Get Adobe Flash player

แนวคิดของ ‘อลงกรณ์’ กับการปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์

Font Size:

วันนี้นัดทานข้าวกลางวันกับ รุ่นพี่ท่านหนึ่ง แถวศูนย์อาหารในห้างสรรพสินค้าใกล้บ้าน พบกันแต่ละครั้ง ก็ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในเรื่องของบ้านเมือง เรื่องประชาธิปไตย คุยกันสนุกเพราะเราก้าวพ้นความเป็นเหลืองเป็นแดง ไปนานแล้ว

 

จนมาถึงประเด็นของ อลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่กำลังเสนอให้มีการการปฏิรูปพรรค

อลงกรณ์ ได้มีแนวคิดการปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์ว่า การปฏิรูปพรรคจะทำให้เกิดจุดเปลี่ยนที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปการเมือง และประเทศไทย เพราะหลายปีมานี้ ประเทศไทยตกอยู่ในวังวนความแตกแยก ทำลายเอกภาพและศักยภาพของประเทศ จนขีดความสามารถของประเทศถดถอย ขณะที่การคอรัปชั่นในวงการเมือง และราชการระบาดรุนแรง เหมือนมะเร็งร้ายเกาะกินบ้านเมืองจนประเทศเสมือนคนป่วยหนักโคม่า

การเมืองพัฒนามาสู่ระบบ 2 พรรคใหญ่ โดยมีพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ผลัดกันเป็นแกนนำรัฐบาล การต่อสู้ทางการเมืองทั้งในและนอกสภาฯ เป็นไปอย่างเข้มข้นแบ่งสีแตกแยก จนมองไม่เห็นอนาคตของประเทศ

คำ ถามคือ แล้วเราจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร เมื่อไหร่และโดยใคร ดังนั้นจึงคิดว่า เราต้องเริ่มแก้ไขที่พรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย ซึ่งหวังว่า พรรคเพื่อไทยจะมีการปฏิรูปพรรคสู่ความเป็นสถาบันทางการเมืองพร้อมกับเรา

อลงกรณ์ ได้เสนอให้มีการปฏิรูปพรรคอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม คือ

1. ปฏิรูปโครงสร้าง 2. ปฏิรูปการบริหารจัดการ 3. ปฏิรูปวัฒนธรรมองค์กรและบุคคลากร ดังนั้น ถ้าเราต้องการชนะเลือกตั้งต้องปฏิรูปพรรค เพราะหลังจากชนะในการเลือกตั้งทั่วไปเดือน ก.ย. 2535 เราพ่ายแพ้มาตลอด 21 ปี การแพ้ต่อเนื่อง 21 ปี คือโจทย์ใหญ่

"เมื่อ เขาชนะได้เป็นรัฐบาลก็ลงมือทำทันที จนสร้างความเชื่อมั่นว่า ทำได้อย่างที่พูด จึงผูกใจประชาชนและเป็นเช่นนั้นจนถึงวันนี้ รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ และรัฐบาลปัจจุบันแยกการบริหารกับการเมืองออกจากกัน โดยรัฐบาลบริหารสร้างผลงาน และให้พรรครับงานการเมือง เมื่อคู่แข่งเปลี่ยนกลยุทธ์ทั้งการเลือกตั้งและการบริหารจัดการ แต่พรรคประชาธิปัตย์ ไม่เปลี่ยนวิธีคิดวิธีทำงาน เราจึงสู้ไม่ได้มากขึ้น”

ประ ชาธิปัตย์เสมือนถูกโดดเดี่ยว พรรคการเมืองเป็นแนวร่วมกับเราน้อยลง แม้กระทั่งพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วยกันเอง คำถามคือทำไม หรือเพราะเราไม่เป็นองค์กรเปิด ไม่ใจกว้างพอในการยอมรับความแตกต่าง

เมื่อ เวลาสื่อ หรือนักวิชาการ องค์กรใดๆ วิจารณ์พรรคประชาธิปัตย์ก็จะตอบโต้ทันที และสรุปว่า นั่นคือพวก พ.ต.ท.ทักษิณ จึงทำให้เสียแนวร่วมไปมาก และปัญหาใหญ่คือ การที่พรรคถูกมองว่า อิงแอบเผด็จการ และปล่อยให้มีการคอรัปชั่นอย่างมากตอนเป็นรัฐบาล

นี่คือข้อสรุปคร่าวๆ จากสิ่งที่ อลงกรณ์ คิด

ซึ่งเราเห็นพ้องกันว่า ชัดเจนดี ส่วนจะทำได้แค่ไหน ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ความ คิดที่จะปฏิรูปถือว่าถูกต้อง การออกมาพูดข้างนอก ก็ยิ่งถูก เพราะเป็นการบอกไปถึงแนวร่วมของประชาธิปัตย์ บอกถึงผู้คนที่ไม่ใช่แนวร่วม ว่านี่คือสิ่งที่พรรคการเมืองหนึ่งเตรียมตัวที่จะก้าวเดิน

