Get Adobe Flash player

อย่าเชื่อโดยไม่ได้ตรวจสอบ โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

ถ้าใครติดตามข่าวคราวจากโลกโซเชียลมีเดีย จะพบว่ามีข้อมูลมากมายที่ส่งต่อๆ กันไป และในจำนวนข้อมูลนั้น มีจำนวนมาก ที่ไม่ใช่เรื่องจริง

ในบางกรณี พยายามอ้างว่า เป็นผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยระดับโลก อ้างบุคคลที่มีผลงานและมีชื่อเสียง  พบว่าจำนวนมากเป็นเรื่องที่ “สร้างข่าว” ไม่มีความจริงแม้แต่น้อย

ในวงการสมุนไพรของสังคมไทย กำลังสนุกกับการนำพันธุ์ไม้ออกมาโพสต์ ในแต่ละวันมีการอ้างถึงสรรพคุณของพืชจำนวนมาก โดยระบุว่า พืชชนิดนั้น สามารถรักษาโรคนั้นโรคนี้

ผู้โพสต์ ตั้งตนเป็นหมอเสียเอง ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ไม่ได้พิสูจน์ ที่สำคัญ ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบในทางวิทยาศาสตร์ หรือศาสตร์แผนไทยแม้แต่น้อย

เช่นบอกว่าพืชชนิดนี้ มีสารนี้ โดยสารดังกล่าว สามารถแก้โรคชนิดนั้นๆ ได้

ถามว่าต้องใช้ปริมาณเท่าใด จึงจะมีความเข้มข้นของสารที่อ้างถึง เพื่อรักษาโรค

ก็มักจะได้ยินคำตอบว่า ก็ทานไปเรื่อยๆ โดยให้เหตุผลว่าเป็นสมุนไพร จึงไม่เป็นอันตราย ไม่เหมือนยาฝรั่งที่มักมีสารตกค้าง ฯลฯ

แต่ในความเป็นจริง เราทราบแน่ชัดแล้วหรือว่า พืชแต่ละชนิดหรือสมุนไพรบางอย่าง ไม่เป็นผลร้ายต่อร่างกาย

และถ้าเกิดผลร้ายต่อสุขภาพ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ

เรามักจะพูดกันลอยๆ หรือเชื่อกันไปเลย โดยไม่มีใครตรวจสอบ ว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้รักษาโรคได้นั้น ได้ผ่านการยอมรับจากหนังสือรายงานการแพทย์ หรือองค์กรด้าน “อาหารและยา” ที่ชัดเจนแล้วหรือยัง

แต่คนส่วนหนึ่งก็เชื่อไปแล้วอย่างสนิทใจ 

“พืช” ที่ดูจะ “ฮ้อท” ที่สุดในช่วงนี้คงไม่มีอะไรเกิน “ทุเรียนเทศ” หรือ “ทุเรียนน้ำ” ที่มีผลคล้ายๆ น้อยหน่า หรือน้อยโหน่ง แต่ลูกโตกว่า จนเกือบเท่าทุเรียน ผิวของเปลือกนอก สีเขียว มีหนามนิ่มๆ โดยรอบ เนื้อในสีขาว เมล็ดทรงรี สีดำ

สมัยหนึ่ง มีปลูกอยู่เต็มท้ายสวน ไม่มีราคา บางทีเจ้าของก็ไม่เก็บมากิน

แต่สมัยนี้ทุเรียนเทศ ไม่ว่าเป็นผล หรือใบ กลายเป็นสินค้าราคาแพงมาก ที่มีอยู่ไม่พอขาย มีการเพาะพันธุ์ เร่งปลูกกันทั่วบ้านทั่วเมือง

มาสะดุดตา เมื่อเห็นข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์ว่า แพทย์เตือนอย่าเชื่อคำโฆษณากินใบทุเรียนเทศรักษามะเร็ง

“อาจตายได้”

ทั้งนี้ นพ.เพชร อลิสานันท์ แพทย์ประจำหน่วยรังสีรักษาและมะเร็งวิทยา แผนกรังสีวิทยา รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ออกมาให้ข้อมูลว่า ขณะนี้พบกระบวนการขายยาที่ทำมาจากใบทุเรียนเทศ ชาใบทุเรียนเทศต่างๆ เป็นจำนวนมาก ทั้งทางโซเชียลมีเดีย เคเบิลทีวี และรถเร่ โดยอ้างว่าสามารถรักษาโรคมะเร็งได้ทุกชนิด

ทั้งที่จริงแล้วเรื่องนี้กำลังอยู่ในช่วงการวิจัยในห้องทดลอง ว่าสารสกัดใบทุเรียนเทศมีปฏิกิริยากับเซลล์มะเร็งหรือไม่ ซึ่งจากการศึกษาพบว่ามีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งตับและมะเร็งเต้านมบางชนิดเท่านั้น ที่สำคัญยังไม่ถึงขั้นพัฒนาเป็นยาได้ เพราะยังต้องมีการทดลองในสัตว์ทดลองและในมนุษย์อีก เพื่อประเมินประสิทธิภาพและผลข้างเคียงระยะยาว ก่อนจะนำมาใช้เป็นยาจริงๆ

