Get Adobe Flash player

ความโปร่งใสชัดเจน โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

 

ในช่วงเวลาที่มีรัฐบาลเลือกตั้ง สิ่งหนึ่งที่ปรากฏให้เห็น คือการกำหนดให้มีฝ่ายรัฐบาลไว้ทำงาน และมีฝ่ายค้านไว้ตรวจสอบ อาจมีข้อถกเถียงกันบ้าง อาจไม่ได้ดังใจ แต่ประชาชนก็มีอำนาจในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ทั้งภาครัฐและฝ่ายค้าน และมีกระบวนการยุติธรรม เป็นผู้ชี้ขาดความถูกผิด ซึ่งเป็นไปตามหลักสากล

แต่เมื่อประเทศอยู่ในภาวะของการยึดอำนาจ ก็หวังว่ารัฐบาล คสช.ที่ย้ำอยู่เสมอว่า จะเดินหน้าปฏิรูปประเทศ มีกรรมการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ เพื่อนำพาประเทศไปสู่ความชัดเจนในทุกเรื่องราว

ช่วงนี้ รัฐบาล คสช.คิดอะไรก็สามารถทำได้ทุกเรื่อง เพราะไม่มีฝ่ายค้าน คงมีแต่ฝ่ายที่มีความเห็นต่างที่ช่วยคานอำนาจเอาไว้บ้าง มีสื่อฯ ที่แสดงความเห็น คอยท้วงติงไว้บ้างในบางกรณี ให้รัฐบาลมีโอกาสทบทวน ว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่มีข้อที่ประชาชนกังวลในเรื่องใดบ้าง มีความเหมาะสมกับบ้านเมืองมากน้อยแค่ไหน

เพราะทุกคน ก็มีความรักชาติเช่นกัน แม้จะมีความเห็นที่เหมือนกันบ้างหรือต่างกันบ้างก็ตาม

การที่มีคนออกมาโต้แย้ง ไม่ใช่เรื่องเสียหายเลยสักนิด และไม่ใช่เรื่องที่ต้องฉุนเฉียวโกรธเคืองเสมอไป เพราะบางอย่าง คนภายนอกเห็น ในขณะที่ฝ่ายอำนาจอาจมองไม่เห็น การออกมาท้วงติง ก็ยังดีกว่าที่ทุกคนอยู่ในอาการสงบนิ่งไม่ขัดขืน ด้วยความกลัวต่ออำนาจรัฐ กลายเป็นความแปลกแยกที่ซ่อนไว้

เช่นในช่วงเวลานี้ ถ้าถามเราว่า อะไรคือสิ่งที่น่ากังวลต่อท่าทีของรัฐบาล เรามองว่า “ความชัดเจน” ที่รัฐบาลต้องทำให้ประชาชนเห็นว่ามีความกระจ่าง

ไม่อยากให้รัฐบาลออกคำสั่ง และประชาชนเป็นเพียงผู้รับคำสั่งเท่านั้น

ข่าวการจับกุม นายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ หรือ “หมอหยอง” นายจิรวงศ์ วัฒนเทวาศิลป์ หรือ “อาท” รวมทั้ง พ.ต.ต.ปรากรม วารุณประภา หรือ “สารวัตรเอี๊ยด” โดยระบุว่า บุคคลเหล่านี้มีความผิดตามประมวลกฎหมายมาตรา 112

มีการควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 คนไปคุมขังไว้ที่เรือนจำชั่วคราว

มีการเร่งทำการอายัดทรัพย์สินของผู้ต้องหาทั้ง 3 ทั้งนี้ข่าวระบุว่า อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มเติม

แต่สิ่งที่ประชาชนที่ติดตามข่าว ไม่อาจรู้เลย คือรายละเอียดของความผิดนั้นๆ มันดูมุ้งมิ๊ง มืดก็ไม่มืด แจ้งก็ไม่แจ้ง ไม่เต็มปากเต็มคำชอบกล

จึงดูเหมือนการบังคับใช้กฏหมายของเจ้าหน้าที่รัฐ ดูอึมครึมและน่ากลัว ของฝ่ายอำนาจ ที่กระทำกับฝ่ายที่ถูกใช้อำนาจ

จริงอยู่ จำเลย (ในกรณีใดก็ตาม) อาจทำความผิดร้ายแรง แต่ต้องไม่ลืมเช่นกันว่า สิทธิความเป็นคนก็น่าจะยังมีอยู่ ผิดเพราะอะไร ผิดมากแค่ไหน ก็น่าจะบอกกันตรงๆ ให้ประชาชนได้รับรู้บ้าง เพื่อความชัดเจนโปร่งใส ผิด ก็ต้องว่ากันไปตามผิด