แทน ที่จะพูดกันในพรรค กับคนเดิมๆ ที่แม้เป็นเวที แต่ก็เป็นเวทีปิด ผู้คนมีแนวคิดเดิมๆ และก็จบลงตามประเพณีเดิม คือพูดไพเราะ แม่นทฤษฎี แต่ไม่ได้ทำให้เป็นรูปธรรม ด้วยการลงมือปฏิบัติจริง

ผมเห็นว่า ประชาธิปัตย์ มีข้อดีตรงที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ  มีคนที่มีคุณภาพอยู่ในประชาธิปัตย์ เป็นจำนวนมาก

แต่คนดีจำนวนไม่น้อยที่เป็นคุณชาย หรือคุณหนู เป็นผู้คนอยู่บนหอคอย ร่ำรวย เรียนสูง แต่ไม่เคยลงมาเดินดิน

ถ้า เทียบกับสมัยที่ผมเรียนมัธยม คนเหล่านี้เป็นเด็กเรียน เป็นคนดี แต่ก็เป็นคนส่วนน้อยในสังคม เข้าชั้นเรียน เชื่อฟังครู ค้นคว้าในห้องสมุด ทำการบ้าน

ใน ขณะที่เด็กปานกลาง เด็กเรียนอ่อน คือคนส่วนมาก มีเพื่อนมากกว่า ใช้ชีวิตในโรงเรียนไม่ใช่เพื่อการศึกษาอย่างเดียว แต่ก็อยู่กับเพื่อนๆ ด้วย ที่สำคัญคือ ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุข

ตัวอย่าง เพื่อนคนหนึ่งยากจน ไม่เคยมีอาหารกลางวันกิน เพื่อนให้สตางค์ก็เกรงใจ ไม่กล้ารับ วันหนึ่งเพื่อนอีกคนเกิดความคิดที่จะให้เพื่อนคนนี้ได้กินข้าว จึงรวมกลุ่มสองสามคน เอาข้าวปิ่นโตมาแบ่งกันกิน ใครไม่มีไม่ต้องเอามา  อาหาร ง่ายๆ ไข่ต้ม ไข่เจียว น้ำพริก ก็ได้ ขอให้ข้าวเยอะๆ ไว้ก่อน จะได้พอกิน ในที่สุดสมาชิกข้าวปิ่นโตก็เพิ่มขึ้น ที่สำคัญไม่เปลืองสตางค์ แต่ทุกคนได้กินข้าว

รักกันจนทุกวันนี้ ไม่ทิ้งกัน เพราะข้าวปิ่นโต

เหมือน กับพรรคการเมือง ดีอย่างเดียวไม่พอ คนกรุงเทพฯ อาจคิดอย่างหนึ่ง แต่คนชนบทคิดอีกอย่างหนึ่ง จึงต้องเดินไปลงพื้นที่หาเพื่อน พบผู้นำท้องถิ่น และสัมผัสกับประชาชน และต้องครองใจเขาให้ได้

เหมือนไปจีบสาว ต้องให้ได้ใจ เป็นแฟนไม่ได้ ก็เป็นพี่เป็นน้อง เป็นเพื่อนก็ได้

ถ้าผู้นำท้องถิ่นศรัทธา เขาจะช่วยหามวลชนให้ ถ้ามีมวลชนมาก ก็ชนะเลือกตั้ง ซึ่งคิดง่ายแต่ทำยาก (ถึงยากก็ต้องทำ)

เอ่ยถึงผู้นำท้องถิ่น อย่าเพิ่งมองว่าพวกเขาเป็นนักเลงหัวไม้ มีอิทธิพลแต่เพียงอย่างเดียว อย่ามองแค่ระบบอุปถัมภ์

คน ที่มีอิทธิพลทางจิตใจ เพราะความเสียสละก็มี ที่สำคัญสังคมอยู่ได้ ไม่ใช่เพราะรัฐบาลหลายๆ รัฐบาล แต่อยู่ได้เพราะผู้คนที่เสียสละเพื่อท้องถิ่น จากหลายสาขาอาชีพต่างหาก

ถ้า พรรคเข้าถึงเขาได้ พรรคก็จะได้แนวร่วม มาช่วยกันทำงาน แต่ต้องไม่ทิ้งกันเมื่อเขาลำบาก (ไม่ทิ้งเด็ดขาด) มีสุขร่วมเสพย์ มีทุกข์ร่วมต้าน

