Get Adobe Flash player

ให้กำลังใจคนทำงาน โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

ข่าวการลาออกของกรรมการบอร์ดวัดไทยลอสแอนเจลิส 6 ท่าน อันประกอบด้วย คุณเกียรติ ประชาศรัยสรเดช คุณเกริกชัย ซอโสตถิกุล คุณพัลลภ บัวสุวรรณ คุณสุรพงษ์ ชิโนทัยกุล คุณสง่า นาดี รวมทั้งคุณสุรพล เมฆพงศ์สาทร ที่ลาออกไปก่อนหน้านั้นแล้ว  ถือเป็นเรื่องใหญ่ในสังคมไทยที่ต้องกล่าวถึง

ลาออกเพราะอะไร ทำไมจะต้องลาออกเกือบยกชุด หรือมีคำถามอื่นๆ อีกมากมาย

หรือแม้แต่ถามว่า ทำไมไม่ลาออกให้หมด (ยกเว้นพระสงฆ์) เพื่อเปิดโอกาสให้มีการคัดสรรกันเข้ามาใหม่ ซึ่งท่านอาจจะถูกเลือกกลับมาอีกก็ได้ ในกรณีที่ท่านพร้อมที่จะกลับเข้ามา

เหตุการณ์ลาออก มีคนดีใจ มีคนเสียใจ ชอบ หรือไม่ชอบกับการตัดสินใจของท่านเหล่านี้ ก็แล้วแต่จิตใจของใคร ซึ่งอาจเหมือน หรือไม่เหมือนกัน

บางคนบอกว่า วัดอยู่อเมริกา ทำไมต้องมีกรรมการที่เมืองไทย ทำไมต้องไปประชุมที่เมืองไทย ตอนนี้กรรมการเมืองไทยลาออกหมด ยกเว้นท่านเจ้าคุณเศรษฐกิจ เจ้าอาวาสวัดนาคปรก เพียงรูปเดียว

ก็เท่ากับเปิดโอกาสให้ทีมใหม่ได้เข้ามาบริหารจัดการได้เต็มที่

การนำเรื่องการลาออก มาพูดถึง ไม่ได้เป็นการฟื้นฝอยหาตะเข็บ แต่อยากใช้โอกาสนี้ให้เกียรติบุคคลทั้ง 6 ที่ใครจะรักหรือไม่รักท่าน

แต่อย่างน้อย ท่านก็เหน็ดเหนื่อยกับการทำงานที่ไม่ได้รับผลตอบแทนมายาวนาน

สิ่งที่เราจะพูดถึง เป็นความรู้สึก เฉพาะในด้านดีเพียงด้านเดียว

เป็นการเห็นความดีกันก็ต่อเมื่อ ท่านไม่อยู่ทำงานให้พวกเราต่อไปอีกแล้ว

อยากจะแสดงความรู้สึก ชื่นชม ต่อทุกท่าน ที่สละเวลามาทำงานเพื่อส่วนรวม  

ขอบคุณที่อุทิศตัวทำงานให้กับวัด

สามท่านแรกที่อยู่เมืองไทย ไม่ใช่เพราะเลือกคนจากกรุงเทพฯ มาเป็นกรรมการ แต่เพราะคนเหล่านี้ ช่วยวัดมาตั้งแต่พวกเขายังมาเรียน มาทำงาน อยู่ในนครลอสแอนเจลิส ครั้นเมื่อกลับไปเมืองไทยถาวร ก็ยังไม่ทิ้งวัด ยังคงให้ความสำคัญ และให้เวลากับวัดอยู่เสมอ ทั้งๆ ที่ธุรกิจของแต่ละท่านที่ทำอยู่ ก็รัดตัวจนแทบจะไม่มีเวลา

บางคน อาจมองว่ากรรมการที่เมืองไทยไร้ประโยชน์ แต่หากไปสืบค้นดูจะพบว่า หลายสิ่งที่ทางวัดได้ประโยชน์ มาจากฝีมือของคนจากเมืองไทย

และที่พวกเขายังช่วยวัดอยู่ เพราะมีความผูกพันกับชุมชนไทยในต่างแดน ซึ่งเป็นบ้านที่สองของเขา และที่สำคัญพวกเขารักวัดไทย ที่ร่วมก่อตั้งกันมา

ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้นคือครอบครัวของผู้บริจาคที่ดินให้กับวัด 40 ปีก็ยังไม่เคยทอดทิ้ง อยากจะเห็นวัดเจริญรุ่งเรืองขึ้นไปเรื่อยๆ

ในส่วนของสามท่าน ที่อยู่ในแอลเอ

หากจะถามว่าเขาเหล่านั้นเสียสละอะไรบ้าง ก็เชื่อว่าทุกท่านคงเห็นในสิ่งที่พวกเขาได้ฝากไว้ไม่มากก็น้อย

จริงอยู่ จุดแตกต่างของคนที่กำลังทำงาน กับคนที่ดูการทำงาน ย่อมมีความต่างกัน เหมือนคนดูกีฬา กับตัวนักกีฬา ที่กำลังเล่นอยู่กลางสนาม

ผู้เล่นอาจกำลังเหนื่อยใจแทบขาด แต่ผู้ดูกลับรู้สึกว่า ผู้เล่น เล่นได้ไม่ถูกใจเลย สิ่งที่ควรทำ กลับไม่ได้ทำ กลับทำในสิ่งที่ไม่น่าทำ

