Get Adobe Flash player

หลวงพ่อคูณ โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

การมรณภาพของ “หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ” หรือท่านเจ้าคุณพระเทพวิทยาคม พระของชาวบ้าน แห่งวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เป็นข่าวใหญ่ในสื่อต่างๆ ของประเทศไทยในขณะนี้

หลวงพ่ออาพาธมานาน เข้าออกโรงพยาบาลมาโดยตลอด

บรรดาศิษย์ หรือผู้ที่เคารพนับถือหลวงพ่อ แม้รู้ว่าเวลาของท่านกำลังจะมาถึงไม่วันใดก็วันหนึ่ง แม้รู้ว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นธรรมดา แม้สิริรวมอายุ 92 ปี ถือว่าอายุยืนมาก แต่กระนั้นก็ตาม ความรู้สึกอาลัยก็ยังเกิดขึ้นกับจิตใจของผู้คนจำนวนมากมาย

หลวงพ่อ ไม่ใช่พระผู้วิเศษ หรือเทศนาเก่งจนถูกใจผู้คน ไม่ได้เคร่งจนต้องเอากับข้าวมารวมแล้วฉันในบาต เพียงแค่มีเมตตาและความเรียบง่ายในคำสอน

คำว่า “กูให้มึง” ที่หลวงพ่อคูณพูดจนติดปาก เป็นคำพื้นบ้าน แต่มีความหมายใหญ่หลวง

“กูจะทำให้ชาวบ้าน เพื่อตอบแทนที่เขาให้ข้าว น้ำ กูกินทุกวัน”

นี่ก็เป็นอีกประโยคที่บ่งบอกถึงจิตใจของหลวงพ่อ ซึ่งท่านได้พิสูจน์ด้วยการปฎิบัติ

บันทึกไว้ในหนังสืออนุสรณ์ อายุครบ 77 ปี ที่ นสพ.ไทยรัฐ นำมาเผยแพร่

ถูกระบุว่า หลวงพ่อคูณได้คืนให้กับสังคม ด้วยการบริจาคเงินให้กับทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างวัด โรงเรียน โรงพยาบาล ที่ว่าการอำเภอ สถานีตำรวจ ปัจจัยต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ รวมแล้วมากกว่า 5 พันล้านบาท

ท่านดำริให้ก่อสร้างวิทยาลัยเทคนิคเป็นของอำเภอ เพื่อให้ลูกหลานมีที่เรียนใกล้บ้าน และหางานทำได้ง่าย ซึ่งชื่อว่า วิทยาลัยเทคนิคหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ ตั้งอยู่ที่หมู่ 6 ต.ด่านขุนทด อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ใช้งบประมาณก่อสร้างทั้งหมด เกือบ 500 ล้านบาท โดยการก่อสร้างเพิ่มเติมเรื่อยมา

นอกจากนี้ หลวงพ่อคูณยังบริจาคเงินอีก 50 ล้านบาท เพื่อสร้างธนาคารสมอง (ห้องสมุด) ของวิทยาลัย

ปัจจุบันสถาบันแห่งนี้ เป็นที่ให้ลูกหลานได้เรียนถึง 2,200 คน อาจารย์และบุคลากร 107 คน

เงินทั้งหมด ได้มาจากการบริจาค หลวงพ่อรับมาส่วนหนึ่งแล้วคืนกลับไปให้ผู้ที่บริจาคในขณะนั้นส่วนหนึ่ง ส่วนที่ท่านรับมา ก็นำไปทำกุศลตามที่เห็น

แต่การมีเงินเข้ามามากๆ ทำให้ประสบปัญหาพอสมควร เพราะรอบตัวท่านแม้มีคนดีมาช่วยงาน แต่ก็มีคนที่แฝงเข้ามาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ แสวงหาความร่ำรวย

คงคิดว่าพระแก่ๆ จะไม่รู้ ตรงกันข้าม หลวงพ่อรู้มาตลอด

เป็นเรื่องเศร้า ที่ท่านพยายามให้สติ แต่เพราะความโลภ ก็เกินกำลังจะป้องกัน

หลวงพ่อทำได้ด้วยการไปจำพรรษาที่อื่น ไม่ยอมกลับวัด

ก่อนมรณภาพ หลวงพ่อคูณท่านก็ยังห่วง ทำพินัยกรรมเอาไว้อย่างรอบคอบอย่างที่ใครก็คาดไม่ถึง โดยที่ นสพ.คมชัดลึก นำมาเผยแพร่ ขอนำมาเล่าต่อ

“กูเองไม่อยากเป็นภาระกับคนอื่น เมื่อตายไปแล้วก็อยากให้ทุกคนได้ดำเนินการทุกอย่างตามที่ได้ระบุเอาไว้ในพินัยกรรม โดยกูเองก็ได้ให้ลูกศิษย์ทั้งสี่คนเป็นผู้ดูแลทุกอย่าง หลังที่กูตายไปแล้ว ส่วนเหตุผลที่กูให้เผาศพกู ก็เพราะกูไม่อยากให้เป็นภาระ ไม่อยากให้เกิดการแสวงหาประโยชน์ใดๆ จากตัวกู กูไม่ต้องการให้ศิษยานุศิษย์เดือดร้อน หรือเกิดความวุ่นวายขึ้นเมื่อยามที่ล่วงลับไปแล้ว และเพื่อไม่ต้องการให้เกิดเป็นปัญหาระหว่างลูกศิษย์ด้วยกัน อย่างน้อยก็เป็นการลดภาระลงไปได้ เพราะเมื่อได้ทำพินัยกรรมฉบับนี้ขึ้นมาลูกศิษย์จะได้ไม่ต้องเกิดความขัดแย้งกันเอง”

