Get Adobe Flash player

การถกเถียงเพื่อความเข้าใจ โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

ผมกำลังสนุกอยู่กับข้อโต้แย้งทางสังคมที่ว่า “ประเทศไทยควรมีบ่อนคาสิโนหรือไม่” เพราะตัวเองแม้จะมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว แต่ก็อยากฟังจากหลายๆ ฝ่ายเหมือนกันว่า ควรมี หรือไม่ควรมี เพราะอะไร เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจที่มีเหตุผลกว่า

ผมว่าประเด็นที่ใหญ่กว่า “ควรมี หรือไม่ควรมี” อยู่ที่คนไทยได้เรียนรู้ถึงถกเถียงกัน โดยรู้จักใช้เหตุผลที่ต่างเชื่อว่าดี มาหักล้างกัน

ประเภทที่ จิกหัวขุดโคตร ด่าพ่อด่าแม่คนที่ไม่เห็นด้วยกับตน ผมว่าไม่เป็นสาระ ไม่เป็นผู้ใหญ่ ไม่น่าเชื่อถือ

ประเภทที่ เอาสถาบันฯ มาอ้าง ก็ไม่ควรทำ หรือประเภทที่ให้ไล่คนที่ไม่เห็นด้วยกับตนให้ออกจากงาน ผมก็ว่าไม่ใช่นักประชาธิปไตย

ฝึกเถียงกันแล้วไม่ชกกันให้ได้ก่อน เอาหรือไม่เอา ค่อยว่ากันทีหลัง เพราะยังมีเวลาที่จะหาข้อสรุปอีกยาวนาน

ที่สำคัญ ยังมีอีก “หลายเรื่องหลายประเด็น” ที่คนไทยควรหันหน้ามาถกกัน

แม้ประเด็นเล็กๆ อย่างเช่น “อดอย่างเสือ (หรือสิงห์) ดีกว่าอิ่มอย่างหมา”

ถามว่าเสือหรือสิงห์โต ดีกว่าหมาตรงไหน ไล่กัดแต่กวางที่ไม่มีทางสู้ แถมซุ่มโจมตีอีกต่างหาก สิงห์ทำผิด แต่คนดันบอกว่า “เป็นพฤติกรรมหมาลอบกัด”

หมาซื่อสัตย์ รู้บุญคุณ เป็นเพื่อนตาย

ถ้าดูคลิป ในยูทูป เสือหรือสิงห์โตจะฆ่าควาย ควายหันหน้าสู้ แต่เสือหรือสิงห์โต จะไม่สู้ซึ่งหน้า แต่จะอ้อมไปข้างหลัง เพื่อกัดสะโพกควายให้ล้มก่อนรุมทำร้าย

เราเชื่อว่าการเถียงกัน ทำให้เกิดปัญญา ไม่ใช่เชื่อตัวเองหัวชนฝา รักชาติ ตีโพยตีพายจะแก้ปัญหาระดับชาติ ทั้งๆ ที่เอาตัวเองยังไม่รอด

น่าเถียงกันที่สุดเรื่อง “หน้าตัวเมีย” หรือ “ให้ไปเอากระโปรงผู้หญิงมานุ่ง” ถามว่า หน้าตัวผู้มันดีกว่าหน้าตัวเมียตรงไหน หรือว่านุ่งกางเกงมันมีเกียรติกว่ากระโปรง เชื่อกันผิดๆ หรือเปล่า อย่าลืมว่า ผู้หญิง นั่นแม่พวกเรานะ เขาเสียสละแค่ไหน ฯลฯ

เคยมีผู้ต้องการชำระประวัติศาสตร์ ในประเด็น นางนพมาศ ประเด็นของย่าโม ประเด็นหลักศิลาจารึกฯลฯ หรือแม้แต่พยายามพิสูจน์ว่า บั้งไฟพญานาค เกิดจากอะไรกันแน่

ลงท้ายก็ถกกันไม่ได้ เพราะติดที่ “ห้ามใครแตะต้อง” มองแค่ว่าเป็นการลบหลู่ แต่ไม่ศรัทธาความจริง

ต้องยอมรับนะครับว่า เกมเอาบ่อน หรือไม่เอาบ่อน ฝ่ายสนับสนุนจะเสียเปรียบตั้งแต่ต้น เพราะถูกมองว่าเป็นฝ่ายมาร ในขณะที่ใครไม่เอาบ่อน จะดูดีในสายตาของสังคม จึงทำให้น่าเสียดายว่า หลายคนที่ออกมาพูด ก็เพียงเพื่อใช้จังหวะมุ่งหาเสียงให้ตนดูดี จากสถานการณ์นี้

