Get Adobe Flash player

รัฐธรรมนูญ(อีกครั้ง) โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

 

เราต่างถูกสอนมาว่า “ประเทศไทย มีรูปลักษณ์ในแผนที่เหมือนขวานโบราณ หรือไม่ก็เหมือนกระบวยตักน้ำ มีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน ภาคเหนือเป็นภูเขา ภาคกลางเป็นที่ราบลุ่ม อีสานเป็นที่ราบสูง ส่วนภาคใต้เป็นพื้นที่ติดทะเล เรามีวัฒนธรรมที่หลากหลายพอสมควร มีอาชีพที่แตกต่าง และมีวิถีชีวิตไปตามสภาพของท้องถิ่น”

เรามีทรัพยากรธรรมชาติ ที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตไม่เหมือนกันตามวิถีของเรา

แต่เมื่อประเทศ ก้าวสู่สิ่งที่เรียกว่าพัฒนาตามประชาคมโลก เราก็ใช้ความพยายามที่จะเดินตามเขาไป

แต่ด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง ก็ไม่สามารถทำให้คนทั้งประเทศ เดินตามไปพร้อมๆ กันได้

คนส่วนหนึ่งได้รับการศึกษาอย่างเต็มที่ อยู่ในบ้านเมืองที่เจริญทางวัตถุ มีตึกรามบ้านช่อง มีถนนหนทางสิ่งอำนวยความสะดวก มีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่คนอีกภูมิภาคหนึ่ง ยังถูกทิ้งให้อยู่กับการแบกคันไถไปนา ยังลากเลื่อนเข็นเกวียน ตากแดดหน้าดำ หากินอยู่กับธรรมชาติ ไม่สามารถเข้าถึงสิ่งที่ภาครัฐหยิบยื่นให้

ยิ่งนานเข้า ช่องว่างของความแตกต่างก็ยิ่งมากขึ้น ความเหลื่อมล้ำของคนในชาติ ก็ยิ่งสูงขึ้น

ตั้งแต่ระบบชนชั้น ความร่ำรวยความยากจน เหลื่อมล้ำทางการศึกษาอาชีพ เหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี ฯลฯ

ที่ไม่ค่อยมีใครสนใจหรือกังวลคือ ความเหลื่อมล้ำทางความเชื่อ ความน้อยเนื้อต่ำใจ ความคิดความเห็นของผู้คนที่มีต่อกันเริ่มไม่เหมือนกัน และห่างออกไปทุกที

ยกตัวอย่างแค่เรื่องวัฒนธรรมเรื่องเดียว กลุ่มหนึ่งอยากถนอมความเป็นไทยเอาไว้ เคยเป็นอย่างไรก็ให้คงอยู่ เพราะเชื่อว่านี่คือ “ราก” ของเรา

ในขณะที่อีกฝ่ายมองว่าพ้นสมัย ล้าหลัง ทำไมเรายังต้องจุดบั้งไฟเพื่อขอฝนกับพญาแถน หรือลอยกระทงในวันเพ็ญเดือนสิบสองฯลฯ

ต่างคนต่างเห็น ต่างคนต่างคิด และเริ่มก้าวล่วงกันและกัน จนถึงขั้น ดูถูก เย้ยหยัน ทำลายสิ่งเคารพของอีกฝ่าย

เช่นเดียวกับที่ยืนในสังคมของผู้คนต่างกันมาก จึงทำให้การเห็นในมุมมองที่ยืนต่างกันชัดเจน

ถ้าเราเคารพความหลากหลาย เราก็จะอยู่ร่วมกันด้วยสันติสุข แต่ถ้าเมื่อใด สังคมปล่อยให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นผู้กำหนด แล้วกดอีกฝ่ายให้เป็นผู้เดินตามก็จะเกิดแรงต้านขึ้นมา จะมากน้อยก็ขั้นกับแรงกด ว่ามีน้ำหนักมากแค่ไหนด้วย ถ้ามากเกินไป ก็จะเกิดแรงต้านที่แรงกลับมามากเช่นกัน

สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม ควรเป็นบทเรียนที่จะบอกกับนักปกครองหรือผู้บริหารประเทศ ไม่ว่าท่านจะยืนอยู่ฝ่ายใด ถ้าไม่ให้ความเป็นธรรมกับอีกฝ่าย ก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาประเทศชาติอย่างยั่งยืนได้

ยกตัวอย่างประวัติศาสตร์ของเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ยุคหนึ่ง เขมรแดงพยายามจัดระบบสังคม ด้วยการฆ่าฝ่ายที่มีความเห็นตรงข้ามให้หมด เพื่อสร้างแนวคิดที่เชื่อว่าถูกต้องขึ้นมาใหม่ ท้ายที่สุดก็มีแต่ความสูญเสียที่หนักหนาของชาติพันธุ์มนุษย์

เราจึงเห็นว่า หากจะสร้างสังคม ความคิดเริ่มต้นคือเราต้องแบ่งปัน

มาดูบ้านเราในวันนี้

เมื่อรัฐธรรมนูญที่ยกร่างมาก่อนหน้าไม่ผ่านสภาฯ ก็เป็นภาระที่ คสช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องสรรหากรรมาธิการ 21 คนเพื่อร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่

