Get Adobe Flash player

มิตรภาพ ไทย-สหรัฐฯ โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

คำว่า มิตรภาพ ไทย-สหรัฐ ไม่ได้เกิดระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาลเท่านั้น เพราะระหว่างประชาชนต่อประชาชน ก็มีความเป็นมิตรกันมาตลอด จะเห็นว่าคนไทยไม่เคยรังเกียจฝรั่ง จนแทบจะเรียกว่า เราทิ้งความเป็นเรา แล้วเดินตามฝรั่งด้วยซ้ำ ไม่ว่าภาษา หรือวัฒนธรรม ฯลฯ

จากอดีต จนถึงปัจจุบัน เราเปลี่ยนเพื่อเขาไปแล้วมากมาย

ในภาพยนตร์เรื่อง “ทวิภพ” บทประพันธ์ของ “ทมยันตี” สะท้อนคำกล่าวนี้ได้ชัดเจน

“มณีจันทร์” ตัวเอกของเรื่อง ได้ยอนเวลาไปในอดีต และเล่าความให้คนยุค ร.ศ. 112 ฟังว่า “เมืองเรามีตึกสูงมากมาย มีรถยนต์ ไฟฟ้า โรงหนัง เราแต่งตัวแบบตะวันตก เรามีทุกอย่างที่ตะวันตกมี เราเป็นทุกอย่างที่ตะวันตกเป็น เรากินทุกอย่างที่ตะวันตกกิน เราชอบทุกอย่างที่ตะวันตกบอกให้ชอบ เราอยากเป็นเขาและปฎิเสธที่จะเป็นเรา..... เราเปลี่ยนแปลงการปกครอง เรียกว่าประชาธิปไตย เรานับถือไปหมด นอกจากตัวเรา”   

เราทำได้ถึงขนาดนี้ หากฝรั่งยังเห็นว่าเราไม่ใช่เพื่อน ก็น่าใจหาย

ว่าไปแล้ว เราก็เชื่อเขาทุกอย่าง  เพียงแต่เมื่อประเทศเราตกอยู่ในวังวนของปัญหาที่จะต้องถึงขั้นฆ่าแกง เราขอแก้ปัญหาในแบบของเราบ้าง ก็เพียงเพื่อสันติ

ทำไมฝรั่ง จึงไม่ยอมฟังเรา และใช้วิธีที่ “เกเร” กับเรา

คนที่อ่อน ใช่ว่าจะอ่อนตลอดไป ให้ดู “โคนันทวิศาล” ว่ายอมใครที่ไหน

คงต้องยกเอา “ทวิภพ” มากล่าวอ้างอีกครั้ง ตอนที่ “พ่อเทพ” กล่าวกับมณีจันทร์ว่า

“พวกเราชาวสยาม ไม่ได้กลัวฝรั่ง เพียงแต่ต้องระวังไม่ให้เกเร”

นี่เป็นเหตุผลว่า ทำไมเราต้องกระชับความสัมพันธ์ กับจีน และรัสเซีย นั่นเพราะว่า ถ้าบังเอิญเราถูกกีดกันทางการค้า เราก็ต้องอยู่ให้ได้ด้วยลำแข้ง

ที่สำคัญ เราต้องมีพื้นที่สำหรับขาย และซื้อสินค้า แม้กระทั่งเทคโนโลยี อาวุธ รวมทั้งความมั่นคง

แต่สิ่งหนึ่ง ที่ชาวโลกควรเข้าใจคือ ประเทศไทยวันนี้ไม่ใช่ “บางกอก” ที่มีแต่เรือพายและคลอง หรือเป็นเพียงแค่ ที่ลุ่ม เรือกสวนไร่นาริมแม่น้ำเจ้าพระยา

แต่วันนี้ เราคือสุวรรณภูมิ ที่หมายถึงแผ่นดินทองเต็มรูปแบบ เราคือ “ครัวโลก” ที่อุดมสมบูรณ์ไม่แพ้ที่ใดในโลก