นี่คือเหตุผลการทำพินัยกรรมของหลวงพ่อคูณ

เนื้อหาพินัยกรรมดังกล่าวมีข้อความว่า อาตมาหลวงพ่อคูณ อายุ 77 ปี ถิ่นพำนักวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ขอทำพินัยกรรมกำหนดการ เผื่อถึงการมรณภาพ เกี่ยวกับเรื่องการจัดงานศพของอาตมา ภายหลังที่อาตมาถึงมรณภาพลง

1.ศพของอาตมา ให้มอบแก่มหาวิทยาลัยขอนแก่นภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากมรณภาพลง เพื่อให้มหาวิทยาลัยขอนแก่นมอบให้ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำไปศึกษาค้นคว้าตามวัตถุประสงค์ของภาคต่อไป

2.พิธีกรรมศาสนา การสวดอภิธรรมศพ ให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทำพิธีสวดพระอภิธรรมศพที่คณะแพทยศาสตร์ 7 วัน ตั้งแต่ถึงวันมรณภาพลง

3.การจัดทำพิธีบำเพ็ญกุศล เมื่อสิ้นสุดการศึกษาค้นคว้าของภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นแล้ว ให้จัดงานแบบเรียบง่าย ละเว้นการพิธีสมโภชใดๆ และห้ามขอพระราชทานเพลิงศพ โกศ และพระราชพิธีอื่นๆ เป็นกรณีพิเศษเป็นการเฉพาะ

โดยให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กระทำพิธีเช่นเดียวกับการจัดพิธีศพของอาจารย์ใหญ่นักศึกษาแพทย์ประจำปี ร่วมกับอาจารย์ใหญ่ท่านอื่น แล้วเผา ณ ฌาปนสถานวัดหนองแวง พระอารามหลวง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น หรือวัดอื่นใดที่คณะแพทยศาสตร์เห็นสมควรและเหมาะสม โดยทำพิธีเผาให้เสร็จสิ้นที่จ.ขอนแก่น

4.เมื่อดำเนินตามข้อ 3 เสร็จสิ้นแล้ว อัฐิ เถ้าถ่าน และเศษอังคารทั้งหมด ให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำไปลอยที่แม่น้ำโขง จ.หนองคาย ตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม

5.ค่าใช้จ่ายและเงินอื่นใดที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการตามนัย ข้อ 2, 3 และ 4 ให้ดำเนินการ ดังนี้

5.1 ค่าใช้จ่ายในการจัดงานและบำเพ็ญกุศลศพทั้งหมด ให้นำเงินที่อาตมาบริจาคให้แก่ภาควิชาวิทยาศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อปี 2536 เป็นเงินเริ่มต้นในการดำเนินการจัดงานศพ ถ้าไม่เพียงพอให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทดรองจ่ายไปก่อน

5.2 ในการจัดการและบำเพ็ญกุศลศพ ตามนัยข้อ 5.1 หากมีเงินเหลือหรือมีผู้บริจาคสมทบ ให้คืนเงินที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทดรองจ่ายไปก่อนให้เสร็จสิ้น

5.3 หากมีเงินเหลืออยู่อีกหลังจากดำเนินการตามนัย ข้อ 5.1 และข้อ 5.2 แล้ว ให้มอบแก่กองทุนพระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฎ์ (หลวงปู่เทสก์) เพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมช่วยเหลือพระสงฆ์ที่อาพาธประจำหอผู้ป่วยหอสงฆ์อาพาธ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หรือให้ดำเนินการอย่างอื่นตามที่อาตมา หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เห็นสมควร โดยอาตมาจะแสดงความประสงค์ให้ทราบเป็นลายลักษณ์อักษร เพิ่มเติมแนบไว้ให้ทราบต่อไป หากไม่ดำเนินการให้ถือตามความในตอนต้นเท่านั้น

6.ให้นายอำเภอด่านขุนทด ศึกษาธิการอำเภอด่านขุนทด และคณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกันเป็นผู้จัดการศพ มีอำนาจดำเนินการให้เป็นไปตามพินัยกรรมนี้

7.ให้ยกเลิกพินัยกรรม ฉบับวันที่ 15 กันยายน 2536 หรือฉบับอื่นใดที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ และให้ยึดถือพินัยกรรมฉบับนี้แทน

8.พินัยกรรมฉบับนี้ ต้นฉบับเก็บรักษาไว้ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และได้มีการทำสำเนาไว้อีก 3 ชุด เก็บรักษาไว้ที่วัดบ้านไร่  ต.กุดพิมาย อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ศึกษาธิการอำเภอด่านขุนทด และนายอำเภอด่านขุนทด แห่งละ 1 ฉบับ.....

สรุปพินัยกรรม หลวงพ่อยังจะให้ร่างกายของท่าน รวมทั้งเงินบริจาคสุดท้าย เป็นประโยชน์ต่อวงการแพทย์ และช่วยพระที่อาพาธ เจ็บป่วย นับว่าเป็นการให้ครั้งสุดท้ายที่ยิ่งใหญ่

หลวงพ่อคูณ ไม่ขอให้นำร่างของท่าน ไปทำพิธีที่วัดบ้านไร่ แม้กระทั่ง เงิน ที่จัดงานศพก็ไม่ให้ใช้เงินของวัดบ้านไร่ แต่กลับให้ยืมเงินของคณะ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มาทดรองจ่ายก่อน

นีก็เป็นเหมือนคำสอน และการกระทำที่เรียกว่า “กูให้มึง” ครั้งสุดท้ายของหลวงพ่อคูณ "เทพเจ้าแห่งด่านขุนทด".

........................................