Get Adobe Flash player

สื่อฯ กับสังคม

Font Size:

 

ผมเคยพูดกับเพื่อนๆ เสมอ ถึงผลวิจัยของนักศึกษาคนหนึ่ง มาทำวิจัยเกี่ยวกับสื่อไทยในสหรัฐฯ แล้วสรุปว่า หนังสือพิมพ์ไทยที่นี่ เป็นกระบวนการทางสังคมศาสตร์ ไม่ใช่กระบวนการทางวารสารศาสตร์

หมายถึง เกิดจากสังคมของคนไทยซึ่งเป็นกลุ่มชนในต่างแดน มีความจำเป็นต้องการสื่อถึงกัน มากกว่าที่จะใช้ทฤษฏีทางวารสารฯ และไม่ได้มุ่งเน้นด้านธุรกิจ

ใครจะเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไรก็ตาม แต่นี่ก็คือกระจกเงา หรือเสียงสะท้อน ที่ “เขา” มอง “เรา” เขาเห็นอย่างไร ก็สรุปออกมาอย่างนั้น

สอดคล้องกับเพื่อนของผมคนหนึ่ง ซึ่งในอดีตเป็นผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์เศรษฐกิจฉบับใหญ่ที่เมืองไทย เมื่อมาอยู่ที่แอลเอ ก็เข้ามาทำหนังสือพิมพ์ระยะหนึ่ง ก่อนที่จะเปลี่ยนอาชีพไปเป็นนักธุรกิจ

เขาให้ความเห็นว่า หนังสือพิมพ์ของพวกเรา เหมือน “ใบบอก” ที่แจ้งข่าวสารเพื่อบอกชุมชน ว่าใครทำอะไรกันอยู่ที่ไหน เพื่อเชื่อมให้คนในชุมชนสามารถสื่อสารถึงกันได้

ผมเห็นด้วยกับความคิดนี้ เพราะมองเห็นความจำเป็นบางอย่าง ที่ผู้คนได้รับจากสื่อฯ

ถ้าท่านเคยไปทำงานต่างรัฐ บางรัฐ ที่ไม่มีหนังสือพิมพ์ไทย (ในยุคที่ยังไม่มีเฟซบุ๊ค ไม่มีไลน์) ยากมากที่เราจะรู้ว่า มีกลุ่มคนไทยอยู่ที่ไหนบ้าง จะติดต่อคนเหล่านั้นได้อย่างไร พอจะหางานได้ที่ไหน มีร้านอาหารไทยบ้างหรือไม่ มีวัดไทยบ้างหรือเปล่า จนเรารู้สึกเหงา

แต่สำหรับในแอลเอ เรามี “ใบบอก” อย่างน้อยก็สามารถหยิบมาเพื่อหางาน หาบ้านเช่า ซื้อรถ ขายรถ หรือจะประกาศเพื่อหาคนไปทำงาน ฯลฯ

มีข่าวคราวของบ้านเมือง ทำให้ทราบว่า ญาติมิตรที่เราจากมาเขาอยู่กันอย่างไร สุขทุกข์แค่ไหน การเมือง สาธารณสุข การศึกษา น้ำท่วม ฝนแล้ง หมอกควัน ฯลฯ

แต่ถ้าถามว่าสังคมที่นี่ มองคนทำหนังสือพิมพ์ อย่างไร

ก็มีทั้งที่ชอบ และไม่ชอบครับ ที่ไม่ชอบเลย ไม่เชื่อถือคนทำหนังสือพิมพ์เลย มองว่าเป็นพวกอยากดัง ก็มากนะครับ บางคนไม่ยอมอ่านด้วยซ้ำ

หยิบหนังสือไปห่อของ รองกับข้าว ไปเช็ดกระจก ฯลฯ ก็มี

วันก่อน ดูในเฟซบุ๊ค มีผู้โพสต์ ว่า “กะหรี่แค่ขายตัว แต่สื่อมวลชนชั่วเร่ขายจรรยาบรรณ”

ก็มีคนคอมเมนท์ เช่น ขอให้หยุดแค่จรรยาบรรณ อย่าพยายามขายอย่างอื่น

หรือ ในแอลเอ มีขายตัว

ก็มีคำถามกลับมาว่า มีจริงๆ เหรอ...สงสัยจะต้องเชื่อเสียแล้ว ข่าวกรองรึเปล่า คุยกันหลังไมค์หน่อย

