Get Adobe Flash player

เมื่อคนส่วนน้อยอึดอัด

Font Size:

หลังจากที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไปกล่าวสุนทรพจน์เรื่องประชาธิปไตยที่ประเทศมองโกเลีย ภาพของนายกรัฐมนตรี ก็ถูกมองในแง่ลบโดยพลัน แม้ว่าคนในรัฐบาล รวมทั้งนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ ก็ออกมากล่าวทันทีว่า เป็นการปาฐกถาที่ดีมาก ก็ตาม

นายสุรพงษ์บอกว่า  มีความพยายามทำลาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และเครือข่ายมาตลอด เมื่อเกิดรัฐประหารปี 2549 เวทีนี้ก็ประณามประเทศไทยอย่างรุนแรง ต่อเนื่องไปถึงรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งคือ รัฐบาลอภิสิทธิ์ และรัฐบาลสุรยุทธ์ เขารู้กันหมดว่าประเทศไทยเกิดอะไร

นายสุรพงษ์ลืมไปว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาจากการเลือกตั้ง จริงอยู่ พรรคประชาธิปัตย์ มีที่นั่งในสภาฯ น้อยกว่าพรรคเพื่อไทย แต่การโหวตเลือกนายกฯ ช่วงนั้น พรรคเพื่อไทยเองต่างหากที่สละสิทธิ์ไม่ส่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อหมายเลข 1 ลงแข่ง

นายอภิสิทธิ์ จึงชนะ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ที่มาจากพรรคการเมืองที่เล็กกว่า

ทางด้าน น.ส.อนุตตมา อมรวิวัฒน์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย บอกว่าทางพรรคฯ ยกย่องปาฐกถาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่า เป็นหนึ่งในคำกล่าวที่ทรงพลังและแหลมคมที่สุดด้านประชาธิปไตยในรอบ 10 ปี ไม่มีการบิดเบือนนำเรื่องประชาธิปไตยไปใช้ผิดวัตถุประสงค์อย่างที่คนบางกลุ่มบางพวกพยายามบิดเบือนอยู่ในปัจจุบัน

ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้รับคำชื่นชมโห่ร้องจากลูกพรรค หัวคะแนนและมวลชนคนเสื้อแดงทั้งแผ่นดิน

แน่นอนทุกคนในพรรค ก็มีสิทธิ์ที่จะชื่นชม แต่ประชาชนคนทั่วไปจะเห็นคล้อยตามหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ในภาคส่วนของพรรคการเมืองฝ่ายค้าน  ย่อมไม่เห็นด้วยในสุนทรพจน์ ทั้งโต้แย้งว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังบอกความจริงไม่หมด มองแต่เพียงว่า สังคมทำร้าย ตระกูลชินวัตร แต่ไม่ได้พูดในส่วนที่ ตระกูลชินวัตร ทำร้ายสังคม

หากฟังเฉพาะซีกฝ่ายค้าน ทุกคนก็มีสิทธิ์ที่จะไม่เชื่อในสิ่งที่ฝ่ายค้านพูด อาจคิดว่า ที่เขาค้านเพราะเขาเป็นฝ่ายค้าน ที่อาจมองรัฐบาลในแง่ไม่ดีเป็นทุนอยู่แล้ว

แต่สังคมอีกด้านหนึ่ง ที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน เขาก็ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ พูด และมองไปไกลกว่านั้น ด้วยการอ่านเกมนี้แล้วสรุปว่า ไม่เห็นด้วยในสิ่งที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กำลังทำ

ถึงแม้คนกลุ่มนี้เป็นเพียงคนส่วนน้อยของประเทศ แต่ก็เชื่อว่า เสียงเขาดังพอที่จะให้คนจำนวนหนึ่งได้ยิน

เขาอยากจะให้รัฐบาลตระหนักว่า รัฐบาลที่บริหารประเทศ บริหารคนทั้งแผ่นดิน ก็ไม่ควรมองข้ามเสียงข้างน้อยโดยอ้างประชาธิปไตย อ้างแต่เสียงข้างมากอยู่ร่ำไป

ต้องไม่ลืมว่า เมื่อไก่เห็นตีนงู งูก็เห็นนมไก่ ย่อมรู้ทางกันว่า ใครทำอะไร ที่ไหน เพื่ออะไร

ที่ว่า ลับ ลวง พราง หรือสลับขาหลอก นั้นแค่เกมเด็กๆ แต่ไม่สามารถที่จะหลอกผู้คนที่เป็นหลักอยู่ในระบบเศรษฐกิจสังคม และการศึกษา

วันก่อน นางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แถลงว่า การโจมตีถ้าไม่เห็นด้วยและเป็นคนที่เจริญแล้ว มีวุฒิภาวะ ท่านก็แสดงความเห็นได้ แต่ไม่ใช่การโจมตี ด่ากราด เลวร้าย หยาบคาย ต้องเข้าใจว่านายกฯ มาจากการเลือกตั้งของประชาชนหลายสิบล้านคน ถ้าเหยียดหยามนายกฯ ก็เหมือนตบหน้าประชาชน 15 ล้านคนที่เลือกตั้งนายกฯ

มีคนวิจารณ์สิ่งที่นางธิดาพูด เขาบอกว่าเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องแล้วที่ว่า

“ถ้าเหยียดหยามนายกฯ ก็เหมือนตบหน้าประชาชน 15 ล้านคน ที่เลือกตั้งนายกฯ”

