Get Adobe Flash player

ทำไมต้องจับ‘เสรีพิศุทธ์’ โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

 

เสนาธิการฯ ฝ่ายกฎหมาย คสช.นำกำลังเข้าตรวจค้นสถานีวิทยุโทรทัศน์ ฟ้าให้ทีวี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี โดยอาศัยอำนาจตามคำสั่งหัวหน้า คสช. มาตรา 44 โดยให้เหตุผลว่า มีการออกอากาศรายการทีวี มีเนื้อหาเข้าข่ายเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน และไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดสถานี

เบื้องต้นได้พิจารณาดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด 8 ราย ในจำนวนนั้นมี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีต ผบ.ตร. ตกเป็นจำเลยด้วย ในฐานะผู้จัดรายการ "เสียงเสรี" ซึ่งคาดว่าจะเป็นเหตุผลที่สำคัญในการจับกุมครั้งนี้

ข่าวระบุว่าในวันที่มีการจับกุม ไม่พบตัว พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ก็มีคำประกาศว่า หาก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ไม่ไปพบพนักงานสอบสวนเจอหมายจับ

รายการเสียงเสรี เป็นอย่างไร

ก็เป็นการถามจากผู้ดำเนินรายการ แล้วให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เป็นผู้ตอบ โดยนำเรื่องที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง มาแสดงความคิดเห็น เช่น

ประเด็นการจับกุมสารวัตรเอี๊ยด และหมอหยอง เห็นด้วยกับการจับกุม แต่ไม่เชื่อประเด็นฆ่าตัวตาย ไม่มีเสื้อผ้าพอที่จะผูกคอตายได้ “เป็นไปไม่ได้ ถ้าผูกคอขาดอากาศเดี๋ยวเดียวก็ตายแล้ว แต่นี่ไปตายที่โรงพยาบาล ตายโดยผิดธรรมชาติ ต้องรีบแจ้ง แต่ดูในข่าวแล้วไม่ทันที กลายเป็นผู้มีหน้าที่ทำผิดกฎหมาย” 

“ปรากรม เคยมีประวัติที่มิบังควร เคยเดินตามรับใช้พระสังฆราช เคยสั่งการในนามพระสังฆราช เคยปลอมลายเซ็นพระสังฆราช เคยถูกไล่ออกจากราชการ พล.อ.ประวิตร ซึ่งคุมตำรวจ สั่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติรับกลับเข้ามา กลับมาทำคดี “พงศ์พัฒน์” ก็ยักยอกของกลาง ฯลฯ

ก็เห็นนายกฯ ไปถ่ายรูปคู่ในสถานที่ราชการ พล.อ.อุดมเดช ไปให้ความสำคัญ ให้นั่งแถวหน้าในพิธีสำคัญ หรือเห็นภาพนายทหารยศใหญ่ๆ ไปคุกเข่าไหว้

หรือย่างเช่นกรณี พล.ต.อ.ประวุฒิ ถาวรศิริ ลาออกจากราชการ ข้อสงสัยคือเป็นการลาออกหรือตัดตอน

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ มองว่า พล.ต.อ.ประวุฒิ อยู่ต่างประเทศ แฟ็กซ์ขอลาออก ความจริงลาออกไม่ได้ เพราะทหาร ตำรวจระดับนายพลแค่ผู้บังคับบัญชาอนุมัติ ก็ยังออกไม่ได้ การพ้นจากตำแหน่งต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ  ต้องมีประกาศในราชกิจจานุเบกษา ถึงจะออกได้

ในกรณีนี้ ผู้บังคับบัญชาทำผิดเสียเอง “ในกรณีที่ยังเป็นเหตุ ควรสงสัยว่า ผู้นี้ผิดวินัยหรือผิดอาญา ต้องสืบสวนสอบสวนให้กระบวนการชัดแจ้งก่อน ถึงจะอนุมัติได้ นี่ถือว่าเป็นการตัดตอน ช่วยเหลือกัน”

หรืออย่างเช่น กล่าวถึงการก่อสร้าง อุทธยานราชภักดิ์ ที่ว่าเซียนพระเอาเงินหัวคิวไปแล้ว แม้เอามาคืน แต่ความผิดสำเร็จแล้ว ต้องดำเนินคดี ไม่ทำถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

การที่ผบ.ทบ.ตรวจสอบแค่ 7 วัน แล้วบอกว่า “ไม่พบทุจริต” แต่เมื่อถามว่า มีการเรียกหัวคิวหรือไม่ กลับให้ไปถาม พล.อ.อุดมเดช แสดงว่าการตรวจสอบไม่ครบถ้วน ทำให้ประชาชนสงสัยทหารทุจริต ทำให้รัฐบาลเสื่อมเสีย ตนเสนอแนะรัฐ ให้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ฯลฯ

ความจริง รัฐบาล คสช.ต้องขอบคุณผมที่ช่วยตรวจสอบ ช่วยรักษาผลประโยชน์ให้ประเทศชาติ

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวถึงนายกฯ “ที่บอกว่าเข้ามาปราบคอรัปชั่น อย่าเลือกปฏิบัติ ใครเขาจะไปเชื่อคุณ คุณไม่จริงใจ”