หรือ หนังสือพิมพ์ ไทยแอลเอ ให้ความสนใจในเรื่องแบบนี้บ้างไหม

หรือ สื่อมวลชนไทยมีจรรยาบรรณด้วยหรือ เห็นเจอซองขาวแบะๆ ทุกคน (แต่ก็ออกตัวว่า) ผมหมายถึง นสพ. ในเมืองไทย ในแอลเอคงไม่มีใครให้ซองขาวเพราะผลประโยชน์ไม่มี  

หรือ "สื่อมวลชน" ถ้าไร้ซึ่ง "จรรยาบรรณ" มันก็เป็นได้เพียงแค่..."สื่อมวลสัตว์" เท่านั้น

อ่านแล้ว ก็สะอึก ครับ แต่ทำไงได้ ก็รับฟัง

เพราะฉะนั้นในความเป็นตัวตนของเรา จึงต้องเจียมตัว ไม่ซ่า ไม่เวอร์ ไม่ตีสนิทคนใหญ่คนโต และเลือกทำในสิ่งที่เชื่อว่าเป็นประโยชน์ ทำหน้าที่ด้วยศรัทธาในสิ่งที่ทำ ในขณะเดียวกันอย่าให้คนเขาดูถูก ไปมากไปกว่านี้

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หน้า “การ์ตูน” ในเสรีชัย ไปกล่าวพาดพิงถึงสถานกงสุลใหญ่ กรณีที่รถกงสุลสัญจร ไปถูกทุบที่ซานฟรานซิสโก ทำให้เครื่องทำบัตรประชาชนหายไป (ตอนนี้ กระทรวงอนุมัติเครื่องใหม่มาให้แล้ว)

การ์ตูน ไประบุว่า คนที่ขโมยเป็นคนไทยด้วยกัน

พอหนังสือวางแผง ก็งานเข้าครับ มีเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน รุ่นพี่ๆ ทั้งที่โทรมา ทั้งที่พบปะพูดคุย แสดงความไม่เห็นด้วยมากมาย

เขามองว่า นสพ.เสรีชัย มีบุคลิกที่เป็น “ผู้ใหญ่” น่าจะรักษาความน่าเชื่อถือนั้นไว้

การวิจารณ์ เป็นสิ่งดี แต่การรับข้อมูลข่าวสารด้านเดียวแล้ว “ตัดสินใครตามความรู้สึก” ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง ยิ่งเรามีปากกาอยู่ในมือ ยิ่งต้องรอบคอบ

ถูกถามว่า ที่ระบุว่าคนทุบรถเป็นคนไทย เอามาตรฐานอะไรมาตัดสิน  เขาจะทำไปเพื่ออะไร ทำแล้วจะได้อะไร

ที่แน่นอนคือ ใครทำก็ตาม ผิดกฎหมายสหรัฐฯ มีโทษ

จริงอยู่ คนไทยบางคน กล้าที่จะวิพากษ์วิจารณ์นักการเมืองไทย หรือกล้าที่จะทำผิดกฎหมายไทย เพราะเชื่อว่า กระบวนการยุติธรรม จะก้าวเข้ามาไม่ถึงพลเมืองอเมริกัน

แต่ถ้าทำผิดกฎหมายไทยด้วย ทำผิดกฎหมายอเมริกาด้วย ทำแล้วเขาจะไปอยู่ที่ไหนได้ ขอให้ลองตรองดู

กรณีทุบรถ มีการแจ้งความไว้กับตำรวจซานฟรานซิสโก มีการตรวจสอบหลักฐาน และเป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะหาตัวคนผิดมาลงโทษ

อาจจับไม่ได้วันนี้ แต่ความผิดก็ยังคงอยู่

สถานกงสุลใหญ่ฯ เองก็ควรได้รับความเป็นธรรม และไม่ได้ปิดบังข้อมูล เพราะข่าวของหาย ก็ล้วนแต่ออกมาจากสถานกงสุลใหญ่ฯ ทั้งสิ้น

แต่ประเด็นที่จะพูดถึงไม่ได้อยู่ตรงนั้นครับ แต่อยู่ตรงที่การให้ความเป็นธรรมกับผู้ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ สื่อต้องไม่นำเสนอเพราะรัก หรือเพราะเกลียด หรืออคติ เพราะถ้าเราด่วนตัดสินโดยขาดน้ำหนัก แล้วสิ่งที่เราตัดสินแล้วผิด เท่ากับเป็นการใช้ปากกาไปทำร้ายคนอื่น ที่สำคัญ ความน่าเชื่อถือของเราก็จะลดลง

