Get Adobe Flash player

คิดอย่างประชาธิปไตย โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

มีนักคิดนักเขียนท่านหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า พี่เชื้อหลายคนของเขา ที่เคยเคารพนับถือศรัทธา คบหากันมาเกินครึ่งชีวิต “เปลี่ยนไป” ดังคำที่ว่า “เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน”

ยังมีประเภท เปลี่ยนแล้ว ไม่เหลือเยื่อใยความผูกพันทางใจ

เขาบอกว่า คนที่เคยรอดตาย จากการสังหารหมู่ในธรรมศาสตร์ เมื่อ 6 ตุลา ตัดสินใจเข้าป่า

แต่วันนี้ อย่าว่าแต่หลักการว่าด้วยเสรีชน ต้องต่อต้านเผด็จการ เลย

นอกจากไม่ต่อต้าน พวกพี่ๆ หลายคนยังเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเผด็จการ บางคนไปไกลกว่า ถึงขนาดยกย่องสรรเสริญ เผด็จการ หรือยกย่องสรรเสริญคนที่อยู่ในพรรคการเมืองที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารหมู่ 6 ตุลา

คนที่เคยเขียนบทกวี โน้มน้าวคนหนุ่มสาวร่วมสมัย เขียนกลอน แต่งเพลงต่อต้านเผด็จการเขียนยกย่องปัญญาชนก้าวหน้า

แต่วันนี้ ออกนอกหน้า เออออห่อหมกกับเผด็จการทหาร

สรุปตัวตนและงาน ที่สะท้อนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เป็นบทกวี เป็นเรื่องสั้น เป็นเพลง เป็นการ์ตูนในอดีต ชั่วเพียงเวลาแค่ชั่วอายุคน "รุ่นเดียว" ก็กลับกลายไปอย่างที่เห็น มันคืออะไร มันเป็นแค่เรื่ิอง ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ

 หรือเรื่องเวลาเปลี่ยนคนเปลี่ยน

 หรือจริงๆ แล้ว  พี่เหล่านั้น เขาเป็นอย่างที่เห็นและเป็นอยู่ มาตั้งแต่เมื่อก่อนจะเกิด 6 ตุลา ซึ่งเป็นแผนการที่เกิดจากทฤษฎีสมคบคิด และความไร้เดียงสาของขบวนการประชาชนนิสิตนักศึกษา กับการทรยศหักหลัง ของพวกซ้ายกระหายอำนาจ

พี่บางคนหนีไปอยู่เมืองนอก เพราะชัดเจนกับตัวเองว่า อยู่ป่าไม่ได้ แต่เกลียดเผด็จการทหาร แต่วันนี้พี่เขาแทบจะเป็นเนื้อเดียวกับ เผด็จการ

.......................

จากคำกล่าวข้างต้น เรามีความเห็นว่า

เวลาเปลึ่ยน ใจคนไม่ได้เปลี่ยน สถานการณ์ต่างหากที่เปลี่ยนไป

การไตร่ตรองแต่ละเรื่องราวอย่างรอบคอบ มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อภาพของการเมือง

ถ้ายึดติดกับทฤษฏี โดยไม่มองปัญหารอบตัวที่เข้ามาเพิ่ม เราก็จะตามโลกไม่ทัน อาจกลายเป็นเหยื่อให้ “คนบาปในคราบนักบุญ” เอามาใช้เป็นเครื่องมือ

คำว่าปัญญาชนของคนยุคหนึ่ง 40 ปีผ่านไปถ้ายังอยู่กับที่ ก็จะตามคนธรรมดาเขาไม่ทัน

6 ตุลา เป็นเพียงการเริ่มต้นของกระบวนการต่อสู้ เป็นยุคของการหาความหมาย ด้วยโจทย์ที่ไม่ยากนัก เหมือนหนังจีนยุคเก่า ที่มีฝ่ายเทพและฝ่ายมารสามารถมองภาพได้ชัดเจนว่า ฝ่ายประชาชนฝ่ายหนี่ง ฝ่ายเผด็จการ อีกฝ่ายหนึ่ง  

แต่ 6 ตุลา หรือย้อนไป 14 ตุลา ก็ไม่ใช่ทฤษฏีบทที่ใช้ได้ตลอดชีวิต ว่าถ้าทำเช่นนี้คือทำถูก ไม่ทำแบบนั้นคือผิด

แต่วันนี้ต้องรอบคอบกว่า

เพราะเมื่อเวลาเปลี่ยน ในมาร กลับมีเทพ ขณะที่ในเทพ ก็มีมาร แยกใครต่อใครไม่ออก แยกขาวแยกดำไม่ชัดเจน คนเคยอยู่ป่าย้ายไปอยู่หอคอยงาช้าง คนเกลียดทุนนิยมหันไปรับใช้นายทุน ฯลฯ

โจร ก็อาจอำพรางตัวด้วยการเอาเสื้อประชาธิปไตยมาสวมใส่

คนที่เคยเกลียดเผด็จการทหารอย่างเข้ากระดูกดำ แต่ต้องมาเจอกับสิ่งที่น่ารังเกียจ ก็ต้องเลือกที่จะอยู่กับเผด็จการ เพราะยังดีกว่าที่จะอยู่กับพวกนั้น