แต่เมื่อประชาชนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำให้ต้องเสพข่าวลือที่ออกมาเป็นระยะ

อย่างเช่นลือว่า “หมอหยอง” ที่ถูกคุมขังกำลังป่วยหนัก และต้องนำตัวส่งโรงพยาบาล และถึงขั้นต้องปั๊มหัวใจ แล้วลือว่าหมอหยองแกล้งป่วย แกล้งปากเบี้ยว

ลือว่า ผู้ต้องหา ยศ พ.ต.ต.ผูกคอตายเสียแล้วในห้องขัง ศพไม่ได้ตรวจสอบจากสถาบันนิติเวศฯ

ข่าวลือ อาจไม่ใช่ข่าวจริง แต่ความอึมครึม ก็ทำให้เกิดความเคลือบแคลง ยิ่งช่วงนี้มีข่าว ห้ามโพสต์ ห้ามแชร์ ห้ามกดไลค์ ในเฟซบุ๊ค ใครกดไลค์หรือแชร์หรือโพสต์โดยไม่ดูตาม้าตาเรือ อาจได้รับโทษ ก็ยิ่งทำให้รู้สึกกังวล อึดอัด

ข่าวลือออกมาก่อนเสมอ แล้วข่าวเป็นทางการก็ออกมา นายวิทยา สุริยะวงค์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ออกมายืนยันว่า ข่าว “หมอหยอง” มีอาการป่วยหนักไม่เป็นความจริง เพียงแต่ หมอหยอง มีอาการโรคความดันกำเริบ ก็เท่านั้น

ส่วนข่าว พ.ต.ต.ปรากรมเสียชีวิต กลับเป็นเรื่องจริง โดยนายวิทยา ระบุว่า นักโทษ (พ.ต.ต.ปรากรม) ผูกคอในเรือนจำ เจ้าหน้าที่พบเห็นจึงเร่งนำตัวส่งโรงพยาบาล ต่อมานักโทษเสียชีวิต

สื่อตามข่าวไปที่ สถาบันนิติเวช รพ.ตำรวจ เมื่อวันที่ 25 ต.ค. มีผู้สื่อข่าวจากหลายสำนักมารอติดตามการนำศพของ พ.ต.ต.ปรากรมเข้ามาชันสูตร

แต่เมื่อสอบถามไปทางเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ ก็ได้รับคำตอบว่ายังไม่มีรายชื่อของ พ.ต.ต.ปรากรม เข้ามาแต่อย่างใด ไม่ได้รับการประสานจากโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ในการนำศพ พ.ต.ต.ปรากรม มาชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง แต่หากได้รับศพ ก็จะทำหน้าที่ที่สถาบันนิติเวชวิทยา โดยจะดำเนินการตรวจสอบตามขั้นตอนของทางการแพทย์ และปฏิบัติต่อศพทุกศพอย่างเท่าเทียม

ก็มีข่าวลืออกมาอีกว่า ศพของ พ.ต.ต.ปรากรม ถูกเผาไปแล้ว ที่วัดชมภูเวก อ.เมือง จ.นนทบุรี โดยไม่ได้ผ่านสถาบันนิติเวช เป็นการเผาทันที

ต่อมาเจ้าหน้าที่ก็ยืนยันว่า ไม่ต้องผ่านสถาบันนิติเวช เพราะว่าญาติไม่ติดใจ

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “มุ้งมิ้ง”

เรามองว่า การปล่อยให้นักโทษที่มียศถึง พ.ต.ต.ฆ่าตัวตายในคุก ในคดีที่ไม่มีใครทราบรายละเอียด ถามใครก็ไม่มีใครรู้

ขนาดมีข่าวลือออกมาแล้ว เจ้าหน้าที่รัฐก็ยังไม่รู้

เป็นคดีลึกลับน่ากลัวอย่างยิ่งสำหรับประชาชน ที่ไม่ควรเกิดขึ้นในบ้านเมือง

เราไม่ได้เข้าข้างคนผิด และไม่สนับสนุนให้มีการกระทำความผิด ยิ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายมาตรา 112 ยิ่งต้องรอบคอบ

เพราะสถาบันอันเป็นที่รัก ผูกพันกับความเป็นไทยมาตั้งแต่ประวัติศาสตร์ ไม่อยากให้ตำรวจ ทหาร หรือผู้มีอำนาจ นำกฏหมายนี้มาใช้อย่างไม่ชัดเจน หรือทำให้เกิดความหวาดกลัว

