Get Adobe Flash player

คิดอย่างผู้นำประเทศ โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

ผู้นำประเทศ ไม่ใช่หัวหน้าส่วนราชการที่มีหน้าที่บริหารองค์กร ให้เป็นไปตามระเบียบ แต่ผู้นำประเทศ เหมือนแม่ทัพในอดีต ที่ต้องมีวิธีคิดอันชาญฉลาด เพื่อนำพาทัพของตน ไปสู่ชัยชนะเหนือข้าศึก แม้ฝ่ายตนจะมีกำลังน้อยกว่า

 

จอห์น เอฟ เคนเนดี้

ประธานาธิบดีคนที่ 35 ของสหรัฐ อดีตทหารหน่วยนาวิกโยธิน ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้รับเหรียญกล้าหาญจากวีรกรรมช่วยเพื่อนทหารให้รอดชีวิตจากเหตุเรืออับปางจากการถูกโจมตี เคนเนดี้ ว่ายน้ำพยุงร่างเพื่อนที่ได้รับบาดเจ็บไปโดยไม่ทอดทิ้ง

เป็นประธานาธิบดีในวัย 43 ปี บริหารประเทศด้วยพลังหนุ่ม มีผลงานโดดเด่นมากมาย ท่ามกลางวิกฤตการณ์ หลังสงครามโลก

เป็นผู้จัดตั้ง “ยูเสด” หรือองค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งสหรัฐ

เป็นผู้แถลงต่อสภาคองเกรส ให้อนุมัติงบประมาณเพื่อจุดมุ่งหมายของชาติคือ การส่งมนุษย์ไปลงบนดวงจันทร์ และสามารถทำได้สำเร็จ

เคนเนดี้ ยุติวิกฤตการณ์ทางการเมืองด้วยการยื่นคำขาดให้สหภาพโซเวียตถอนฐานยิงขีปนาวุธในประเทศคิวบา

ทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ในการห้ามทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ ฯลฯ

และเป็นเจ้าของวาทะกรรมที่ถูกระบุว่า เปี่ยมไปด้วยจิตสำนึกหน้าที่ความรับผิดชอบของพลเมือง ที่ว่า

"จงอย่าถามว่าประเทศชาติจะให้อะไรแก่ท่าน แต่จงถามตัวท่านเองว่าท่านจะทำอะไรให้ประเทศชาติ"

 

เหมา เจ๋อ ตง

ลูกชาวนาผู้ยากไร้บนแผ่นดินใหญ่จีน ยอมทิ้งบ้านเข้าเมือง เพราะใฝ่รู้ ต้องเป็นนักเรียนโค่งในชั้นเด็กเล็ก สู้มาจนได้เรียนครู และเรียนต่อมหาวิทยาลัยปักกิ่ง หาเงินเรียน เข้าทำงานห้องสมุดเพื่อจะได้อ่านหนังสือ

คนจีนยุคนั้น คนรวยๆ ล้นฟ้า ในขณะที่คนจน คนส่วนใหญ่ของประเทศ อดตาย หนาวตาย เป็นช่องว่างที่ห่างมากและแก้ไขไม่ได้ด้วยระบบเก่า

เหมา มีแนวคิดที่จะสร้างความเสมอภาคระหว่างคนรวย กับคนจน อย่างน้อยให้ทุกคนในชาติ กินอิ่ม นอนอุ่น

ตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ รวมกรรมกร ชาวนา บนเส้นทาง “ลองมาร์ช” สู้อำนาจรัฐได้สำเร็จ

ประกาศสถาปนา สาธารณรัฐประชาชนจีน ณ จตุรัสเทียนอันเหมิน ในกรุงปักกิ่ง บริหารประเทศ เน้นการเพิ่มความชำนาญและประสิทธิภาพในการปฏิรูปทางสังคมและเศรษฐกิจ ให้ประชาชนทุกชนชั้นเข้ามามีส่วนร่วมในภารกิจนี้

 

มหาตมะ คานธี

ชาวอินเดีย จากนักเรียนกฎหมายในประเทศอังกฤษ เคยถูกคนผิวขาวจับโยนออกจากรถไฟในชั้น “เฟิสท์คลาส” ทั้งที่มีตั๋วถูกต้อง แต่คนผิวขาวไม่ให้นั่งร่วมตู้

ทำให้เกิดแรงบันดาลใจ ที่จะต่อสู้เพื่อสิทธิของคนผิวคล้ำ ในยุคสมัยที่อินเดียเป็นอาณานิคมของอังกฤษ

คานธี คิดค้นวิธีต่อสู้แบบ อหิงสา คือการไม่ร่วมมือในกฎที่ไม่ยุติธรรม โดยไม่มีการใช้กำลัง

จากสาเหตุที่อังกฤษพยายามกดขี่ชาวอินเดีย เขามีวิธีขอความร่วมมือผนึกกำลังคนละเล็กคนละน้อยจนเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ ขอความร่วมมือให้คนอินเดียหยุดงาน แล้วประชาชนเป็นล้านๆ คนก็หยุดงาน สั่นคลอนอำนาจรัฐบาลอังกฤษอย่างอัศจรรย์

ทางการอังกฤษ เคยจับกุมคานธีและประชาชนนับแสนคน แต่ส่งผลให้จำนวนแรงงานหายไปเป็นจำนวนมาก ทำให้ระบบเศรษฐกิจและระบบบริหารงานของรัฐบาลอังกฤษเกิดความปั่นป่วนอย่างใหญ่หลวง

ทหารอังกฤษ เคยยิงประชาชนอินเดียตายนับพัน กลับยิ่งเป็นภาพลบที่น่าอับอายของกองทัพอังกฤษ ในสายตาชาวโลก