มีการคัดสรรค์คนที่เชื่อว่ามีความรู้ความสามารถ มาทำงานนี้ เหมือนกับว่าเป็นเรื่องยากเย็นที่คนธรรมดา ไม่มีใครทำได้

แต่เรากลับมองว่า การร่างรัฐธรรมนูญนั้นไม่ยากเลย

เพราะประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแล้วถึง 19 ฉบับ แค่หยิบทุกฉบับมากางรวมกัน (รวมทั้งร่างที่ไม่ผ่าน) ช่วยกันดู ช่วยกันวิเคราะห์ว่า ฉบับไหนมาตราใดมีข้อดีข้อเสียตรงไหน จากนั้นก็เลือกส่วนที่ดีของแต่ละฉบับ มาจัดลำดับใหม่

เราก็ได้รัฐธรรมนูญมาอย่างดีและง่ายดาย

แต่ที่ทำเช่นนี้ไม่ได้ เพราะเรากำลังพยายามทำรัฐธรรมนูญให้เป็นของวิเศษ ที่มีการตั้งธงไว้ก่อนแล้ว ธงที่ว่านั้นคือ ให้รัฐธรรมนูญเป็นตัวคัดกรอง “คนชั่ว” ไม่ให้เข้ามาบริหารประเทศ

ในที่นี้เราจะไม่พูดถึงประเด็นที่ว่า แบบไหนคือคนชั่ว และเป็นคนชั่วในทัศนะของใคร

แต่เรากำลังมองว่า รัฐธรรมนูญ ต่อให้ดีวิเศษแค่ไหน ก็ไม่สามารถป้องกันความชั่วของมนุษย์ได้

เพราะรัฐธรรมนูญ เป็นแค่อักษรอยู่ในกระดาษ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญไทยที่แสนจะเปราะบาง ใครที่มีอำนาจ จะฉีกทิ้งเมื่อไรก็ได้

ฉีกแล้วก็ร่างใหม่ วนเวียนไปแล้วก็กลับมาที่เดิม

ที่ผ่านมา รัฐธรรมนูญ ยังสำคัญน้อยกว่าเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศด้วยซ้ำ พอการเมืองไม่มั่นคง รัฐธรรมนูญก็ถูกฉีกไปทุกที

เพราะฉะนั้น เราจะเสียเงินเสียทองมหาศาล เพื่อร่างให้ยุ่งยากทำไม ในเมื่อร่างอีก ก็จะถูกฉีกอีก

มาถึงประเด็นที่ว่า รัฐธรรมนูญป้องกันคนชั่วไม่ได้

ถ้าคนชั่วในที่นี้ หมายถึงคอรัปชั่น ทำไมต้องฉีกรัฐธรรมนูญเพื่อไปแก้ตรงนี้ เพราะบ้านเมืองมีกฎหมายอยู่แล้ว ใครทำผิดแบบใดก็มีการกำหนดโทษเอาไว้แล้ว

เพียงแต่การบังคับใช้กฏหมาย ยังไม่มีประสิทธิภาพ ที่ผ่านมากฎหมายจัดการกับผู้มีอำนาจที่ฉ้อฉลไม่ได้

จึงต้องทำกระบวนการยุติธรรม ให้เกิดความเที่ยงธรรมและศักดิ์สิทธิ์ สามารถลงโทษผู้กระทำผิดบนความทัดเทียมของความเป็นมนุษย์

ถ้าทุกคนที่ทำความผิด จะต้องถูกลงโทษ เรื่องทุกเรื่อง ก็จะไม่ต้องไปยุ่งถึงการร่างรัฐธรรมนูญ

เพื่อเราจะได้ทำรัฐธรรมนูญดีๆ มีมาตราน้อยๆ ที่ไม่ต้องไปเอื้อฝ่ายใด ให้รัฐธรรมนูญ เป็นของปวงชนชาวไทยทุกคนอย่างแท้จริง

ไม่ใช่ของข้าราชการประจำ หรือของนายทหารนายตำรวจระดับสูงเท่านั้น

ถามว่า รัฐธรรมนูญที่ผู้คนต้องการ ควรเป็นอย่างไร

ที่ผ่านมาถ้าหากเปิดใจรับฟังเสียงสะท้อนที่ออกมาจากหลายฝ่าย ก็แทบจะรู้ว่าใครต้องการอะไร อะไรที่ว่าดี และอะไรที่ไม่ดี

ถึงตรงนี้ ถ้าทุกคนต้องการปฏิรูปประเทศ ต้องการความปรองดอง ก็ต้องเริ่มกันที่รัฐธรรมนูญ ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีก่อน

รัฐธรรมนูญ ตั้งอยู่บนหลักการสามประการ คือ การรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชน การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และการเสริมสร้างเสถียรภาพและประสิทธิภาพให้กับรัฐบาล ควรมีความศักดิ์สิทธิ์และคงทนถาวร

และควรรีบทำให้เสร็จ เพราะหากปล่อยให้มีการขยายเวลาออกไปเนิ่นนาน กว่าถั่วจะสุก งาก็จะไหม้เสียก่อน