สิ่ง ที่พรรคต้องระวัง คืออย่าสร้างศัตรูโดยไม่จำเป็น อย่าค้านไปเสียทุกเรื่อง อย่าทำให้เขาเกลียดปาก ประเด็นไหนไม่ใช่สาระสำคัญ ก็ไม่ต้องค้าน เอาแต่เรื่องหลักๆ ไม่พร่ำเพรื่อเหมือนผู้ชายขี้บ่น น่าเบื่อ

เมื่อค้านแล้วต้องมีน้ำหนัก น่าเชื่อถือ น่าเกรงขาม ต้องค้านให้คนหยุดฟัง

ปัญหา ชายแดนภาคใต้ ไม่ต้องค้าน ปัญหาพระวิหารไม่ต้องค้าน นอกจากไม่ค้านแล้ว ถ้าช่วยได้ก็ต้องช่วย เพราะเรื่องบ้างเรื่อง เป็นวาระของชาติ

กรณีน้ำท่วมประเทศ ต้องช่วยรัฐบาลทำงาน (อย่างไร้รอยต่อ) ตรวจสอบเฉพาะในส่วนค่าใช้จ่าย ไม่ให้มีการทุจริต หรือรั่วไหล

ประเด็นใดรัฐบาลทำดี ก็ต้องชม ไม่ต้องกลัวว่าใครจะได้คะแนน ไม่ต้องบอกว่าเป็นความคิดในสมัยฉัน

ถ้าเป็นฝ่ายค้าน ต้องเป็นนักตรวจสอบมืออาชีพ ต้องไม่มองคนอื่นเป็นศัตรูหรือเขาเห็นเราเป็นศัตรู  อย่าด่วนตัดสินเอง ให้กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้ดูแลผู้กระทำผิด

และต้องเตรียมตัวที่จะเป็นรัฐบาล สามารถทำงานได้ทันทีเมื่อประชาชนให้โอกาส กล้าที่จะมีแนวคิด ในสิ่งใหม่ๆ

ยกตัวอย่างเช่นเรื่อง “ผังเมือง” เพราะปัจจุบันรถยนต์ เป็นยานพาหนะแทนเกวียน ที่มีใช้กันแทบทุกครัวเรือน ไม่เว้นแม้ในชนบท

ถนน ที่เรามีเป็นระบบโบราณ ที่ใช้การไม่ได้กับปัจจุบัน แนวคิดเรื่องถนนที่ทำเป็นสาย ของเรายังผิด ถนนต้องใหญ่และเชื่อมต่อ ให้รถได้เฉลี่ยใช้ มีถนนแล้วยังไม่พอต้องมีที่จอดรถด้วย

มีตัวอย่างที่ดีในหลายประเทศให้เราไปศึกษา

ถ้า ถนนไม่พอหรือทำถนนเล็กคดเคี้ยว ทำเป็นตรอกซอกซอยเล็กๆ อย่างที่เคยเป็น รถก็จะติดกันทั่วประเทศ ติดแม้กระทั่งในหมู่บ้าน ตำบล ผลาญน้ำมัน เพิ่มมลพิษ

พรรคการเมืองจึงต้องรู้จักที่จะปรับโครงสร้างใหม่ทั่วประเทศ เตรียมรับอนาคต ไปถึง 10 ปีหรือ 50 ปีข้างหน้า

อาจ ต้องมีกฏหมายให้ทำถนน 4 เลน เข้าหมู่บ้าน เผื่อที่ดินไว้ทำถนน 10 เลนในเมือง ที่กำลังจะเกิดใหม่ ฯลฯ วางผังขยายถนนไว้ก่อนที่ชุมชนจะเข้ามา

ต้องรีบแก้ไขโดยด่วน ในชุมชนที่กำลังเติบโต

เรา จะได้ยินข่าวเสมอว่า ในแต่ละปี มีรถใหม่เพิ่มบนถนนทั่วประเทศกี่คัน 10 ปีเป็นกี่คัน 20 ปีจะมีกี่คัน ถ้าผู้บริหารประเทศ หรือพรรคการเมืองไม่เตรียม ถนนรองรับ ก็จะเป็นปัญหาใหญ่

นี่ คือตัวอย่างแค่เรื่องเดียว ยังมีเรื่องของน้ำ เรื่องอาหาร เรื่องขยะ เรื่องพลังงานทดแทน เรื่องการศึกษา เรื่องอาชีพ เรื่องชุมชนพึ่งพาตนเอง ฯลฯ ฯลฯ

ในเมื่อพรรคหนึ่งเป็นประชานิยม อีกพรรคต้องมีแนวอื่น ให้เห็นความแตกต่าง

ที่สำคัญ ประเทศต้องมีพรรคการเมืองอย่างน้อยสองพรรคที่เข้มแข็ง และพร้อมที่จะบริหารประเทศได้ทันที โดยไม่ต้องลองผิดลองถูก

ความคิดที่จะปฏิรูปพรรค จึงควรสนับสนุน