Get Adobe Flash player

ชัยชนะที่ไม่รู้จักพอ

Font Size:

ในธรรมชาติ จะมีความสมดุลของตัวเอง ที่เรียกว่าความพอดี เช่นต้นไม้ได้ฝนก็จะงอกงาม แต่ถ้าฝนมากเกินไปก็จะเน่าเสียหรือถึงตาย แสงอาทิตย์ทำให้เกิดความอบอุ่น ให้ต้นไม้สังเคราะห์แสง แต่ถ้าร้อนเกินไป ก็จะกลายเป็นไฟที่เผาผลาญ

ผลไม้สุก น่ากิน แต่ถ้าสุกเกินไป ก็กินไม่ได้

ในความเป็นมนุษย์ ผู้ไร้อำนาจ จะตกเป็นเบี้ยล่าง แต่ถ้าอำนาจมากเกินไป อำนาจจะเป็นตัวทำลายผู้ใช้อำนาจเอง

พระ ศาสดาในศาสนา ศึกษาจากธรรมชาติ แล้วนำการรับรู้มาบอกกับผู้คน ให้รู้จักกับสิ่งที่เรียกว่า ทางสายกลาง ไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป ทำให้เกิดสุข

ใน ทางการเมืองของบ้านเรา ใครๆ ก็รู้ว่า ณ วันนี้ “พรรคเพื่อไทย” ได้รับชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เป็นผู้บริหารประเทศ ด้วยเสียงข้างมากที่มี สามารถกำหนดทิศทางของประเทศให้เป็นไปตามต้องการ

ได้อำนาจรัฐ ได้เสียงข้างมากในสภา ได้ชัยชนะเหนือสภาสูง

แม้จะมีฝ่ายค้านก็แค่ประดับสภา ไม่สามารถค้านรัฐบาลได้สำเร็จแม้เพียงเรื่องเดียว ทำได้ก็แค่ส่งเสียงบอกประชาชน

แถม ยังมีมวลชน แดงทั้งแผ่นดิน ที่เหนือกว่า “เรดการ์ด” ของจีนแผ่นดินใหญ่ ในสมัยของประธาน “เหมา เจ๋อ ตุง” ฝ่ายค้านจะไปเคลื่อนไหวที่ไหน พี่น้องเสื้อแดงคอยสะกัดไว้ แค่จะพูดปราศรัย ยังต้องย้ายเวทีหนี

รัฐบาล อยากจะกู้เงินกี่แสนล้านมาบริหารจัดการน้ำท่วมก็ทำได้ อยากจะกู้เงินกี่ล้านๆ มาทำรถไฟความเร็วสูง จากกรุงเทพฯ ลัดนิ้วเดียวถึงเชียงใหม่ ก็ทำได้

ขนาด คนจน คนรากหญ้า ไม่มีกำลังทรัพย์ที่จะได้นั่งรถไฟประเภทนี้ ยังให้การสนับสนุนอย่างท่วมท้น เป็นเรื่องเหลือเชื่อ ในโลกนี้ไม่มีอำนาจของผู้นำประเทศใดทำได้

บ้าน เมืองแห้งแล้ง ไม่มีน้ำทำนา ก็ไม่โกรธ ปาล์มน้ำมัน ยางพาราภาคใต้ราคาตก (เป็นเคราะห์กรรมของชาวใต้ ที่ต้องลุกขึ้นมาช่วยเหลือตัวเอง)

แต่ ราคายางภาคอีสานที่เป็นฐานเสียงราคาตก พี่น้องคนอีสาน ก็ไม่ว่ารัฐบาล กลับห่วงใยเรื่องแก้รัฐธรรมนูญมากกว่า ห่วงใยอำนาจตุลาการ ที่จะเข้ามาก้าวก่ายอำนาจนิติบัญญัติ นับว่าประชาชนยุคดิจิตอลนี้ก้าวหน้าไปเกินคาดอย่างมาก

นายก รัฐมนตรี ลอยตัวเหนือความขัดแย้งใด สามารถเดินทางไปตรวจแถวกองเกียรติยศในประเทศโน้น ประเทศนี้ ทั่วโลก ประชาชนก็ไม่เคยถามว่าไปทำไม

