Get Adobe Flash player

หนังสือพิมพ์ไทยในแอลเอ. โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

 

เมื่อกว่า 30 ปีก่อน การเป็นผู้ผลิตหนังสือพิมพ์ไทยในอเมริกานั้น เรียกได้ว่ายากมากๆ ไม่ต่างอะไรกับงานการฝีมือ ที่ทำแล้วรื้อซ้ำซาก

อุปกรณ์ในการทำ ประกอบด้วยเครื่องพิมพ์ดีด มีดคัทเตอร์แบบปลายแหลม แผ่นยาง รองการตัดหรือกรีด ปากกาสีฟ้าอ่อน ไม้บรรทัด กาวยางน้ำ

ตัวอักษร เล็ตเตอร์เซ็ท หรือตัวขูด ขนาดต่างๆ เพื่อใช้พาดหัวใหญ่ หัวกลาง และพาดหัวเล็ก

แต่เนื่องจากตัวเล็ตเตอร์เซ็ท ราคาแพง ใช้เปลือง จึงนิยมที่จะนำมาถ่ายเอกสาร หรือพิมพ์ใหม่ เก็บไว้อย่างละเป็นปึกๆ

อุปกรณ์อื่น ต้องมีกล้องถ่ายรูป มีห้องมืด เครื่องอัดขยายรูป ไว้ล้างรูปขาวดำ และเครื่องสำหรับทำ “ฮาร์ฟ โทน”

มีคนเคยบอกว่า หนังสือพิมพ์ไทยในสหรัฐฯ เกิดจากกระบวนการทางสังคมศาสตร์ ไม่ใช่ วารสารศาสตร์ หรือสื่อสารมวลชน

แปลไทยเป็นไทยคือ เป็นเพราะคนอยากรู้ข่าว กับคนที่นำข่าวมาบอก

สมัยก่อนไม่มีสื่อฯ ด้านอื่น คนที่มาอยู่เมืองนอก นอกจากผู้ที่ประสบความสำเร็จแล้ว คนธรรมดาทั่วๆ ไปอย่างเราๆ ส่วนหนึ่งจะคิดถึงบ้าน อยากรู้ความเป็นไปของบ้านเรา ว่าร้อนไหม หนาวไหม ผู้คนอยู่กันอย่างไร น้ำท่วม ฝนแล้ง พายุเข้าหรือเปล่า รัฐบาลดีกับประชาชนหรือเปล่า เจ้าหน้าที่ในสถานที่ราชการ ยังดุประชาชนตาดำๆ อยู่หรือไม่ ฯลฯ การเสพข่าวจึงเป็นการสนองความคิดถึง

นี่เป็นส่วนหนึ่ง.... อีกส่วนหนึ่ง การที่มีชุมชนคนไทย แต่ไม่รู้ว่าอะไร อยู่ตรงไหน ก็จะลำบาก แต่ถ้ามีหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นไว้เป็นใบบอก ให้พอรู้ข่าว ก็จะเป็นประโยชน์ โดยเฉพาะคนมาใหม่

เช่นถนนสายนี้มีวัด ที่โน่นมีตลาดไทย มีข้าวสาร มีกะทิกระป๋อง มีเครื่องแกงขาย ที่นั่นมีร้านอาหารไทย มีร้านตัดผม

ถ้าทำไอดี สอบใบขับขี่ มีใครบ้าง ที่จะพาเราไปได้ หรือถ้าจะซื้อรถยนต์ แต่ไม่คล่องภาษาอังกฤษ ควรจะไปหาใคร ที่ไหนมีห้องแบ่งเช่า ที่ไหนเขารับสมัครงาน... สิ่งเหล่านี้ ถ้ามีหนังสือพิมพ์ ผู้คนก็จะได้รู้

อ่านทั้งเล่มแล้ว จะเก็บหนังสือพิมพ์ไว้เช็ดกระจก ไว้ห่อของ รองพื้น ฯลฯ ก็แล้วแต่จะเห็นสมควร

ขั้นตอนการทำหนังสือพิมพ์ ก็จะแบ่งงานหลักๆ ออกเป็นสามส่วนคือ ฝ่ายข่าว ฝ่ายผลิต และฝ่ายโฆษณา

ข่าวจากเมืองไทย ส่วนใหญ่จะติดต่อขอข่าวจากหนังสือพิมพ์รายวัน เก่าบ้างใหม่บ้าง เพื่อเลือกมาเป็นข่าวสำหรับรายสัปดาห์ ให้ครอบคลุม

ยุคที่ยังไม่มีแฟค ก็ใช้โทรศัพท์ แล้วบันทึกเทป เพื่อถอดความออกมาเป็นข่าว

ส่วนข่าวท้องถิ่น ก็ไปตามสถานที่ของคนไทย ว่าใคร ทำอะไร อยู่ที่ไหน เมื่อไร

เช่นวัดจะทำบุญ วันนั้น เวลานี้ รายละเอียดเป็นอย่างไร ลูกใครบวช แต่งงาน ร้านนั้นร้านนี้กำลังจะเปิด ฯลฯ

ถ้ารู้ข่าวก็จะได้ไปมาหาสู่ถึงกันได้

ขั้นตอนการผลิต ต้องมีกระดาษแข็ง ขนาดเท่ากับขนาดหนังสือ และเท่ากับจำนวนหน้า  แบ่งเป็นคอลัมน์ และเส้นแบ่งบรรทัด ด้วยสีฟ้า แขวนเรียงกันจากหน้าหนึ่ง ไปถึงหน้าสุดท้าย