ล่าสุดอีกเหมือนกัน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เซ็นคำสั่งให้ พล.ต.อ.ประวุฒิ ถาวรศิริ พ้น "โฆษกตำรวจ" อ้างอยากให้พักผ่อน "อดีตโฆษก สตช." รับสายสื่อบอกลาพักร้อนอยู่ประเทศเยอรมนี

แต่ต่อมา ก็มีข่าวว่า พล.ต.อ.ประวุฒิ ได้ขอลาออกจากราชการตำรวจเรียบร้อยแล้ว หลังจากที่ ผบ.ตร. ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งเปลี่ยนแปลงโฆษกฯ ข่าวว่าไปอยูกับครอบครัวที่อิตาลี

ชาวบ้านก็งงว่า ตกลงพล.ต.อ.ประวุฒิ อยู่ไหนกันแน่ “โดนคดี” ด้วยหรือเปล่า เห็นหน้ากันหลัดๆ ทางจอทีวี ยังรู้สึกว่าโฆษกท่านนี้บุคลิกดี ท่าทางอบอุ่น พูดจากใจจริงก็เสียดาย

แต่ก็มีข่าวลือใหม่ ท่านไม่ได้ลาออก ทั้งผบ.ตร.ทั้ง รองนายกประวิตร ยันว่ายังไม่เห็นใบลาออกดังกล่าว

เราเชื่อว่ารัฐบาลมีความหวังดี แต่หลายพฤติกรรม ทำให้รู้สึกว่าฝ่ายปกครองมีอำนาจและไม่ชัดเจน สื่อถามก็เลี่ยงตอบ บอกว่าให้ พล.ต.อ.ประวุฒิ ได้พักผ่อน

ถามว่าทำไมต้องรีบพัก ปีเดียวก็เกษียณแล้ว

ยังมีเรื่องมโนสาเร่ เช่นกรณีการห้ามร้านค้า ขายเหล้าในบริเวณใกล้สถานศึกษา ใครฝ่าฝืนถูกดำเนินคดีเด็ดขาด

แต่การไม่กำหนดระยะ โดยอ้างความยืดหยุ่น ช่วยให้แต่ละพื้นที่ขีดเส้นโซนปลอดเหล้าได้ด้วยตัวเอง ก็ทำให้ร้านค้าต้องอยู่ใต้กฏหมายด้วย อยู่ใต้คำวินิจฉัยของผู้ถือกฏหมายด้วย “แก๊ป” อย่างนี้ก็มี

ประเด็นแหล่งท่องเที่ยวภูทับเบิก อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ ข่าวว่าหน้าหนาวปีนี้ มีผู้คนจำนวนนับพันพากันไปท่องเที่ยว เหมือนเช่นทุกปี

และเพราะนักท่องเที่ยวในแต่ละปีนี้เอง ทำให้รีสอร์ท ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดหน้าฝน ช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้ นักท่องเที่ยวมีอาหารมีที่นอน มีห้องน้ำสะอาด ในระหว่างการมาเที่ยว

โดยไม่ต้องนอนเต้นท์ กินข้าวกล่อง ทิ้งขยะลงพื้น ขับถ่ายข้างทาง

แต่มีการจัดระเบียบของรัฐบาล มีการทวงคืนผืนป่าของกรมป่าไม้  และใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาด

มีการสั่งรื้อถอนอาคารบ้านพัก รีสอร์ท มีการตรวจสอบการถือครองพื้นที่รีสอร์ท 62 แห่งและใกล้เคียง

รัฐอาจมองว่าการจัดระเบียบ ทำให้บ้านเมืองสวยงาม สามารถจัดการกับนายทุนไม่ให้บุกรุกที่สาธารณะ

แต่ถ้ามองอย่างไทยๆ คนที่พยายามทำรีสอร์ท ไม่ใช่นายทุนเสมอไป แต่อาจเป็นคนทำมาหากินธรรมดาที่อยากมีอาชีพ คิดอ่านแบบไทยๆ เมื่อคนอื่นทำได้ เราก็น่าจะทำได้ ก็รัฐบาลที่ผ่านมากี่สมัยก็อยู่กันได้ เอาบ้านเอาที่ดินจำนอง กู้ธนาคารมาทำ แต่เมื่อถูกทุบทิ้ง ก็เจ๊งหมด

เงินที่หามาทั้งชีวิต นอกจากสูญไปในพริบตาแล้ว รายได้ก็หมดลง ยังเหลือก็แต่ภาระหนี้แล้วครอบครัว ลูกเต้าของพวกเขาจะอยู่กันอย่างไร

ประเทศเป็นของทุกคน เมื่อท่านชนะแล้ว ก็อย่าหักหาญกันนักเลย