Get Adobe Flash player

ชุมชนไทยในต่างแดน โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

เมื่อวันอาทิตย์ นอกจากได้ไปร่วมงานแถลงข่าวการเปิดตัวอีกครั้งของ “อุลตร้าแมน” ฮีโร่สายพันธุ์ไทย แล้ว ยังได้ไปร่วมงานทำบุญ ให้กับคุณแม่สองท่าน ที่ลูกๆ อุทิศส่วนกุศลส่งไปให้ให้ด้วยความระลึกถึง ที่วัดเล็กๆ ย่านหุบเขาพระอาทิตย์

กับอีกงาน ได้มีโอกาสไปร่วมพิธีฌาปนกิจผู้วายชนม์ ที่เมื่อหลายสิบปีก่อน ท่านผู้นี้และน้องๆ อยู่ในอพาร์ทเมนท์ หลัง “ตลาดไทยบรอนสัน” ย่านฮอลลีวูด ใกล้ๆ ดูเพล็กซ์ ที่ผมไปอาศัยเขาอยู่ในซอยเซอร์ราโน่

ไปงานศพทุกครั้ง ก็พบกับคนกันเองชุดเดิมๆ ที่เห็นหน้าเห็นตา ช่วยเหลือเกื้อกูลกันตั้งแต่งานเบบี้เชาเวอร์ งานบวช งานแต่ง จนถึงการไปเยี่ยมผู้ป่วยในโรงพยาบาล และงานศพ วนเวียนอยู่เช่นนี้

หลายๆ คนเห็นกันมาตั้งแต่เด็ก แล้วก็แก่ทันกัน  

จนรู้สึกว่าคนเหล่านี้ คือคนบ้านเดียวกัน เป็นญาติพี่น้องเรา ที่ไม่เคยทอดทิ้งกันสักครั้งเดียว

ความตายเป็นธรรมดาก็จริง แต่โหดร้ายมากต่อมนุษย์ โดยเฉพาะญาติที่ยังอยู่ จากคนเคยมีตัวตน แล้วจู่ๆ ก็หายไปจากโลกนี้โดยไม่หวนกลับมาเลย

ได้ยินเสียงร้องไห้ที่เรียกว่า “ปิ่มจะขาดใจ” แล้วใจหาย รับรู้ได้ถึงความทุกข์ที่สาหัส

จนรู้สึกว่า แม้เราโกรธกันบ้าง ดีกันบ้าง มีจุดอ่อนจุดด้อยกันบ้าง อะไรยอมได้ก็ยอมกันไป เพราะว่ากันจริงแล้วเราก็มีอยู่กันแค่นี้ มีเวลาบนโลกเพียงแต่นี้ เจอกันในร้านอาหาร เจอกันในตลาด เจอในวัด เจอในงานสังสรรค์ ที่ว่าคนไทยมีเป็นแสนๆ เราไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน แต่เท่าที่เห็นหลักร้อยหลักพัน อยู่กันตรงนี้ เกิดกันตรงนี้ แล้วก็จากกันตรงนี้

หน่วยราชการไทย เคยรับนโยบาย “ชุมชนเข้มแข็ง” ฟังแล้วรู้สึกดี อยากให้เป็นเช่นนั้น ไม่ว่าจะเกิดจากที่เราช่วยกันเอง หรือภาครัฐมาสนับสนุนก็ตาม

เท่าที่ผ่านมา คนไทยก็นับว่าเป็นชุมชนที่อยู่กันด้วยสัมมาอาชีพ สร้างปัญหาให้เจ้าของประเทศน้อยมาก ช่วยตัวเองได้ก็ช่วยตัวเองก่อน ไม่ค่อยขอความช่วยเหลือจากรัฐ ไม่สนใจที่จะเข้าถึงความช่วยเหลือ ส่วนใหญ่ก็สู้เอง ดิ้นรนเอง แพ้บ้าง ชนะบ้าง ลุ่มบ้างดอนบ้าง คละเคล้ากันไป

