงามคงอยู่กับแผ่นดิน จนกว่าจะหมดแรง หรือถึงวันตาย

เกือบ 40 ปี จากรุ่นใหญ่ สู่รุ่นกลาง แล้วมาสร้างรุ่นเล็ก กมล ผู้ชายไทยผิวคล้ำคนธรรมดา ก็ยังทำงานอย่างบากบั่น จนกระทั่ง หลายปีต่อมาคนเริ่มเห็น สถาบันการศึกษาเห็น รัฐบาลเริ่มเห็น และให้ความร่วมมือช่วยเหลือ

สถาบันการศึกษาหลายแห่ง ยกย่องให้ปริญญาดุษฏีบัณฑิต กิตติมศักด์

องค์กร ให้เกียรติสูงสุดเป็นศิลปินแห่งชาติ

แต่ กมล ก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจากความเป็นสามัญ เขามอบเงินประจำตำแหน่งศิลปินแห่งชาติทุกเดือน ให้เป็นทุนการศึกษากับเด็กๆ ส่วนตัวเขา อยู่ได้ด้วยการวาดรูป

เพราะทุกปี นักสะสมภาพจำนวนหนึ่ง จะมาซื้องานของเขาไปเก็บไว้ แต่เขาก็ไม่ขายทั้งหมด เพราะเงินสำหรับกมล ก็มีค่าสำหรับแค่ พออยู่ พอกิน

ตัวเอง ภรรยา และหมา กับบ้านที่ต่อเติมเป็นหลายห้อง รวมทั้งสวนหลังบ้าน ให้ผู้คนในแวดวงศิลปะได้มาพัก

ผักหญ้าก็ปลูกกินเอง

ชีวิตเรียบๆ ง่ายๆ ของ กมล อุทิศเพื่อศิลปะ ใช้เวลาแทบทั้งหมด เพื่อผู้อื่น

ระยะหลังนี้ เขาและเพื่อนทำโครงการศิลปินแห่งชาติสัญจร เปิดอบรมเยาวชน ครูบาอาจารย์ พระสงฆ์องค์เจ้า ไปทั่วประเทศ สร้างประติมากรรมใหญ่ๆ ไว้ตามสถานที่สำคัญต่างๆ

ผลงานจากความคิดของ กมล ถ้าเทียบมูลค่าราคา แต่ละชิ้น หลายล้านบาท แต่เขาทำให้เปล่า ไม่คิดเงินแม้แต่บาทเดียว จนใครๆ จองตัวให้ไปสอน ไปเป็นวิทยากร ไปสร้างงานศิลปะให้จังหวัดต่างๆ ทุกครั้งที่กลับประเทศไทย

งานประติมากรรมของกมล เป็นสแตนเลส เขาไม่ทำงานอื่น เพราะสแตนเลส เป็นวัสดุที่มีอยู่แล้วในท้องตลาด

งานอีกด้านหนึ่งของกมล คือการนำศิลปินระดับนานาชาติ จากทั่วโลก ไปแสดงผลงานในประเทศไทย ร่วมกับศิลปินของประเทศไทย

เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ เพื่อ ตามกันให้ทัน สำหรับวิชาการด้านศิลปะ

และเพื่อให้ศิลปินต่างชาติ ประทับใจ และรักเมืองไทย

ซึ่งก็ได้ผล เพราะเวลาต่อมา ศิลปินเหล่านั้นมา เป็นวิทยากรในสถานศึกษา มาสร้างสรรค์ผลงานในประเทศไทยมากขึ้น

พวกเขาทำงานให้ประเทศด้วยใจ ไม่ใช่น้ำเงิน

วันนี้ของ กมล อาจมีคนมองว่า เขามีชื่อเสียงโด่งดัง น่าอิจฉา หรือมองไม่เห็นความตั้งใจในสาระที่เขาทำ หรือต้องการจะโค่นให้คว่ำไปต่อหน้า เพื่อให้คนอื่นๆ ขึ้นมาแทนที่

อยากจะบอกว่า สิ่งที่ใครๆ ทำกับเขา ล้วนกระทบหัวใจเขาทั้งสิ้น อยากให้เจ็บ เขาก็เจ็บอย่างง่ายดาย เพราะศิลปิน มีความเปราะบางในหัวใจที่อ่อนโยน ที่ไม่เคยชินกับการปะทะในโลกของการต่อสู้หรอกครับ.