คนที่เคยดูถูกสื่อ เขาก็ยิ่งดูถูก แค่คำว่า “คุณไม่เป็นมืออาชีพ” ก็น่าอายแล้ว

อาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยวิจารณ์การเขียนข่าวของนักข่าวคนหนึ่ง ในทำนองว่า คุณเป็นคนที่เขียนข่าวน่าอ่าน แต่ข่าวของคุณ ไร้ความเมตตา ฟังท่านพูดแล้วก็มองเห็นภาพ

ผมเอง เคยถูกวิจารณ์ว่า เขียนไม่แรง ไม่กล้า ฯลฯ

แต่ผมกลับมองว่า ความกล้าในการวิพากษ์วิจารณ์ ต้องอยู่บนฐานของความถูกต้อง ดังเช่นที่โบราณว่า “ติเพื่อก่อ” ที่สำคัญควรเสนอทางออก ไว้เพื่อเป็นตัวเลือกด้วย

ถ้าสื่อผิด ก็ต้องกล้ายอมรับว่าผิด

มีกรณีหนึ่งครับ

นายทหารหญิงคนหนึ่ง ถูกโพสต์ภาพลงในเฟซบุ๊ต ระบุ ชั้นยศ ชื่อ นามสกุล ว่าเธอเป็นเจ้าของนามปากกา ที่มีพฤติกรรมหมิ่นเบื้องสูง

ภาพถูกแชร์ ถูกรุมประณาม ถูกจิกด่า แต่ที่สุดก็มีการเข้าไปหาข้อมูลในเชิงลึก แล้วพบว่า นามปากกานั้น มีตัวตน ไม่เกี่ยวกับนายทหารหญิงคนนั้น

แต่ไม่มีการแก้ข่าว ไม่มีการบอกสาธารณชน

ปล่อยให้สังคมพิพากษาเธอ โดยที่ยังเชื่อว่าเธอเป็นคนผิด

สรุปคือสังคมได้สร้างตราบาปไว้กับคนๆ หนึ่ง โดยที่เขาไม่สามารถตามไปแก้ใขอะไรได้

ผมจึงไม่อยากให้หนังสือพิมพ์ที่ผมรับผิดชอบ เป็นไปในแนวทางนั้น

ไม่พาดหัวให้หวือหวา ไม่ใส่ไข่ลงในข่าว

แน่นอน เรามั่นใจว่า เรารับผิดชอบต่อสังคมเท่าที่กำลังเรามี ในขณะที่เราถูกมองว่า พวกสื่อฯ ทำอะไรกันอยู่ ท่านพูดครั้งเดียว แต่เราก็ยังคงทำหน้าที่อย่างต่อเนื่องตลอดเวลาหลายสิบปี

ส่วนใครจะไม่เชื่อถือก็ไม่เป็นไร ขอทำหน้าที่เป็น “ใบบอก” ของเราต่อไป จนกว่าผู้คน จะหันไปอ่านข่าวจากโทรศัพท์มือถือ และไม่อ่านหนังสือพิมพ์.

 

 

 

   

 

KhaosodSanfranciscat  

This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

ข่าวกรอง

 

สมาคมไทยแห่งแคลิฟอร์เนียภาคเหนือ ไม่มีผู้สมัครทำงาน ไม่มีนายกฯตัวจริง

ตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ มีแต่นายกรักษาการณ์ และอาสาสมัครจากวัดสองแห่งช่วยกัน

 

สมาคมไทยแห่งแคลิฟอร์เนียภาคเหนือ ไม่มีผู้สมัครทำงาน ไม่มีนายกฯตัวจริงตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ มีแต่นายกรักษาการณ์ และอาสาสมัครจากวัดสองแห่งช่วยกัน

ปีนี้ ไม่มีกิจกรรมงานสงกรานต์ใหญ่ ซึ่งเคยจัดมาได้เพียง ๒ ครั้ง ที่ซานโฮเซ่แต่ยังคงมีภาพและการปรากฏของนายกรักษาการณ์คนเดิม ซึ่งไม่ได้สร้างผลงานอะไรอีกแล้วเพราะสมาคมฯไม่มีทุน ไม่มีการแจ้งยอดเงินรายรับรายจ่าย หรือบัญชีกลางให้สังคมตรวจสอบได้ทั้งสิ้น

เรื่องนี้ เป็นสิ่งที่น่าอับอายขายหน้าอย่างยิ่งของประวัติศาสตร์สมาคมไทยแห่งแคลิฟอร์เนียเหนือ

เพราะขบวนการบริหารได้ล้มเหลวมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ซึ่งมีนายกฯทำงาน ๒ ปี ผลงานกะท่อนกะแท่น

