Get Adobe Flash player

ความเห็นที่น่าสนใจ โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

ที่กระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา มีการบรรยายในหัวข้อ "ถอดบทเรียนการคลี่คลายวิกฤตการณ์ทางการเมือง สู่การปฏิรูปประเทศในระบอบประชาธิปไตย : ประสบการณ์จากการต่างประเทศ" จัดโดยสถาบันพระปกเกล้า

ผู้บรรยายคือ ศาสตราจารย์มิเชล ทรอปเปอร์ นักวิชาการของมหาวิทยาลัยปารีสที่ 10 นองแตร์ มีประเด็นที่น่าจะนำมาเทียบเคียง หรือบางแนวทาง สามารถประยุกต์ให้เข้ากับสังคมไทย

ขอบคุณ นสพ.ไทยโพสต์ ที่นำเสนอความเห็นนี้ และเราขออนุญาตนำมาเผยแพร่สู่ท่านผู้อ่านอีกทอดหนึ่ง

ศาสตราจารย์มิเชล ทรอปเปอร์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญของประเทศฝรั่งเศสมีหลายข้อคล้ายคลึงกับประเทศไทย เช่น ทั้งสองประเทศต่างมีรัฐธรรมนูญหลายฉบับ ขณะที่สหรัฐอเมริกามีรัฐธรรมนูญใช้บังคับเพียงฉบับเดียว แต่มีแก้ไขเพิ่มเติมเล็กน้อย ดังนั้น การทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นการทำให้เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เช่นฝรั่งเศสเป็นตัวอย่างที่เด่นชัด ข้อที่คล้ายคลึงอีกข้อหนึ่งคือ การที่สองประเทศมีการทำรัฐประหารด้วยกันทั้งคู่

"การเกิดรัฐประหารฉับพลันทันที ในบางครั้งไม่ได้หมายความว่าใช้อำนาจหรือใช้กำลังข่มขืน และโดยปกติการทำรัฐประหารจะนึกถึงทหาร แต่บางครั้งก็ไม่ได้เกิดจากทหาร เช่น เหตุการณ์เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ.1852 แม้รัฐประหารอาจนำไปสู่เผด็จการ และบางครั้งอาจไม่ได้นำไปสู่เผด็จการ แต่ก็เป็นไปเพื่อปูทางไปสู่การฟื้นฟูประชาธิปไตย และทำให้ประชาธิปไตยเกิดความสมบูรณ์ยั่งยืนขึ้น" ทรอปเปอร์ระบุ

ศ.มิเชล ทรอปเปอร์ กล่าวว่า เรามองรัฐธรรมนูญได้เป็น 2 แนวคิด คือ แนวคิดกฎเกณฑ์ และแนวคิดกลไก คงไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใดจัดอยู่ในแบบใดได้สำเร็จ เพราะในความเป็นจริงไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใดจัดเข้าแบบหนึ่งแบบใดได้อย่างสนิท อย่างไรก็ตาม แนวคิดแรกคือแนวคิดในเชิงกฎเกณฑ์ เป็นแนวคิดที่จัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะองค์กรตุลาการ เป็นการประมวลกฎเกณฑ์ทางกฎหมายเข้าไว้ด้วยกัน มีสภาพบังคับเป็นลักษณะสำคัญของแนวคิดกฎเกณฑ์ ไม่มีสภาพบังคับ ไม่ใช่กฎเกณฑ์ กฎหมาย เป็นเพียงคำแนะนำจะปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามก็ได้

"เราไม่มีทางประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเขียนรัฐธรรมนูญชัดแค่ไหน เราอาจคิดว่าเราเขียนชัดเจนที่สุด แต่ก็มีปัญหาในทางตีความอยู่ดี อย่างไรก็ตาม ก่อนปี 1920 ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใดที่ก่อตั้งศาลรัฐธรรมนูญ แต่ถูกสร้างขึ้นมาในปี 1920 ในการยกร่างรัฐธรรมนูญของประเทศออสเตรีย ที่กำหนดจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญ จึงเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นๆ"