คานธี มีทรัพย์สินไม่ถึง 3 ดอลลาร์ เมื่อเขาตาย

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยกล่าวถึงคานธีไว้ว่า “คนรุ่นอนาคตจะไม่มีทางเชื่อเลยว่า มีคนแบบนี้จริงอยู่บนโลกมนุษย์นี้”

มาร์ติน ลูเธอร์คิง ยกย่องเขาว่า “พระเยซูเจ้ามอบคำสอนแก่ข้าพเจ้า คานธีเป็นผู้มอบพิธีการ”

ลี กวน ยู

อดีตผู้นำของสิงคโปร์ ด้วยวัยเพียง 42 ปี เขามีเป้าหมายหลักคือ การผลักดันให้สิงคโปร์ ประเทศเล็กๆ เป็นประเทศเศรษฐกิจชั้นนำในภูมิภาค

เขาเชื่อมั่นในทรัพยากรมนุษย์ เขาสามารถวางนโยบาย วางรูปแบบการพัฒนา วางงาน วางคน และใช้ศักยภาพของคนในชาติ เพื่อสร้างประเทศ

เศรษฐกิจสิงคโปร์เติบโตอย่างรวดเร็ว จากประเทศที่ไร้ค่าในสายตาของโลก ก้าวไปสู่ความเป็นเสือตัวใหญ่ เป็นศูนย์กลางน้ำมัน การคมนาคมขนส่ง และการเงินของเอเชีย ซึ่ง ลี กวน ยู ทำได้จริง

เท่าที่อ้างอิงมา จะเห็นว่าการเป็นผู้นำ ต้องมีเป้าหมาย คิดได้ คิดเป็นและคิดไกล และทำสิ่งที่คิดให้เป็นรูปธรรม

ต้องเอาประเทศเป็นโจทย์เลข จะสามารถวางทิศทางว่าจะนำพาประเทศไปสู่การแข่งขันบนเวทีโลกอย่างไม่เสียเปรียบได้อย่างไร

หาจุดแข็งให้เจอ แล้วทำเรื่องใหญ่ๆ ในระดับ “มหาภาค” ไม่ใช่ทำงานในหน้าที่แม่บ้าน และที่สำคัญ อย่าคิดสวนทางกับสิ่งที่ควรจะเป็น

 

สมมติ ถ้าจะย่อส่วนประเทศ เท่ากับโรงเรียนหลังหนึ่ง ผู้บริหารประเทศ หมายถึงครูใหญ่

สิ่งที่ต้องมีคือ วิสัยทัศน์ จะทำให้โรงเรียนก้าวหน้าได้อย่างไร หางบประมาณสนับสนุนมาจากไหน อุปกรณ์การสอนเพียงพอหรือไม่ ทั้งคุณภาพการศึกษา คุณภาพการกีฬา คุณภาพกิจกรรม คุณภาพนักเรียน ที่จะออกไปเป็นพลเมืองดีของสังคม

ต้องกำกับดูแลครูให้ทำงานสนองนโยบาย เดินหน้าไปพร้อมกัน

นักเรียนทำผิดหนึ่งคน จะถูกตีทั้งชั้นไม่ได้

นักเรียนมาแจ้งให้ครูทราบว่ามีผู้หนีโรงเรียน ครูลงโทษคนแจ้งไม่ได้ แต่ควรหาตัวคนที่หนีโรงเรียนมาลงโทษ จึงจะถูกต้อง

ประเทศไทย

แม้จะอยู่ในช่วงยึดอำนาจ รัฐบาลพยายามจัดระเบียบ ให้เกิดความสงบในบ้านเมือง แต่เราจะจัดระเบียบอย่างเดียวไม่ได้ เพราะประเทศต้องเดินหน้าในภาคส่วนสำคัญอื่นๆ

อย่าเสียเวลากับการจับกุมผู้คนที่มีความเห็นต่าง

เพราะจับอย่างไรก็จะไม่มีวันหมด เพราะการเห็นไม่ตรงกัน คือความเป็นจริงที่จะต้องยอมรับ เหมือนดังคำที่ว่า “ร้อยคน ร้อยความคิด”

รัฐบาลอย่าไปเสียเวลาทะเลาะกับนักข่าว อย่ามองพวกเขาเป็นตัวป่วนประเทศ แต่อยากให้มองว่า พวกเขาเป็นนักประชาสัมพันธ์ชั้นดี ที่สามารถบอกประชาชนได้ว่า วันนี้รัฐบาลกำลังทำอะไร

อย่าเสียเวลากับการไล่จับผู้คน รวมทั้งคนกด “ไลค์” ในโลกโซเชียลมีเดีย

เพราะคนกดไลค์ เขาก็ไม่ได้คิดมากถึงขั้นเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาล

ขอให้คิดว่า พ่อเพื่อนป่วยยังมีคนกดไลค์ เพราะฉะนั้นจะคิดมากทำไม จับติดคุกก็เปลืองข้าวหลวง เอาเวลามาคิดเรื่องใหญ่ๆ จะดีกว่า

เรื่องจับกุม ห้ามคิด ห้ามพูด จะยิ่งเข้าทางต่างชาติที่พยายามลดระดับความน่าเชื่อถือประเทศไทย

เราอยากให้ใช้เวลา กับการคิดเรื่องที่ทำให้ประชาชนเกิดความหวัง ว่า เศรษฐกิจจะต้องดีเพราะความสามารถของผู้บริหารประเทศ ผู้คนมีที่ทำกิน มีงานทำ อยู่ดีกินดี  ผู้นำ จะนำพาชาติก้าวหน้าไปได้โดยไม่สะดุดล้ม