ก็ถือว่าเป็นชุมชนอบอุ่น

มีอยู่ครั้งหนึ่ง มีนักร้องสุภาพสตรี เสียชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายที่นอกเมือง ไกลจากชุมชนนี้ไปประมาณ 2 ชั่วโมงสำหรับการขับรถ เราพยายามติดตามถามข่าวในหลายๆ ทาง ตั้งแต่รู้ข่าว แม้ไม่เคยรู้จัก แต่ก็ยอมรับว่าสะเทือนใจ

รู้สึกว่า น้องที่เสียชีวิต คงหมดหนทางแก้ปัญหาแล้ว แต่ถ้ามาเจอพวกพี่ป้าน้าอา ในชุมชนไทยก่อนน้องอาจไม่ต้องตาย

อยากบอกไปถึงคนอื่นๆ ว่าถ้ามีปัญหาที่แก้ไม่ได้ ลองมาหารือกับพวกพี่ป้าน้าอา ในชุมชนนี้ อาจจะพอมีทางออก อย่างน้อยก็พอที่จะพ้นวิกฤติตรงนั้นไปก่อน

ย้อนไปเมื่อวันเสาร์ครับ มีงานที่น่าภาคภูมิใจในชุมชนอยู่สามงาน งานแรก เป็นการรวมน้ำใจ ช่วยผู้ประสบภัยพิบัติจากเหตุแผ่นดินไหวที่เนปาล

เป็นการจัดรายการถ่ายทอดสด โดยสถานีโทรทัศน์ TATV ร่วมกับสภาสตรีไทย หลายองค์กรในชุมชน และจิตอาสา โดยมีสถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส ให้การสนับสนุน ทั้งร่วมบริจาค ร่วมงาน และรับเป็นภาระในการจัดส่งปัจจัยเพื่อให้ไปถึงมือผู้รับ

ทางฝ่ายของสถานีโทรทัศน์ เริ่มจากเจ้าของสถานี ที่เตรียมงานก่อนล่วงหน้าหลายวัน จากแวร์เฮาส์ที่เต็มไปด้วยสินค้า ค่อยๆ เคลียร์ ค่อยๆ หาที่เก็บ แล้วสร้างเป็นเวที เดินสายติดอุปกรณ์เนรมิตให้เป็นห้องส่งถึงสามห้อง ทีมคนหนุ่มสาวเจ้าหน้าที่ทุกคน ตั้งใจทำงานมาก ไม่เว้นแม้แต่เจ้าหน้าที่ชาว สแปนิช ที่เสร็จงานแล้วยังมาร่วมบริจาค

งานเลิกแล้วคงยังต้องช่วยกันเก็บ ที่ยากสุดคือการหาของที่ซุกไว้ นึกแล้วเหนื่อยแทน

ในส่วนของช่างเทคนิคจากข้างนอก อาสาเข้ามาเสริมทีม ชวนพี่ชวนน้อง ขนครอบครัว และเพื่อน กลุ่มศิลปิน ลูกกรุง ลูกทุ่ง สตริง นักร้องเพลงไทย สากล นักร้องสมัครเล่น มากันล้นหลาม

ข่าวว่าได้เงินบริจาคราว 2 หมื่นเหรียญ

ถามว่างานนี้ได้อะไร ตอบว่าได้หัวใจ ได้สำนึกในความรู้สึกรักมนุษย์ ไม่เลือกว่าคุณอยู่ส่วนไหนของโลก เป็นชนชาติใด ศาสนาอะไร ดังคำที่ชาวมุสลิมระลึกเสมอว่า “ทุกคนเป็นพี่น้องกัน”

เป็นความรู้สึกที่ว่า ชุมชนไทย ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวในโลก

และเราก็ภูมิใจในสิ่งที่ท่านทั้งหลายร่วมกันทำ

แต่เรื่องนี้เกิดไม่ได้นะครับ ถ้าผู้นำในชุมชน คนในสังคม ไม่ก้าวออกมา หรือไม่เสียสละ

ต้องขอบคุณ มือทุกมือ ที่ยื่นมาสัมผัสกัน จนงานสำเร็จ เรียบร้อย น่ารัก และงดงาม

อย่าหาว่าผม จู้จี้จุกจิก หรือขี้บ่นเลยนะครับ

อยากจะฝากบอกว่า ถ้าท่านอาสาเข้ามา เป็นประธานชมรม สมาคม ท่านต้องมั่นใจว่า ท่านต้องเสียสละ ต้องมีทีมงาน และต้องพร้อมที่จะยื่นมือเข้ามาเพื่อเผชิญปัญหา อย่าเข้ามาเพียงแค่ “ไตเติล” ไว้ประดับวงศ์ตระกูล

