Get Adobe Flash player

สองขั้วการเมืองไทย โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

“เดโมแครท” และ “รีพับลิกัน” คือสองพรรคการเมืองของสหรัฐฯ ที่ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ ในการเสนอตัวเข้ามาบริหารประเทศ ไม่ว่าพรรคใดจะเข้ามาก็ไม่น่าที่จะสร้างความเสียหายให้กับบ้านเมือง

ภายใต้กรอบเวลาของการบริหารประเทศ ภายใต้ความเป็นไปของสถานการณ์โลก อาจทำให้ประชาชนพอใจ หรือไม่พอใจ ในการตัดสินใจแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งจะส่งผลไม่มากก็น้อย ในการได้มาซึ่งคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

เรียกว่าเบื่อพรรคหนึ่ง ก็เลือกอีกพรรคให้ไปทำหน้าที่ ให้ฝ่ายหนึ่งทำงาน อีกฝ่ายหนึ่งนั่งดู และตรวจสอบไปพร้อมกัน ผลัดเปลี่ยนกันทำงาน ผลัดเปลี่ยนกันพัก เป็นเช่นนี้ไปตลอด

สำหรับบ้านเรา ความหวังที่จะเห็นพรรคการเมืองทั้งสองขั้ว มีศักยภาพในการบริหารประเทศ ดูจะเป็นเรื่องยาก จนแทบจะเรียกว่า “เป็นไปไม่ได้” เพราะนักการเมือง ได้ย่ำยีประชาธิปไตยในระบอบการเลือกตั้งไปแล้วอย่างสิ้นเชิง

พรรคการเมืองหนึ่ง ล้ำหน้าไปมาก อาจเรียกได้ว่า “ที่สุดในโลก” ด้วยการบริหารการซื้อเสียง ไม่ได้เป็นการซื้อเฉพาะกิจเช่นดังแต่ก่อน เช่นเลือกตั้งครั้งหนึ่ง ก็ทุ่มทุนหาเสียงกันครั้งหนึ่ง แต่เป็นการผูกขาดการซื้อสิทธิ์ ด้วยผลตอบแทนให้กับผู้ขายเสียงอย่างต่อเนื่อง

คะแนนเสียงแลกกับเงิน และผลประโยชน์อย่างยั่งยืน

ด้วยสิ่งที่เรียกว่า “ประชานิยม” พร้อมๆ กับสิ่งที่เรียกว่า “ทุจริตเชิงนโยบาย” ใช้เงินของประเทศ ซื้อเสียงให้พรรค โดยไม่แยแสว่า ถ้าปล่อยไปเช่นนี้ วันหนึ่ง ประเทศชาติจะล่มจมหรือไม่

ในขณะที่อีกพรรค ไม่เสาะหาบุคคลที่มีความสามารถ มาสร้างนโยบายที่เป็นรูปธรรม สามารถจับต้องได้ ไม่ทำวิจัยทางวิชาการให้เห็นปัญหาและวิธีการแก้ไขในภาพรวม ไม่ลงพื้นที่ให้เห็นถึงสารทุกข์สุกดิบ และความจริงใจบวกกับการแก้ปัญหาที่ชาญฉลาด เพื่อให้ประชาชนเห็นและยอมรับในฝีมือ

ไม่ใช้เงินและเลือกใช้ความดี และการทำงานอย่างมืออาชีพ ในการแย่งชิงประชาชน กลับเลือกวิธีการเก่าๆ เดิมๆ ด้วยการใช้วาทะ สำนวนโวหาร เหน็บแนม ให้ฝ่ายตนดูดี ในขณะที่ไม่ใช้โอกาสในการลงมือปฎิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

ไม่สร้างแนวร่วม หรือสร้างศรัทธา ให้เพิ่มขึ้นมากไปจากเดิม

เราเคยแลกเปลี่ยนความเห็นในเรื่องของ “พรรคการเมืองเข้มแข็ง” มาแล้วหลายครั้ง

และเราก็อยากเห็นแต่ละพรรค สร้างทรัพยากรบุคคล ที่ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน

ไม่ใช่เข้ามาเพื่อแสวงหากำไร กับสิ่งที่เรียกว่า ธุรกิจการเมือง และห้ำหั่นกันเอง

บ้านเรา มีพรรคการเมืองใหญ่สองพรรคคือ “ประชาธิปัตย์” ที่มีความเก่าแก่ยาวนาน ควบคู่กับประชาธิปไตยในแบบไทยๆ ของบ้านเรา