ทั้งๆ ที่ในระบบครอบครัว ถ้าเมีย ไปเที่ยว หัวตลาด ท้ายตลาด นั่งแต่บ้านคนอื่น ไม่อยู่ติดบ้าน ผัวยังต้องถามว่าไปทำไมนักหนา

ความ จริง การที่นายกรัฐมนตรีจะไปไหน ท่านไปได้ไม่มีใครว่า ก็เพราะรัฐบาลนี้ท่านได้อำนาจรัฐ ได้ชัยชนะแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพียงแต่ท่านยังไม่รู้ว่าท่านชนะ ยังจะสู้ต่อ ทั้งที่คู่ต่อสู้ล้มไปแล้ว

เหมือนกับว่ารัฐบาลไม่มีความสุข ที่จะบริหารประเทศไทย ตราบที่ยังมีองค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ยังมีอำนาจ

ยัง มีองค์กรที่รัฐบาลคิดว่า “ซ่อนอยู่ในที่มืด” เป็นอุปสรรคในการที่รัฐบาล จะบริหารประเทศ รัฐบาลยังต้องการประชาธิปไตย ที่ผู้นำรัฐบาลมีอำนาจเต็ม ที่ยิ่งกว่าเต็ม

และรัฐบาล จะเดินหน้าต่อไป เพื่อให้ถึงเป้าหมายนั้น

......................................

ในมุมมองของฝ่ายแพ้ ที่ไม่เคยเห็นด้วยกับ “ผู้นำ” ของรัฐบาลมาตั้งแต่ต้น

ความ ไม่เห็นด้วย ไม่ได้เริ่มจากอคติ แต่เพราะพฤติกรรมที่ส่อให้เห็นถึงความฉ้อฉล ในหลายๆ เรื่อง ทำให้ไม่อาจยอมรับให้คนเช่นนี้มานำพาประเทศ หรือส่งน้องนุ่ง ลูกหลานมาปกครอง

แต่เอาเถิด เมื่อท่านได้ชัยชนะ เสียงข้างมากเขาเลือกท่านจะด้วยวิธีใด คนแพ้ก็ยอมรับในกติกา และเคารพในเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน

คนส่วนน้อย ก็จะยอมจำนน ก้มหน้าก้มตาทำมาหากินเลี้ยงครอบครัว ไม่โงหัวออกมายุ่งกับใคร

ท่านอาจจะมองว่า คนส่วนน้อย ไม่เป็นนักประชาธิปไตย เป็นพวกอนุรักษ์หัวเก่า มีความคิดล้าหลัง ซึ่งท่านอาจจะด่วนสรุป

ใน ความเป็นจริงคนส่วนน้อยเหล่านั้น ก็อาจเป็นนักประชาธิปไตย เพียงแต่ประชาธิปไตยตามอุดมการณ์ของพวกเขา มีความแตกต่างกับประชาธิปไตยของนักการเมืองในยุคนี้

จน เกิดคำถามว่า นักประชาธิปไตยในปัจจุบัน ทำไมจึงยืนข้างอำนาจ โดยไม่ยืนข้างประชาชน ทั้งยังเอาพี่น้องประชาชน มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อแสวงหาอำนาจ

ที่น่าเสียดาย ทำไมคนที่เคยเป็นคนดี ในสายตาของมวลชนในยุคหนึ่ง จึงพลอยเป็นไปกับเขาด้วย

เสียงสะท้อนจากฝ่ายแพ้ หลายคน.... ยินดีที่จะอยู่อย่างผู้แพ้ ถ้าหากชัยชนะเป็นเช่นนี้

.....................................

มุม มองในแง่ดี ของประชาชนผู้มีเสียงข้างน้อย กลับเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้มีจังหวะดีที่สุด เพราะเป็นช่วงเวลาที่น่าทำงาน พูดได้ว่า ไม่มียุคใดที่รัฐบาลจะมีเสียงสนับสนุนได้มากขนาดนี้ และไม่มียุคใดที่รัฐบาลจะมีมวลชนเป็นแนวร่วมในการปกป้องเป็นคู่ขนาน มีสื่อที่เป็นฐานกำลังทั่วประเทศ นอกเหนือจากกรมประชาสัมพันธ์ ยังมีสื่อหลัก ที่ยืนข้างรัฐบาลอย่างชัดเจน คอยปกป้องทุกทาง ทำอะไรก็จะได้รับการขยายผลให้ดูว่าดี ให้เห็นผลทันตา ขนาดทะเบียนรถ ยังสร้างความร่ำรวยให้ประชาชนได้