“จัสมิน ไรซ์” แม้เราจะถูกมหามิตรโกงชื่อไป แต่ข้าวในนาไทย ก็ยังคงหอมกว่า เป็นความจริงทั้งคุณภาพและปริมาณ ที่ใครแย่งไปไม่ได้

การเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ทำให้โลกเริ่มเห็นว่า เราไม่ใช้ลูกน้องปลายแถวที่ใครจะเขกหัวเล่น

ตรงกันข้าม เราคือ “ผลประโยชน์” เราคือคู่ค้าที่ดี เราคือฝีมือแรงงาน เราคือแหล่งผลิตทางอุตสาหกรรมที่ไม่อาจมองข้าม

ใครไม่คบเรา แน่นอน ผู้เสียประโยชน์ต้องไม่ใช่เราเพียงฝ่ายเดียว แค่คุณคือผู้เสียโอกาสทอง

ถ้าไทยไม่แน่จริง ต่อให้ไปอ้อนวอนส่งเทียบเชิญ นายกรัฐมนตรีรัสเซีย ก็จะไม่มีวันที่จะเข้ามา แต่เพราะเขารู้ และเขาก็เข้ามาในยามที่เราต้องการมิตร

นั่นเป็นความลงตัวเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้สื่อรัสเซียบางสำนัก จะกระแนะกระแหนไทยไปบ้าง แต่ก็ไม่น่าจะให้ราคา หรือทำให้เสียความรู้สึกโดยรวม

ล่าสุดมีข่าวดีครับ  

เมื่อประธานาธิบดี “บารัค โอบามา” ตัดสินใจส่งเอกอัครราชทูตสหรัฐ มาประจำประเทศไทย

ข่าวระบุว่า “การเสนอชื่อเอกอัครราชทูตคนใหม่หลังจากปล่อยให้ว่างเว้นนาน 6 เดือน มีขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลสหรัฐกับรัฐบาลไทยอยู่ในช่วงลุ่มๆ ดอนๆ”

“หลังจากกองทัพไทยก่อรัฐประหาร ยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว รัฐบาลโอบามาตอบโต้ด้วยการตัดลดความช่วยเหลือทางทหารและเรียกร้องให้ไทยจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว”

นอกจากนี้ ยังมีความตึงเครียดด้านสิทธิมนุษยชน

“เดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา รายงานด้านการค้ามนุษย์ประจำปีของรัฐบาลสหรัฐ ได้ลดอันดับไทยลงสู่ระดับต่ำสุด เนื่องจากการปราบปรามการค้ามนุษย์ของไทยยังไม่ได้มาตรฐานแม้แต่ขั้นต่ำสุด”

“ความสัมพันธ์ที่มึนตึงมากขึ้น ระหว่างสหรัฐกับไทยที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเรียกขาน เป็นพันธมิตรเก่าแก่ที่สุดของสหรัฐในเอเชีย ทำให้ไทยภายใต้รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร หันไปกระชับความร่วมมือทางทหารกับจีนและรัสเซีย”

“การวิพากษ์วิจารณ์การเมืองในไทยหลายครั้งที่ผ่านมา ยังทำให้รัฐบาลไทยเรียก แพทริก เมอร์ฟี อุปทูตสหรัฐอเมริกาเข้าพบหลายครั้ง เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อสิ่งที่คณะปกครองชุดนี้เห็นว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายใน”

ข่าวว่า คนมาใหม่คือ "เกล็น เดวีส์" อดีตผู้แทนพิเศษสหรัฐประจำเกาหลีเหนือ รับตำแหน่งแทนทูตหญิงคริสตี เคนนีย์

พูดถึง คริสตี เคนนีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย คนเก่า จะมีความใกล้ชิดกับรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นอย่างมาก