ทางด้านเจ้าหน้าที่

ล่าสุดเมื่อวันจันทร์ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้กล่าวว่า ตอนนี้ยังคงเหลือผู้เกี่ยวข้องอีก 2 คนที่ยังไม่สามารถจับกุมตัวได้ ในจำนวนนี้รวมถึง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีต ผบ.ตร. ด้วย

และว่า พนักงานสอบสวนจะต้องเรียกผู้ที่กล่าวหามาให้ข้อมูล หากพิจารณาดูแล้วว่าผิดจริง ก็ต้องออกหมายเรียกเข้ามาแจ้งข้อกล่าวหา หากออกหมายเรียกครบ 2 ครั้งแล้วยังไม่มารายงานตัว ก็จำเป็นต้องออกหมายจับ เพื่อทำการสอบสวนตามกฎหมาย แต่ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังรวบรวมพยานหลักฐานว่า บุคคลดังกล่าวมีความผิดหรือไม่

ในประเด็นนี้เรามองว่า การเอาผิด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ด้วยข้อหาลักษณะเช่นนี้ คงไม่ใช่เรื่องง่าย

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ออกมากล่าวว่า มีการกล่าวหาในไลน์ แต่ในข้อเท็จจริงยังไม่มี ซึ่งขั้นตอนต้องไปแจ้งความร้องทุกข์ เป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนซึ่งมีทั้งตำรวจและทหาร

ข้อมูลที่สถานีไม่มีใบอนุญาต ชัดเจน แต่ข้อหาเข้าข่ายเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐกระทบต่อความสงบเรียบร้อย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ระบุว่ามันต้องตรวจสอบให้ชัด การให้สัมภาษณ์ในฐานะประชาชนที่รักประเทศไทย เรามีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นตามข้อเท็จจริง ถูกต้อง มีกฏหมายรองรับ

แต่ถ้าเห็นว่าไม่ถูกระเบียบไม่ถูกต้อง ก็มาตรวจสอบว่าคลิปไหน พูดอย่างไร ที่ถือว่าทำลายความมั่นคง

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า “ผมไม่ได้วิตกกังวล เพราะไม่ได้เป็นไปตามข้อกล่าวหา ผมรู้มาว่า ในที่ประชุมมีคนจะเล่นงานผมให้ได้ แต่นายทหารพระธรรมนูญ ท่านก็บอกว่าไม่เข้า เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรม เพื่อประโยชน์กับบ้านเมือง ขนาดฝ่ายกฏหมายทหารพูดแบบนี้ก็ยังมีข่าวออกมาว่าจะเรียกผม ก็ให้เรียกไป เราก็สู้ตามกระบวนการยุติธรรม เราเป็นตำรวจ ย่อมรู้ว่าพูดอะไรถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง”

“ถ้ามีหมายเรียกมาก็ไปฟัง ก็แก้ข้อกล่าวหากันไป ไม่ได้วิตกกังวล แต่อย่าเลือกปฏิบัติ ทำอะไรให้ตรงไปตรงมา”

“และอย่าพลาดนะ ทุกคนก็รู้จักผมดี ว่าผมเป็นอย่างไร”

“ความจริง รัฐบาล คสช.ต้องขอบคุณผมที่ช่วยตรวจสอบ ช่วยรักษาผลประโยชน์ให้ประเทศชาติ”

ส่วนในแง่ความรู้สึกของประชาชน การตกเป็นผู้ต้องหาของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยิ่งทำให้ต้องเข้าไปไปค้นหา สิ่งที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ พูดผ่านรายการโทรทัศน์ ซึ่งพบว่า เป็นการวิจารณ์ ใช้เหตุผล ท้วงติง ในสิ่งที่ไม่เห็นด้วย รวมทั้งข้อเสนอแนะที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลด้วยซ้ำ

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวถึงความเคลือบแคลงของความไม่โปร่งใส จากหลักฐานวัตถุพยานที่ปรากฎ และในคดีบางคดี ก็เป็นประเด็นการตรวจสอบที่ชัดเจน

โดยเฉพาะ ผู้ใช้กฏหมาย ทำสิ่งผิดกฏหมายเสียเอง หรือการปกปิดสนิมเนื้อในตน กับสิ่งที่ปิดไม่มิด

แม้สิ่งที่เสรีพูด อาจไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั้งหมด แต่ก็มีมูล ที่สามารถตรวจสอบได้ในหลายกรณี

คำถามคือ จับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ทำไม เพื่อปิดปากไม่ให้เขาพูดความจริง หรืออย่างไร

ทำไมไม่เลือกทำความจริงให้ปรากฎ ถ้าแก้ปัญหาโดยวิธีปกปิด หรือปิดปาก ถามว่าถ้าทำเช่นนี้ จะปฏิรูปประเทศเพื่ออะไร จะดีกว่ารัฐบาลก่อนๆ ตรงไหน