เพราะใบทุเรียนเทศ ไม่ได้ประกอบไปด้วยสารที่อาจมีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งเท่านั้น แต่ยังมีสารประกอบอีกมากมาย ที่ยังไม่ทราบว่ามีผลอย่างไรต่อสุขภาพ

แต่การขายโดยอ้างสรรพคุณเช่นนี้ ทำให้มีผู้ป่วยมะเร็งหลงผิดไปรับประทานเป็นจำนวนมาก ซึ่งคนไข้โรคมะเร็งที่รับประทานทุเรียนเทศยังมีผลเกิดการเคลื่อนไหวร่างกายที่ผิดปกติ คล้ายกับผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน เนื่องจากทุเรียนเทศเป็นพิษต่อระบบประสาท

ซึ่งบางงานวิจัยพบว่า พิษทุเรียนเทศสามารถผ่านชั้นเยื่อหุ้มสมองเข้าสู่เนื้อสมองโดยตรงได้อีกด้วย และการรับประทานอย่างต่อเนื่องทำให้ตับและไตวายได้ จนถึงเสียชีวิตได้ในที่สุด นั่นก็คือไม่ได้ตายเพราะโรคมะเร็ง

สำหรับ รพ.จุฬาฯ พบว่ามีผู้ป่วยโรคมะเร็งเข้ารับการรักษาตัวจากภาวะตับและไตวายเฉียบพลันจากการรับประทานทุเรียนเทศจำนวนมาก โดยเป็นผู้ป่วยในพื้นที่ กทม.กว่าร้อยละ 60 ที่เหลือส่งตัวมาจากต่างจังหวัด

นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อการรักษามะเร็งตามปกติ ที่ต้องให้ยาเคมีบำบัดด้วย เพราะเคมีบำบัดจะถูกขับถ่ายออกทางไต แต่เมื่อเกิดภาวะไตวายก็ต้องหยุดให้ยาเคมีบำบัด เพื่อรอให้ไตกลับมาทำงานเป็นปกติก่อน ซึ่งต้องใช้เวลานานถึง 1-2 เดือน เท่ากับสูญเสียโอกาสทางการรักษา เพราะระหว่างนี้โรคอาจลุกลามได้ ซึ่งผู้ป่วยที่เข้ามารักษานั้นส่วนใหญ่เป็นโรคมะเร็งระยะที่ 1 ซึ่งมีโอกาสที่จะรักษาให้หายขาดได้” นพ.เพชรกล่าว

พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา กล่าวว่า อยากให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสารบนสื่อต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องทางการแพทย์ ถ้ายังไม่แน่ใจก็ขอให้หาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น หน่วยรังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ฝ่ายรังสีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โทร.0-2256-4334 หรือให้ปรึกษาแพทย์ดีกว่า เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

นพ.อภิชัย มงคล อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า ใบทุเรียนเทศ ถ้าเป็นใบแห้งแล้วนำมาต้มสกัด พบว่ามีฤทธิ์ในการฆ่าเซลล์มะเร็งได้ แต่เป็นเพียงกระบวนการวิจัยในขั้นหลอดทดลองในห้องแล็บ ซึ่งการที่ใบทุเรียนเทศมีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งได้ ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำมารักษาผู้ป่วยมะเร็งได้ในทันที ทั้งนี้ การจะนำใบทุเรียนเทศแห้งมาต้มกินเพื่อรักษามะเร็งตับก็อยู่ที่การใช้วิจารณญาณของผู้ป่วย ถือว่าเป็นแค่เพียงทางเลือกของผู้ป่วยมะเร็งที่ไม่มีทางเลือกรักษาแล้วเท่านั้น เนื่องจากทางการแพทย์ยังไม่มีการวิจัยว่ารักษามะเร็งได้ นอกจากนี้ยังมีข้อบ่งชี้ที่ว่าใบทุเรียนเทศสดมีฤทธิ์ฆ่าเซลล์ดีในร่างกาย ดังนั้นจึงควรใช้อย่างระมัดระวัง

อ่านข่าวนี้แล้วก็น่าเป็นห่วง

ในพระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ชาวกาลามะ หรือที่เรียกกันว่า “กาลามสูตร” ระบุหลักแห่งความเชื่อที่พระพุทธองค์ ทรงวางไว้ให้แก่พุทธศาสนิกชน ไม่ให้เชื่อสิ่งใดๆ อย่างงมงาย โดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นจริงถึงคุณโทษหรือดีไม่ดีก่อนเชื่อ มีอยู่ 10 ประการ

1.อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ฟังๆ กันมา 2.อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ทำต่อๆ กันมา 3.อย่าเพิ่งเชื่อตามคำเล่าลือ 4.อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างตำรา 5.อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกเดา

6.อย่าเพิ่งเชื่อโดยคาดคะเนเอา 7.อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกคิดตามแนวเหตุผล 8.อย่าเพิ่งเชื่อเพราะถูกกับทฤษฎีของตน 9.อย่าเพิ่งเชื่อเพราะมีรูปลักษณ์ที่ควรเชื่อได้ 10.อย่าเพิ่งเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูบาอาจารย์ของตน

เราคงต้องใช้วิจารณญาณ จาก 10 ประการนี้ครับ.