สำหรับแนวคิดกลไกนั้น ศาสตราจารย์ผู้นี้ มองว่า สังคมจะดีถ้าคนในสังคมดี คนเคารพกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ผิดกับแนวคิดกฎเกณฑ์ที่มองว่าหวังว่าคนจะเป็นคนดี แต่นายเมดิสัน ซึ่งเป็นนักกฎหมายชาวฝรั่งเศสอัจฉริยะตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าเราคาดหวังถึงความดีงามจะเป็นปัญหา เพราะเป็นของหายากในโลกนี้ ถ้าคนเป็นคนดี เราก็ไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญทำขึ้นเพื่อคนธรรมดา ที่ไม่ได้เป็นคนดีเกินไปหรือเป็นเทวดา

ทรอปเปอร์ได้พูดถึงเหตุการณ์ของประเทศฝรั่งเศส ช่วงสาธารณรัฐที่ 4 ว่า ขณะนั้นประเทศจำเป็นต้องหารัฐบาลผสม ซึ่งเราได้รัฐบาลที่ไม่มีความมั่นคง เพราะมีพรรคเล็กพรรคน้อยเป็นรัฐบาลอยู่ด้วย และพรรคเล็กในขณะนั้นก็ขู่ว่าอาจจะออกจากรัฐบาลก็ได้ เพราะไม่พอใจในนโยบายของรัฐบาล

"เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดวิกฤติหลายครั้ง จนกระทั่งรัฐบาลล่มสลาย ไม่มีรัฐบาลต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ประชาชนและกองทัพกลัวที่รัฐบาลจะให้อิสรภาพแก่แอลจีเรีย จึงขู่ทำสงครามกลางเมืองและทำรัฐประหาร และได้ขอให้นายพลเดอโกเป็นนายกรัฐมนตรี และมีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ และได้จัดให้มีการออกเสียงประชามติ"

เขากล่าวต่อไปว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญในปี 1975 สั้นมาก ไม่ได้พูดถึงการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่สภา สามารถยื่นญัตติอภิปรายไม่วางใจได้ ถ้าเสียงข้างมากไม่ไว้วางใจรัฐบาลจะต้องลาออก นี่คือประเพณีตามรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันถ้ารัฐบาลขอความไว้วางใจจากสภา ถ้าร่างกฎหมายถูกปฏิเสธ รัฐบาลก็ต้องแสดงความรับผิดชอบโดยการลาออกเช่นกัน เพราะถือว่าไม่มีเครื่องมือในการบริหารราชการแผ่นดิน

นักวิชาการของมหาวิทยาลัยปารีสกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ในช่วงสาธารณรัฐที่ 4 มีพรรคเล็กพรรคน้อยเป็นรัฐบาลเกิดเป็นรัฐบาลผสม พรรคการเมืองขนาดกลางๆ ต้องรวมกัน พรรคเล็กต้องการท้าทายและต่อรอง ซึ่งขณะนั้นมองกันว่าเป็นระบบรัฐสภา ที่ดูเหมือนจะมีความสมดุลระหว่างอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร เมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างองค์กรก็จะมีเครื่องมือในการกดดัน สภาสามารถคว่ำรัฐบาลได้

"ขณะที่รัฐบาลเสนอให้ประธานาธิบดีคว่ำสภาได้เช่นกัน แต่สุดท้ายก็อยู่ที่ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ และถ้าสภาคว่ำประชาชนก็จะเลือก ส.ส.หน้าเดิมเข้าสภาอีก ซึ่งไม่สามารถแก้ไขปัญหาอะไรได้ กลไกยุบสภาจึงไม่ใช่กลไกที่มีประสิทธิภาพและไม่มีประโยชน์"