เหมือนสมัยที่จะเอาเบียร์เข้าตลาดหลักทรัพย์ พวกฝ่ายที่หนุนถูกมองว่าเป็นมาร ฝ่ายค้านหัวชนฝา อ้างศีลธรรม อ้างเมืองพุทธ เป็นฝ่ายเทพ ลงท้ายฝ่ายเทพดูดีกว่า เบียร์ยอมถอย ต้องไปจดที่สิงคโปร์ ทำให้ชาวเกาะอูจง รับทรัพย์สบายไปทุกเดือนทุกปี ส่วนคนไทยเมืองพุทธ ก็เมาอย่างเดียวโดยไม่แสวงหากำไร จนจิ๊กโก๋แซวว่า “นันพรอฟิต ดรั้ง ออแกไนเซซัดโซเซชั่น” สมน้ำหน้าตัวเอง

ประเด็นบ่อนคาสิโน ครั้งล่าสุดคือ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2558 สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ 12 คน เรียกตัวเองว่า “กลุ่มรักชาติ”  ได้เสนอให้จัดตั้งคาสิโนอย่างถูกกฎหมายขึ้นในประเทศไทย เขาอ้างว่า เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเตรียมพร้อมการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

ทางกลุ่มรักชาติเห็นว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีบ่อนการพนันจำนวนมากอยู่แล้ว การนำบ่อนเถื่อนมาจัดให้ถูกกฎหมาย จะทำให้คนมีงานทำ และสร้างรายได้ให้กับประเทศ อีกทั้งตามแนวชายแดนไทยก็มีบ่อนการพนันของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีนักพนันไทยอยู่ประมาณ 80% ดังนั้น การมีคาสิโนถูกกฎหมายจะทำให้เงินไม่ไหลออกนอกประเทศ

ส่วนประเด็นที่ทำให้ฮือฮา เป็นงานใหญ่จัดหนัก ก็ตรงที่พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.ออกมา ขานรับแนวคิดเปิด คาสิโน ข่าวบอกว่า

พล.ต.อ.สมยศ ประกาศ ขอเป็นผบ.ตร.คนแรกที่กล้าเสนอ เตรียมเปิดเว็บส่วนตัวถามความเห็นประชาชน โดยไม่หวั่นถูกเอ็นจีโอและสังคมต่อต้าน

บางคนก็บอกว่า งานนี้ “สมยศ” ยอมเจ็บตัว เพื่อกลบเกลื่อนประเด็นร้อน ถอดยศ พ.ต.ท. (ทักษิณ) ยื้อเวลาช่วงสามเดือนสุดท้าย

พล.ต.อ,สมยศ บอกว่า เงินจากคาสิโนปีหนึ่งประมาณ 4-5 แสนล้านบาท เงินรายได้ตรงนี้ เอาไปช่วยคนจน เอาไปพัฒนา ดูแลเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ฯลฯ

คนสนับสนุนก็บอกว่า ปัจจุบันรอบๆ ประเทศไทยมีบ่อนคาสิโน ประมาณ 22 แห่ง คนเข้าไปเล่นแห่งละ 700 - 1,000 คนต่อวัน โดยเฉพาะแนวชายแดนเขมร มีบ่อน 10 แห่ง มีคนเล่นวันละ 1 หมื่นคน นักเล่นพนันประมาณ 80% เป็นคนไทย ดังนั้น ถ้าไทยมีคาสิโนถูกกฎหมายจะทำให้เงินไม่ไหลออกนอกประเทศ นอกจากนี้ อีก 3 - 4 ปีข้างหน้า คาดว่าจะมีบ่อนเพิ่มขึ้นรอบๆ ไทยไม่ต่ำกว่า 30 แห่ง กลายเป็น Las Vegas ขนาดย่อม ซึ่งจะสร้างงานสร้างรายได้ให้คนไทยจำนวนมาก

ผมฟังแล้วก็หูผึ่ง ทุกวันนี้คนแก่ที่เคยเป็นข้าราชการ ได้เงินเดือนร่วมหมื่น ขณะที่ชาวบ้านได้เบี้ยยังชีพแค่ 600-800 บาท ถ้าได้เงินคาสิโนมาช่วย ชาวบ้านได้คนละ 6 พัน 8 พันต่อเดือน ก็ไม่เลว ดีกว่าขนเงินไปทิ้งที่บ่อนอื่น