ประธานาธิบดี บารัค โอบามา เอง ก็เคยเดินทางมาเยือนไทย ในยุคนายกหญิง ด้วยบรรยากาศที่หวานชื่นจนน้ำผึ้งหยด

ความแน่นแฟ้นทางการทูต ยิ่งกระชับเมื่อพี่ชาย ได้จ้าง “ล็อบบี้ยิสต์” เข้าไปประสานงานด้านการเมือง ด้วยผลประโยชน์ของความร่วมมือที่ลงตัวอย่างยิ่ง

เพราะไทยยังมีทรัพย์ในดิน สินในทะเล ที่คนไทยเองยังไม่รู้อีกมากมาย

ทรัพย์ในดินเป็นของไทย เทคโนโลยีเป็นของฝรั่ง ส่วนเงินก็อยู่ในกระเป๋านักการเมือง ถือว่าสมประโยชน์

พี่ชาย คงคิดว่าคนไทยทั้งประเทศโง่เง่า นั่นเป็นสิ่งที่เขาพลาด และพลาดไปตลอดชีวิต โดยเฉพาะชนชั้นที่ทำงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ พวกเขาไม่อาจทนต่อการคดโกงฉ้อฉล ไม่อาจทนเห็นรัฐบาลในระบอบทักษิณ หลอกชาวบ้าน บริหารประเทศในแบบเดิมๆ ได้อีก

การยึดอำนาจจึงเกิด

และนี่ก็คือ “ประชาธิปไตย” เช่นกัน

เพราะแม้ประชาชน จะไม่ชอบเผด็จการ แต่ก็ได้เลือก คือเลือกที่อยู่ภายใต้ระบอบ คสช.ที่ไม่ค่อยชอบ ดีกว่าอยู่กับรัฐบาลซื้อเสียงที่ฉ้อฉล เพราะไม่ชอบเป็นที่สุด

ฉ้อฉลแม้กระทั่งกับชาวรากหญ้า ที่เลือกพวกตนเข้ามา

สิ่งเหล่านี้ อเมริกา อาจกำลังหลับตาข้างหนึ่ง จึงไม่ทราบและละเลยที่จะเข้าถึงหัวใจของคนไทย อันเป็นความประมาทของมหาอำนาจ

แต่เมื่อยอมส่งทูตกลับมา ก็ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี กลับลำได้ทัน เพราะถ้ายิ่งดึงดันเอาแต่ใจ ผลได้ ก็จะไม่คุ้มเสีย และอาจทำให้สิ่งที่เรียกว่าหมางเมิน กลายเป็นหมดรัก ซึ่งถ้าถึงตอนนั้นจะเรียกคืนไม่ได้ ยิ่งตอนนี้คนไทยเห่อเก่าหลี ญี่ปุ่น สนใจสหรัฐที่ไหน

สหรัฐ เคยสูญเสียตลาดรถยนต์ในไทยให้ญี่ปุ่นมาแล้วครั้งหนึ่ง หลังปี 1970 นั่นเพราะการไม่ปรับตัวของสหรัฐเอง

เราจึงหวังว่าเอกอัครราชทูต คนใหม่ ที่เคยดูแลระดับเกาหลีเหนือ ซึ่งถือว่าเป็นที่สุดของความเป็นชาตินิยม

คงจะมีวิชั่นกว้างไกล เข้าใจลักษณะนิสัยคนไทย หรือไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทย

ยิ่งถ้าเข้าใจปัญหา ก็จะยิ่งดีเยียม

เรายังแอบหวังไปไกลถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดี ที่จะมีขึ้นในอนาคต ว่าตัวเลือกในแต่ละพรรค จะมีท่าทีอย่างไร ต่อมิตรภาพระหว่างสหรัฐกับไทย

เพราะความชัดเจนตรงนี้ ก็สำคัญ แม้จะไม่ถึงกับการมีผลต่อคะแนนเสียงก็ตาม.