จนล่มไปครั้งแรกในปี ๒๕๕๔ ไม่มีนายกฯทำงานตลอดปี มีแต่บอร์ดกรรมการบริหารออกชื่อมาดูแลกิจกรรม

ต่อมาได้มีนายกฯคนสุดท้าย รับงานกิจกรรมใหญ่มาจนถึงปลายปี ๒๕๕๖

และได้รักษาการณ์ข้ามมา ถึงปัจจุบัน แต่ไม่มีประกาศกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนไทยอีกต่อไป

นอกจากภาพต้อนรับข้าราชการจากสถานกงสุลใหญ่ เมื่อ วันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๘ เท่านั้น

ได้สอบถามมาแล้วอย่างแน่ชัด ว่าไม่มีการติดต่อประสานงานกับวัดใดๆ เพื่อเตรียมงานสงกรานต์ของสมาคมไทย

และไม่ได้ติดต่อกับธุรกิจไทยที่จำหน่ายสินค้าพื้นเมืองจากประเทศไทย ทั้งนี้ คนวงในแจ้งว่า ขาดทุนไม่มีเงินพอ

คำถามคือ สมาคมไทยฯ ประสบความล้มเหลวในการทำงาน ไฉนยังไม่มีใครออกมารับผิดชอบบอกว่าสมาคมนี้ล่ม

หรือหากยังอยู่ จะพูดว่ามีนายกรักษาการณ์ (นายวัลลภ คชินทร) แปลว่ายังมีสมาคมฯได้อย่างไร เมื่อไม่ทำงานใด

ให้ปรากฏเป็นผลประโยชน์แก่หมู่คณะ

ขอช่วยติดตามในประเด็นนี้ เงินของสมาคมไทย เป็นกองกลางขององค์กร ใครดูแล และเหลืออยู่จำนวนเท่าใดแน่

เหตุใด คณะกรรมการบริหาร ซึ่งไม่ทราบว่าในปัจจุบันเป็นใครบ้าง เหตุใดจึงไม่ชี้แจงต่อสังคมเกี่ยวกับบุคลากร

ทั้งนี้ คณะกรรมการหลายคน ได้ปฏิเสธที่จะให้ข้อมูล โดยอ้างว่า ได้ลาออกแล้ว คือเพ็ญวิภา โสภาภัณฑ์

และ อดีตรองนายกฯ วีรชัย ได้กล่าวว่า ไม่ทราบจริงๆว่าสมาคมฯมีทิศทางอย่างไร เพราะไม่ใช่ผู้มีตำแหน่งขณะนี้

เป็นความผิดหวังของสังคมไทยซานฟรานฯ ที่สมาคมไทยฯ ล่มลง หากจะหาคำตอบว่าเพราะเหตุใด

คำตอบที่สั้นที่สุดคือ ในช่วง ๕ ปีหลัง ...เป็นช่วงสังคมแตกแยกทางการเมือง และมีเรื่องราวมากมายที่ขัดแย้งกัน

สมาคมไทย รักษาไว้ได้เพียงกิจกรรมหลักประจำปี วันพ่อวันแม่แห่งชาติ กิจกรรมกุศล แข่งกีฬาประเพณีเท่านั้น

โดยมีหน่วยอาสาสมัครจากฝ่ายวัฒนธรรมของวัดหลักๆ ๒แห่งจัดการแสดงนาฏศิลป์ และจัดงานเทศกาลรื่นเริง

สมาคมไทยฯ ออกเดินขบวนเทิดพระเกียรติ ข้ามสะพานโกลเด้นเกทในปลายปี ๒๕๕๗ นำคนจากแอลเอมาร่วม

แต่ผลงานของสมาคมฯได้สิ้นสุดลงในเดือนธ.ค. ๕๗ ปีนี้ ไม่สามารถจัดงานบุญประเพณีสงกรานต์ได้ทั้งที่ควรทำ

.....................

ประชาชนไทยนับหมื่น ในเขตซานฟรานฯ ต้องอาศัยไปร่วมงานสงกรานต์ประจำปีตามวัดไทยต่อไปเช่นเดิม

ไม่มีองค์กรใดเป็นอิสระที่จะร่วมกันจัดงานให้นานาชาติได้ชื่นชมความสมานฉันท์ได้เหมือนในชุมชนฮอลลี่วู้ด

เรื่องนี้ ขอฝากไว้ในดุลพินิจ ของคณะบุคคลที่มีศักยภาพเพียงพอ ที่จะประสานแรงใจจากทุกฝ่ายทำเพื่อหมู่คณะ