มี คนบอกว่า... เราเคยเห็นนายกรัฐมนตรี เดินลุยน้ำเคียงบ่าเคียงไหลกับ ผบ.ทบ.ตอนน้ำท่วมครั้งใหญ่ เห็นภาพนายกฯ ร้องไห้บนเครื่องบิน แม้ใครจะมองว่าอ่อนแอ แต่เราก็แอบปลื้มนายกฯ ที่เราไม่ได้เลือก

แม้ “เอาไม่อยู่” แก้ปัญหาน้ำไม่สำเร็จ แต่ก็ยังเห็นความพยายามที่จะช่วยพี่น้องประชาชน ที่ต้องชื่นชม

แต่นั่นก็เป็นครั้งเดียว ที่เราเห็น หลังจากนั้นก็พูดแต่คำว่า “บูรณาการ” ไม่เห็นอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันอีกเลย

จริงๆ แล้ว การที่เราจะเลือกท่าน หรือไม่ได้เลือก มันไม่สำคัญหรอก ถ้าทำดี คราวหน้าเราอาจเลือกท่านก็ได้

เพราะ ในความจริงแล้วประชาชนในโลกที่เจริญ ต้องการเห็นระบบพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง “สองพรรค” ที่อาจต่างขั้วกัน และพร้อมจะเป็นรัฐบาลได้ทันที

เมื่อพรรคหนึ่งอ่อนแอ อีกพรรค ก็สามารถที่จะทำงาน ไม่ให้การเดินไปข้างหน้าของประเทศ ต้องสะดุดลง

ช่วงนี้ พรรคเพื่อไทยพร้อมมาก มีโอกาสที่จะช่วยชาติและประชาชนได้เต็มที่ ก็ทำไป

แต่ เพราะเกมที่จะครองอำนาจ 100 ปี ทำให้ท่านละเลย รัฐบาลเพื่อไทยเสียเวลาไปกับเกม เงินทองของชาติ สูญไปกับการหาเสียงในประชานิยมจนน่ากลัว

ที่สำคัญการแจกเงินไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องในการช่วยเหลือประชาชน เพราะยิ่งแจกจะยิ่งจน จะนำพาประเทศยากจนลงไปด้วย

ท่าน หวังจะให้เป็นประชาธิปไตย แต่เป็นแบบรวมศูนย์ ใช้ระบบหนึ่งคน สั่งการมวลชนลงไปเป็นทอดๆ ใช้ระบบสืบเชื้อสาย ทั้งๆ ที่ต่อต้านระบบสมบูรณาญาสิทธิฯ ค้านกับการที่ท่านบอกว่าเรียกร้องประชาธิปไตย ซึ่งมันไม่ใช่

.............

จาก ข่าวการจ้องล้มอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ เรามองว่า “ท่านอาจทำได้สำเร็จ” ตราบที่ท่านมีกำลังมากกว่า เหมือนกับที่ผ่านมา ท่านก็สามารถยึดสองสภาได้สำเร็จมาแล้ว

เรื่อง ก้าวก่ายสามอำนาจ เรื่องเล็ก การที่ประชาชนคนหนึ่งสามารถเรียกประธานสภาไปด่า น่ากลัวกว่าการที่ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องเสียอีก ยังทำมาแล้ว

แค่ปลดคนอีกเก้าคน ทำไมจะมีปัญหาตรงไหน

เรา เอง ถ้าพูดแบบคนไม่หวังดี ยังจะยุให้ท่านทำให้สำเร็จ จะได้เพิ่มความน่าเกลียดน่าชังเข้าไปอีก เราอยากให้ท่านมีอำนาจมากกว่านี้ เพราะอำนาจ มันก็คือบูมเมอแรงชนิดหนึ่ง ยิ่งได้เร็วจะยิ่งจบเร็ว

อย่าช้า ขอให้รวมทุกพลัง และลงมือเลย เราเองก็จะคอยดู