ถ้าเป็นฟุตบอล ผู้ชมอยากจะให้พังประตูฝ่ายตรงข้าม ผู้เล่นก็ยิ่งอยากให้เข้าประตู แม้คิดเหมือนกัน แต่ถ้านักกีฬาทำไม่ได้ดังใจ ลงท้ายนักกีฬาก็อาจถูกผู้ชมตำหนิ

เช่นเดียวกัน ที่ดินปั๊มน้ำมัน ถ้ามองด้วยใจเป็นกลางๆ จะเห็นว่าทำให้วัดสง่างามขึ้น เหลือหนี้อีกหนึ่งล้าน แต่ถ้าเห็นว่าไม่อยากเป็นหนี้ ไม่อยากได้ กรรมการชุดใหม่จะขายตอนนี้ก็น่าจะทำได้ ทั้งยังน่าจะมีกำไร

สำหรับวัดไทย ตลอดระยะเวลายาวนาน วัดเติบโตมาจากเงินบริจาคของชุมชนก็จริง แต่การบริหารจัดการก็สำคัญ

ในขณะเดียวกัน มีคนจำนวนมาก ออกมาประกาศตัวว่าตนได้ช่วยวัดมาโดยตลอด หรือช่วยในช่วงนั้นช่วงนี้

แต่ถ้าจำแนกออกมาจริงๆ ก็เป็นความช่วยที่ต่างกันนะครับ

บางคนช่วยทั้งก่อนและหลังงาน มีเงินก็ช่วยเงิน ไม่มีเงินก็ช่วยแรง แค่กางเตนท์ เก็บเตนท์ หลายๆ ปี ก็ถือว่าหนักเอาการอยู่ ชวยขายของในงานวัด ได้เงินทังทุนทั้งกำไรให้วัดหมด ช่วยอยู่เงียบๆ ไม่เอาหน้าเอาตา งานเสร็จสมความตั้งใจแล้วก็กลับบ้าน ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีใครรู้จัก

บางคนช่วยตอนที่มีผู้คนอยู่มากๆ ทำดีด้วย แต่ก็ต้องการให้คนเห็นด้วย

ส่วนบางคน ไม่ได้ช่วยอะไร แต่ทำตัวให้รู้สึกว่ามีความสำคัญ

บางคน ก้มหน้าก้มตาบริจาค ไม่หวังผลอะไร ไม่เคลือบแคลง ไม่ถามว่าจะเอาปัจจัยไปทำอะไร ถือว่าทำเพื่อพระศาสนา ทำแล้วก็สบายใจ

บางคนเข้ามาเพื่อแสวงหาการยอมรับ เข้ามาเพื่อแสวงประโยน์ หรือมีเป้าหมายอื่นแอบแฝง เข้ามาก็เพื่อต้องการให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

บางคนเป็นคนวัด แต่ไปด่าคนในวัดด้วยกันให้คนข้างนอกฟัง เห็นตัวเองถูก เห็นคนอื่นผิดเสมอ อย่างนี้ก็มี

สิ่งเหล่านี้ มีคนเห็น มีเทวดาหูทิพย์ตาทิพย์ มองเห็น เพียงแต่เขาจะพูดออกมาหรือไม่เท่านั้น

เพราะ “พูดแล้วสังคมจะได้อะไร ไม่พูดจะได้อะไร” “พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสีย ตำลึงทอง ลงท้ายก็เงียบไว้ดีว่า”

“ปากดั่งปู หูตะกร้า ตาตะแกรง ปากไม่แพร่ง หูไม่อ้า ตาไม่เห็น เป็นหลักธรรม นำให้ หัวใจเย็น คนควรเป็น เช่นนั้นบ้าง ในบางคราว”

แต่คนที่เขารู้ เห็น ได้ยิน ไม่พูด ใช่ว่าเขาจะโง่เขลา หัวอ่อน หรือรู้ไม่เท่าทัน แต่อาจเป็นเพราะ “เขารัก” ต้องการถนอมน้ำใจ เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

ในส่วนของการลาออกของกรรมการบอร์ด ทุกท่านอาจเห็นต่าง เราเคารพความคิดท่าน แต่ในความคิดของเราถือเป็นสปิริต ที่ควรจะได้รับการนับถือน้ำใจ สิ่งดีๆ ที่ทำไว้ให้กับวัด ในแง่มุมต่างๆ ก็เป็นที่รับทราบมาโดยตลอด ทำให้วัดมีความเจริญรุ่งเรืองมาจนทุกวันนี้

นับแต่นี้ คือการเริ่มต้นใหม่ อย่าหลงว่านี่คือชัยชนะ สิ่งที่ต้องคิดต่อไปข้างหน้า เป็นภาระของชุมชน ที่ต้องเลือกสรรผู้ที่มีความเหมาะสม เข้ามาทำหน้าที่เหล่านี้แทน เมื่อได้เข้ามาแล้ว ท่านก็จะรู้ชัดขึ้น เห็นชัดขึ้น สิ่งใดที่ท่านเห็นว่าควรจะมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นกฎระเบียบ หรือสิ่งใดที่ท่านเห็นว่าที่ผ่านมาไม่เหมาะสม ก็ขอให้ดำเนินการ ตามที่ท่านและชุมชนจะเห็นสมควร

สิ่งสำคัญคือตอนนี้ ท่านเป็นผู้เล่น ท่านจะนำพาวัดไทยไปในทิศทางใด ก็เป็นสิทธิของท่านแล้ว ขอให้ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

ประชาชนรอบๆ ตัวท่านก็จะเป็นผู้ดูต่อไปโดยไม่ละเลยทอดทิ้ง