ช่วงสาธารณรัฐที่ 5 ทรอปเปอร์บอกว่า มีแนวคิดใหม่ๆ กลไกใหม่ๆ โดยนายพลเดอโกคิดว่า การมีพรรคเล็กพรรคน้อยการเมืองจะเดินต่อไป แต่คิดผิด และนายพลเดอโกได้พัฒนามาตรา 49 วรรค 3 ของรัฐธรรมนูญปี 1958 นายกฯ สามารถขอความไว้วางใจต่อนโยบายที่แถลงต่อสภาได้ และเพิ่มหลักเกณฑ์ใหม่ขึ้น คือ กำหนดให้ ส.ส.ร่วมลงชื่อ 1 ใน 10 ของสมาชิก ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งต้องได้รับเสียงช้างมากจึงจะคว่ำรัฐบาลได้

ที่สำคัญนับเฉพาะผู้ที่ลงมติไม่ไว้วางใจ ซึ่งส่วนใหญ่เสียงไม่พอที่จะคว่ำรัฐบาลได้ ขณะที่ถ้านายกฯ ขอความไว้วางใจจากสภา เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องการผ่านกฎหมายสำคัญ รัฐบาลผ่านกฎหมายได้เลยโดยไม่มีการอภิปราย เว้นแต่มีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งการลงมติตรงนี้มิได้เป็นการลงมติในร่างกฎหมาย ดังนั้น การใช้หลักเกณฑ์นับเสียงที่เห็นด้วยกับญัตติไม่ไว้วางใจถือว่าสำคัญยิ่ง

เขายกตัวอย่างว่า เช่น ส.ส.มี 500 คน สมมติว่ารัฐบาลขอความไว้วางใจผ่านร่างกฎหมาย เสียงเห็นด้วย 200 เสียง ไม่เห็นด้วย 220 เสียง และงดออกเสียง 80 เสียง หมายความว่ารัฐบาลไม่ต้องลาออก เพราะเสียงโหวตยังไม่ถึงเสียงข้างมาก ซึ่งอยู่ที่ 251 แต่ ส.ส.โหวตไม่เห็นด้วยเพียง 220 เสียง อันนี้คือประสิทธิภาพของรัฐธรรมนูญในสาธารณรัฐที่ 5 ตรงนี้ คือชัยชนะของการมองรัฐธรรมนูญแบบกลไก เป็นกลไกที่มีรัฐบาลผสม มีพรรคการเมืองหลายพรรคเป็นรัฐบาล มีหลายพรรคก็จริงแต่มีพรรคแกนนำในรัฐบาล ดังนั้นในวรรคสามจึงไม่จำเป็น ใช้เพื่อดัดหลังพรรคร่วมรัฐบาลที่อาจต่อต้านกฎหมายของรัฐบาล หากรัฐบาลไม่ต้องการให้อภิปรายยืดยาว ก็ใช้ดัดหลังพรรคสังคมนิยมที่งอแงไม่ต้องการโหวตร่างกฎหมายที่สำคัญ

ศ.มิเชล ทรอปเปอร์ ย้ำว่ากลไกของสาธารณรัฐที่ 5 หรือทุกช่วงสาธารณรัฐไม่อาจเป็นต้นแบบของทุกประเทศได้ แต่นำมาเป็นบทเรียนได้ บทเรียนแรกคือ การเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญอย่างรุนแรงฉับพลันทันที อาจนำไปสู่ระบอบเผด็จการก็ได้ และอาจนำไปสู่การปรับปรุงประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ก็ได้ บทเรียนที่สอง เป็นไปไม่ได้ที่จะกำหนดวิธีการบังคับใช้รัฐธรรมนูญไว้ล่วงหน้า ไม่ว่าจะเขียนรัฐธรรมนูญไว้ดีอย่างไรก็ตาม เมื่อไม่สามารถกำหนดได้ จึงไม่จำเป็นต้องเขียนรัฐธรรมนูญให้ยาวเกินไป เขียนรัฐธรรมนูญให้สั้นๆ อาจดี แล้วปล่อยให้ผู้ใช้รัฐธรรมนูญตีความเอง เช่นรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาที่สั้นกระชับ มีความทนทานแม้จะเปลี่ยนขั้วทางการเมืองก็ตาม และบทเรียนที่สามคือ แนวคิดในเชิงกลไกมีข้อดีกว่าแนวคิดเชิงกฎเกณฑ์