เอาโฆษณา บรรจุไว้ก่อน ที่เหลือ ก็ปะข่าวลงไปจนเต็ม

การพาดหัว เราต้องรู้ขนาดของตัวหนังสือ และต้องรู้ว่า จะพาดกี่ตัวอักษร จึงจะพอดีกับความกว้างของคอลัมน์

เช่นถ้าข่าว สองคอลัมน์ จะต้องพาดหัวให้ได้ใจความจำนวน สองแถว แถวละ 15 ตัว กรณีที่มีสระ “เอ” นับเป็นครึ่งตัว ถ้า “ณ, ญ, ฌ, ฒ นับเป็น ตัวครึ่ง เกินได้ครึ่งตัว ขาดได้ หนึ่งถึงสองตัว แต่ก็จะออกมาไม่ค่อยสวย  

ที่ยากสุดคือต้องตัดตัวหนังสือแต่ละตัวแล้วทากาว มาเรียงต่อกัน เพื่อให้เป็นพาดหัวตามประโยคที่กำหนด

หน้าหนึ่ง อาจมี แปดข่าว เก้าข่าว ต้องลองมาเรียงดูก่อน แล้ววางรูป ที่ล้างเองและทำฮาร์ฟโทน มาวางไว้ก่อนพร้อมคำบรรยาย แล้วจึงค่อยเอาข่าวมาปะลงให้เต็มหน้าหนึ่ง พร้อมหน้าต่อข่าว จะต้องให้ลงตัวพอดี ขาดไม่ได้ เกินก็ไม่ได้

นักต่อข่าวที่ดี ต้องรู้วิธีตัดข่าว ตัดอย่างไรไม่ให้เสียใจความ

จากนั้นเป็นขั้นตอนตรวจคำผิด ถ้าพบต้องวงไว้ด้วยปากกาสีฟ้า แล้วคนแก้ ต้องไปตัดตัวหนังสือมาทากาวปะทับตัวที่ผิด

โฆษณายิ่งทำยาก เพราะยิ่งตัวหนังสือมีมาก ก็ต้องปะกันทีละตัวจนครบ บางชิ้นอาจต้องใช้เวลาทำถึง 5-6 ชั่วโมงก็มี

เพราฉะนั้น ย้อนไปในอดีต การผลิตหนังสือพิมพ์ไทยในสหรัฐ ยากเย็นกว่าปัจจุบันมากมาย

มีคนเคยเตือนเอาไว้ว่า ถ้าไม่ต้องการจะเป็นคนไส้แห้ง ประกอบอาชีพวาดเขียน หรือคิดว่าจะเอาดีทางเป็นคนเขียนหนังสือ

เพราะสมัยก่อนงานวาดเขียนเป็นงานช่วย ผมมีประสบการณ์สมัยเด็กในหมู่บ้านชนบท พอมีใครตาย เขามักจะมาตามผม ไปเขียนลายไทย และตัวหนังสือที่ข้างโลง

เคยไปช่วยผู้ใหญ่ “แทงหยวก” เป็นลวดลายประดับเป็นปะรัมพิธี งานเหล่านี้ใช้เวลา และไม่เคยได้เงิน

เขียนหนังสือก็เหมือนกัน พ่อเคยเล่าถึงชีวิตนักเขียนดังๆ ระดับชาติยุคโน้นหลายคนที่ตกระกำลำบาก

แต่ไม่อยากได้สิ่งใด ก็มักจะได้สิ่งนั้น

โตขึ้น มีคนเคยเตือนต่อๆ กันมาว่า ถ้ากลัวจน อย่ามาทำหนังสือพิมพ์ เพราะการทำหนังสือพิมพ์ คือการเอาเงินสดๆ มาแปรสภาพให้เป็นกระดาษ

แต่ก็หนีไม่พ้น

พื้นเพผมมาเกี่ยวข้องกับการทำหนังสือ ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมต้น ครูเดโช บุญชูช่วย ครูใหญ่ ท่านเป็นนักเขียน นักแปล ก็ฝึกให้เราเป็นนักอ่าน โดยเอา พ็อกเก็ตบุ๊คของท่านที่เก็บไว้ในห้องสมุดมาให้ยืม

แล้วกำหนดให้เราทำหนังสือพิมพ์ข่าว ปะไว้หน้าห้องให้เพื่อนๆ อ่าน

มาทำหนังสือโรเนียวเมื่อเรียนมัธยมปลาย แล้วพัฒนาไปทำนิตยสารของสถาบัน รู้จักคลุกคลีกับโรงพิมพ์แรกคือ สตรีเนติศึกษา ของอาจารย์สุรเจษฐ เนติลักษณ์วิจารณ์ จนถึงกับต้องไปกินไปนอนค้างในกองกระดาษ เพื่อรอเข้าเล่ม

ทำพ็อกเก็ตบุคกับรุ่นพี่ แล้วก็ห่างเหินไปรับราชการ แต่เพราะความอ่อนเดียงสา และหลงตัวเอง ว่าจะลามาเรียนต่อ ที่สุดก็เป็นโรบินฮู้ด เป็นจับกัง หลายอาชีพ ท้ายสุดก็มาทำหนังสือพิมพ์จนได้

กว่า 30 ปีสำหรับอาชีพนี้ ข้อดีคือได้ดูแล ได้ห่วงใย ได้ช่วยเหลือ ในหลายๆ โอกาส

มีความลำบากและยากจน เป็นรางวัล ไม่มีเกียรติยศอันใด แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อชอบ และมีความสุขที่จะทำ