ไม่รักก็โปรดสงสาร เพราะสังคมเรา ยังต้องการผู้นำจริงๆ ที่จะเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ไปด้วยกัน

พูดถึงงานช่วยชาวเนปาลอีกงาน ที่วัดป่าธรรมชาติ ไกลไปอีกชุมชนหนึ่ง ซึ่งมีศูนย์กลางที่ลาพวนเต้ หลวงพ่อท่านเจ้าคุณฯ พระอาจารย์เหรียญ ธนลาโภ ธรรมทูตศิษย์เก่าชมพูทวีป ท่านทำพิธีทางศาสนาและรับบริจาค เพื่อช่วยผู้ประสบภัย ในดินแดนประสูติ ของพระพุทธเจ้า มีพุทธศาสนิกชนร่วมถวายปัจจัยกว่าหมื่นเหรียญ นมัสการกราบงามๆ มาด้วยความเคารพครับ และอนุโมทนาบุญกับทุกท่าน

ถัดมาครับ เป็นช่วงค่ำ

คณะกรรมการเยาวชนไทยในสหรัฐอเมริกาเยือนแผ่นดินแม่ ได้ร่วมกันจัดงาน “สานสายใยน้ำใจไทยเยือนแผ่นดินแม่ ครั้งที่ 5”

รายได้ทั้งหมดไม่หักค่าใช้จ่าย นำไปมอบให้กับเด็กกำพร้าที่พ่อแม่เสียชีวิตใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ สถานสงเคราะห์เด็กพิการและทุพพลภาพบ้านปากเกร็ด

เด็กกำพร้าชายแดนภาคใต้ กำลังขวัญเสียกับภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้น เกินเกินกว่าที่เด็กจะรับได้ ยังไม่รู้จะเรียกกลับคืนมาได้อย่างไร ไม่มีแม่ให้กอด ไม่มีพ่อให้ลูบหัว ไม่มีใครป้อนข้าว ห่มผ้า หรือกล่อมให้นอน ฯลฯ ใจแตกสลายตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มก้าวเดิน

ส่วนเด็กพิการบ้านปากเกร็ด เป็นการพิการมากกว่าหนึ่งอย่าง เรียกว่าพิการซ้ำซ้อน เช่น แขนขาพิการด้วย ตาบอดมองไม่เห็นด้วย ฯลฯ

เกิดมาอาภัพเหลือเกิน จริงอยู่ การเอาเงินไปช่วย ไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหา แต่อย่างน้อย ก็ให้น้องๆ ทีบ้านปากเกร็ด ได้รู้ว่า พวกเขาไม่ได้โดดเดี่ยว หรือถูกสังคมลืม แม้แต่คนไทยในต่างแดน ก็ยังแวะเวียนมาหาอยู่เสมอ

แต่สิ่งที่ได้รับมากกว่านั้น คือน้องๆ เยาวชนไทยในสหรัฐ ได้สัมผัสประสบการณ์ตรง น้องบางคนไปช่วยป้อนข้าวเพื่อนผู้พิการ บางคนดูการแสดงของเด็กพิการพร้อมกับหลั่งน้ำตาและรอยยิ้ม

บางคนกลับมา เลือกเรียนในสาขาที่สามารถช่วยคนพิการโดยเฉพาะ

นั่นหมายความว่าประสบการณ์ที่ถูกเพาะบ่ม ได้เขาไปในสำนึกที่สวยงามของน้องๆ เหล่านั้น

เราอย่ากลัวนะครับว่า ว่าการเมืองจะเป็นเช่นไร ปัญหาของโลกมาจากไหน

ถ้าเรามีกันและกันอย่างนี้ หัวใจเรามีความรัก ความเมตตากรุณา และเอื้อเฟื้อ สังคมเราก็จะมีความสุขแน่นอน

ด้วยจิตใจที่งดงาม ใครอยู่ใกล้คุณ เขาก็จะมีความสุขครับ.