จึงไม่อยากให้ใครด่วนตำหนิ ว่าเวลาเปลี่ยน ใจคนเปลี่ยน หรือจุดยืนเปลี่ยน

ถึงตอนนี้ คงต้องเปิดทุกโอกาสให้ผู้คนต่างคนต่างคิด เลือกที่ยืนเป็นของตัวเอง จะเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยกับเขา หรือเขาไม่เห็นด้วยกับเรา ก็ต้องให้อิสระในความคิด ถ้ายังคิดว่าทุกคนคือนักประชาธิปไตย

เราจะเป็นเสียงข้างมาก หรือเสียงข้างน้อย ถึงตอนนี้อาจไม่มีใครยอมฟังใคร หรือเชื่อใครมากกว่าตัวเอง ต่างคนก็ต่างเดินตามความเชื่อของตน ที่ต่างมั่นใจว่าทางสายนี้คือทางแห่งความถูกต้อง และทำความเชื่อที่ว่าถูกต้องให้เกิดการยอมรับ

หรืออาจเรียกให้สวยหรูว่า สู้เพื่อความถูกต้อง สู้เพื่อชาติและประชาชน

ส่วนเรื่องเข้าคูหาเลือกตั้งนั่นหรือ เป็นหลักการของประชาธิปไตยแน่นอน แต่ก็ต้องให้โอกาสกับคนที่มองว่า ถ้าประชาธิปไตยแบบจัดตั้ง มันก็เป็นประชาธิปไตยไม่ได้อยู่ดี

ระบบ แจกเงิน ซื้อสิทธิ ขายเสียง อย่างไรก็ผิดที่ต้องแก้ไข

จะอ้างว่า ใครๆ ก็ชื้อเสียง ใครๆ ก็ขายเสียงกันทั้งนั้น ไม่ได้

เพราะทำให้ผลของการเลือกตั้ง ถูกเบี่ยงเบนไปด้วยอำนาจของความฉ้อฉล

วันนี้ ความเห็นต่างของผู้คน ได้พัฒนาไปมากอย่างน่ากลัว ขนาดคำว่า ถูก ผิด ชั่ว ดี ยังเห็นไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่จะเอาเครื่องชั่ง ตวง วัด แบบไหน ของใครมาตรวจสอบ

ยืนมุมหนึ่ง ก็เห็นอย่างหนึ่ง ไม่มีที่จะลงรอยกันได้

การมองไม่เหมือน เกิดเป็นความแปลกแยก เป็นความแตกต่างระหว่างบุคคล ที่จะไม่ลงรอย

เพื่อนที่รักกันที่สุด เมื่อต้องมาแตกแยกทางความคิดกันคนละขั้ว ถ้าต้องรักษาความเป็นเพื่อน ก็ต้องเคารพความเห็นต่าง หรือไปคุยกันเรื่องอื่น และท้ายสุด ต้องสัญญากันว่า วันข้างหน้าความคิดคนละขั้วก็จะต้องมีแพ้ชนะ และถ้าเอ็งชนะ ข้าก็จะแพ้และยอมรับความพ่ายแพ้นั้น

แต่จะให้ยอมจำนน คงไม่ได้

10 ปี หรือนานกว่านั้น หรืออาจตลอดชีวิต ที่เราจะไม่มีโอกาสเห็นความรักสามัคคีของคนในชาติ บทเพลงรักกันไว้เถิด เราเกิดร่วมแดนไทย.... ก็จะเป็นแค่เพลง ที่ไม่เกิดขึ้นจริง

ประเทศในวันข้างหน้า คงต้องอยู่ด้วยกันบนความแตกต่างอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

บางยุค จำต้องอยู่ภายใต้การยึดอำนาจ หรือต้องอยู่ภายใต้นักการเมืองที่แสวงหาผลประโยชน์

โครงสร้างกระบวนการทางอำนาจการเมืองไทย สลับซับซ้อนกว่าที่เราเห็น

ทหารก็เป็นกระบวนการหนึ่ง ของอำนาจแบบไทยๆ อาจออกมายุติสงครามกลางเมือง หรือทำให้เกิดความสงบ ซึ่งก็จะได้ผลระยะหนึ่ง 

 เป็นเพียงการยุติปัญหาได้ชั่วคราว แต่ความขัดแย้งกันสุดขั้ว ก็จะยังคงเกิดขึ้นเช่นเดิม เพียงแต่ยังหลบอยู่เพื่อรอโอกาส

เมื่อมีรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้งเมื่อไร

ผู้เล่นชุดเดิมก็จะกลับมา นักการเมืองคนเดิมที่คิดแบบเดิมๆ ก็จะนำนิสัยเดิม ออกมาสร้างปัญหาเดิม

วนเวียนกันไปเช่นนี้ ไปอีกนาน

แต่อำนาจประชาชนที่ติดตามสถานการณ์ จะเป็นตัวแปร กฎหมายจะเป็นหลักในการชี้ขาดความถูกผิด เพียงแต่ต้องใช้เวลา.