ข้อดีของพรรคนี้ ลูกพรรคมีสิทธิในการแสดงความคิดความเห็น ไม่มีใครเป็นเจ้าของพรรค ไม่มีนายทุนมาคอยบัญชาการในการล้วงลูก เรียกร้องผลประโยชน์ มีภาพของความซื่อสัตย์และแม่นยำ แต่ข้อเสียคือ ระบบที่สืบทอดมา กลายเป็นความเชื่องช้าอย่างนักอนุรักษ์นิยม ในภาพของนักกฎหมายที่คร่ำเคร่งอยู่กับตำรา เปลี่ยนแปลงได้ช้า

ไม่มีความเป็นลูกทุ่ง แบบลุยๆ จึงยังเข้าไม่ถึงชนบทเท่าที่ควร

สำหรับพรรคเพื่อไทย ที่กลายพันธุ์หลายรอบ มาจากพรรคไทยรักไทย ตั้งแต่เริ่มต้น มีการรณรงค์สรรหาบุคลากรมาตั้งพรรค ด้วยนโยบาย “คิดใหม่ ทำใหม่” ถือว่าเริ่มต้นได้ดีในระดับหนึ่ง เพราะคำว่า คิดใหม่ ทำใหม่ ดูจะทันสมัยในสังคมปัจจุบัน

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายตำรวจนอกราชการที่มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอก เป็นเศรษฐีใหม่ที่ร่ำรวยมาจากธุรกิจโทรศัพท์มือถือ และผลประโยชน์จากการปฎิวัติยุค “เสื้อคับ”

เติบโตทางการเมืองจากพรรคพลังธรรม พรรคการเมืองน้ำดีของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง มาเปิดตัวครั้งแรกๆ ในแอลเอ ให้สื่อไทยในยุคนั้นตั้งคำถาม

แต่ก็มาเสียหายหนักจากวลี “บกพร่องโดยสุจริต” ในยุคซุกหุ้นให้คนสวน คนขับรถ ทำให้เกิดความเสียหายในภาพลักษณ์ ทำลายความเชื่อที่ว่า “รวยแล้วไม่โกง” และความเสียหายตรงนั้น ก็ค่อยๆพัฒนาไปกับสิ่งที่ร้ายแรงขึ้นในเวลาต่อมา

อภิมหาเศรษฐี สามารถซื้อพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ที่ชื่อ “ความหวังใหม่” ของ “พ่อใหญ่จิ๋ว” ที่เรียกขานกันว่า ขงเบ้งแห่งกองทัพไทย ที่ให้ความหวังกับพี่น้องชาวตะวันออกเฉียงเหนือ ว่าจะทำอีสานให้เป็นสีเขียว ยังไม่ทันได้ลงแรงก็พ่ายแพ้อำนาจเงิน

แต่ในคราวนั้น เราได้เห็นนักการเมืองอีสานบางท่านในพรรคนี้ ที่ไม่ยอมขายตัว ขายจิตวิญญาณ แต่ยอมที่จะวางมือทางการเมืองไป โดยไม่ยอมก้มหัว

นโยบายประชานิยม ทำให้พรรคเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกัน ภาพของทุจริตเชิงนโยบายก็ชัดเจนขึ้นตามมาด้วยมากมาย

จนเกิดกลุ่มบุคคลที่เรียกว่า “รู้ทันทักษิณ” ค่อยๆ ชี้ให้เห็นธาตุแท้ของระบบนี้ และขยายวงออกไปเรื่อยๆ จนไม่สามารถหยุดยั้งได้

ทักษิณ ได้คะแนนจากประชานิยมในชนบทซึ่งเป็นคนส่วนมากของประเทศ ก็จริงอยู่ แต่เขาก็ได้รับการต่อต้านจากกลุ่มคนที่น้อยกว่า แต่เป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

สิ่งที่เรียกว่ารู้ทัน ได้ถูกนำมาขยายความจนเห็นเส้นทางธุรกิจการเมืองของนักการเมืองกลุ่มนี้

จากสิ่งที่กล่าวมาโดยย่อ จะเห็นว่าพรรคการเมืองทั้งสองขั้วการเมืองไทย ต่างก็ไม่มีความเข้มแข็ง

เป็นได้แค่พรรคการเมืองที่ อันตรายมาก กับอันตรายน้อยกว่า ก็เท่านั้น