ส่วนคนที่ค้านก็บอกว่า เนื่องจากประเทศไทยมีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ การตั้งบ่อนคาสิโนถูกกฎหมายจึงไม่เหมาะสมเพราะจะทำให้คนขาดศีลธรรม ขัดกับหลักคำสอนของศาสนาที่ไม่ให้ข้องเกี่ยวกับอบายมุข และยังส่งผลให้คนไม่ตั้งใจทำมาหากิน แต่หวังรวยทางลัด คิดแต่จะเสี่ยงโชค ซึ่งจะส่งผลเสียต่อสังคม

การตั้งบ่อนถูกกฎหมายอาจเป็นต้นตอของปัญหาอาชญากรรม ปัญหาการคอร์รัปชั่น เมื่อมีการสร้างหนี้สินมากขึ้นก็จะนำไปสู่แนวคิดที่จะโกงกินต่อไป  รวมทั้งจะเพิ่มปัญหาโรคติดพนันมากขึ้นด้วย เพราะหากผลักดันให้การพนันถูกกฎหมาย จำนวนนักเล่นพนันก็จะมากขึ้น เพราะมีการสร้างความชอบธรรม และเปิดช่องทางการเล่น ฯลฯ

การพนันนำไปสู่ปัญหาสังคมที่รัฐอาจต้องเยียวยา หากทำให้การพนันถูกกฎหมายก็จะทำให้การเข้าถึงการพนันง่ายขึ้น กว้างขึ้น อาจนำไปสู่ปัญหาการติดพนัน การเป็นหนี้  ก่อให้เกิดความเครียด จนนำไปสู่การติดเหล้า ติดบุหรี่ ซึ่งเป็นปัญหาที่สังคมไทยเผชิญอยู่ และก็จะทำให้รัฐต้องหันกลับมาสู่การหาทางแก้ปัญหาโรคติดการพนันต่อไป ฯลฯ

ฟังแล้วก็ธรรมดา  

มาสะดุดจากความเห็นของ “เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง” ที่ออกมายืนยันว่า การเปิดบ่อนคาสิโนในประเทศไทยไม่ใช่ยาวิเศษทางเศรษฐกิจ เงินหมุนเวียนในคาสิโนนั้น ไม่มีคุณค่าต่อระบบเศรษฐกิจเลย เพราะการเล่นพนันในบ่อน เงินได้-เสีย ระหว่างคนเล่นกับเจ้ามือ เป็นเพียงการโอนเงินจากคนหนึ่งไปให้อีกคนหนึ่ง โดยเงินของคนเล่นเสียก็ตกไปเป็นของคนที่เล่นได้ จำนวนเงินรวมทั้งหมด เท่าเดิม

มาถึงข้อถกเถียงตรงนี้ ผมเริ่มจับประเด็นได้นิดหน่อยที่อยากแชร์

เหมือนบริษัทรถยนต์ต่างชาติ ที่มาประกอบในไทย กำไรส่วนใหญ่เขาเอาไป เราได้ค่าแรง ภาษี และมลภาวะที่ตกค้างจากโรงงาน

บ่อนการพนันมีกำไรมหาศาลก็จริง แต่ประเทศได้เพียง “ค่าต๋ง” ประชาชนได้การจ้างแรงงาน (ซึ่งอาจเป็นแรงงานต่างด้าว)  เงินกำไรส่วนใหญ่ ตกเป็นของเจ้าของบ่อนที่มาลงทุน  

เท่ากับว่า เงินที่คนไทยเสียพนัน เปลี่ยนมือไปเป็นของเจ้าของบ่อน เหลือปัญหาสังคมที่ทิ้งไว้

ต่อให้เจ้าของบ่อนเป็นคนไทย เขาได้กำไร นอกจากเสียภาษีแล้ว ก็ไม่ได้แบ่งเงินส่วนไหนให้เรา อย่างเช่นกลุ่มผูกขาดทั้งหลาย บางคนเป็นเศรษฐีระดับโลก เขาแบ่งปันให้เราที่ไหน มีแต่จะหาทางเอาเพิ่ม สูบทุกอย่างจากเรา

ถ้าคิดในตรรกะนี้ ก็ไม่คุ้มครับ