ใครคือ 15 ล้านคน และได้มาอย่างไร “ชาวแดงสายป่า” ย่อมเข้าใจเรื่องนี้ดีกว่าใคร ก็เพราะ “สหาย” เองที่ไม่สืบสานอุดมการณ์ ไม่ใช่ลัทธิแก้ แต่ยิ่งกว่ากลับข้าง กลับหัวกลับหาง เอามวลชนผู้ยากไร้มาเป็นแมงเม่า มาเป็นกำแพงประชาชนให้ตายก่อน มารับใช้ทุนนิยม ก้มหัวให้คนฉ้อฉล เสวยสุขอิ่มหนำอยู่ในกองเงินกองทอง แกล้มกับประชาธิปไตยจอมปลอม

คน 15 ล้านคน ที่นางธิดากล่าว กำลังแปรสภาพเป็นกองกำลัง ไปกดดันสนองในส่วนที่นักการเมืองซีกรัฐบาลอยากได้

โยนบาปไปที่ชนชั้นกลาง เหมารวมให้ไปอยู่กับพวกรัฐประหาร และขุนนาง

นางธิดามั่นใจในมวลชนในกำมือ มองข้ามคนกลุ่มน้อยที่ทำงานหนักอยู่ในเมืองใหญ่ บ้างก็เป็นครูสอนหนังสือ เป็นผู้ชำนาญในสาขาอาชีพ เป็นพ่อค้า ทำอุตสาหกรรม  พลังกลุ่มน้อยนี้ อยู่ในระดับชาติและนานาชาติ ช่วยกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม ฯลฯ ให้ประเทศอยู่ได้ และสู้กับนานาประเทศได้

เราไม่อยากด่วนสรุปว่า คนกลุ่มนี้กำลังอึดอัด แต่ถ้าถูกกดดันมากๆ วันหนึ่งก็จะไม่เป็นผลดีต่อใครสักคน

ในโลกนี้มีจริงหรือ ที่ชาวนาจะขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ถามจริงๆ จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า รัฐธรรมนูญแปลว่าอะไร ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เขามีไว้ทำอะไร

สังคมไทย ไม่ใช่พวกมากลากไป และจะลากไปทุกครั้งโดยไม่เห็นหัวมนุษย์ในซีกอื่น เพราะในที่สุดมันจะได้ไม่ทุกครั้งไป

ด้วยใจจริง เราอยากเห็นนายกหญิงคนแรกของประเทศ ที่มาจากการเลือกตั้งของคนส่วนมาก มีใจเป็นธรรม มีความกล้าหาญ ดูแลทุกข์สุขของประชาชนเป็นหลัก ทำหน้าที่ 4 ปีให้ดีที่สุด ทุกข์อยู่ไหน นายกฯ ไปถึงนั่น สร้างสรรบ้านเมือง ยกระดับการศึกษาและคุณภาพชีวิต ยกย่องผู้ที่ควรยกย่อง ให้ผู้คนภูมิใจในพื้นถิ่น ไม่คอรัปชั่น มีวินัย มีความภูมิใจในความเป็นคน

เมื่อถึงเวลาลงจากเวที ก็สง่างาม เมื่อแก่เฒ่า คนก็กล่าวขานชื่นชม

ไม่อยากให้นายกฯ จมปลักกับอำนาจและความอาฆาตแค้น ที่ตัวเองไม่ได้ก่อ คนดีรอบตัวก็มีมากมาย ไม่อยากให้เลี้ยงคนไม่ดี หรือคนที่ลักษณะไม่ดีมาเป็นบริวาร ต้องรู้ว่าบางคนเมื่อหมดประโยชน์เขาก็ทิ้ง

รัฐบาลเสียงข้างมากที่ฉลาดจึงไม่ควรประมาท อย่าเพิ่มศัตรูโดยไม่จำเป็น ถ้าเลือกที่จะเป็นมิตรได้ก็อย่าลังเล อยากได้สิ่งใด ก็ยังมีแนวทางให้เกิดขึ้นได้ โดยไม่ต้องอาศัยม็อบกดดันอยู่ร่ำไป

 เพราะหากเมื่อใด คนกลุ่มน้อย ขัดกับเสียงข้างมาก เกิดทนกันไม่ได้ บ้านเมืองก็ลุกเป็นไฟได้เช่นกัน

เสียงข้างมากเคยชินกับการรวมพลจากจังหวัดต่างๆ เข้าเมืองเพื่อปิดถนน ยึดพื้นที่ ทำลายระบบการจราจรในเมืองหลวงให้คนเดือดร้อน ข่มขู่บ้าง เผาบ้าง อ้างว่านี่คือประชาธิปไตย เสียตึกสักหลังสองหลัง อ้างว่าสิ่งที่ได้มีค่ากว่า

ใครๆ ก็แตะต้องไม่ได้ กลัวว่าเกิดมีประชาชนล้มตาย จะเป็นเรื่องใหญ่ ในที่สุดก็ต้องปล่อยให้ชนะ

แต่ชัยชนะที่ได้มาทุกครั้งง่ายดาย ด้วยวิธีเดิมๆ บางครั้งบิดเบือนจนเกินงาม ผิดก็ทำให้เป็นถูก จะทำให้อีกฝ่ายหนึ่ง รู้สึกถึงการถูกเอาแอกมาสวม ถูกข่มเหง และทำร้ายจิตใจ ที่มันจะสะสมไว้ไม่ลืม

ชั่งน้ำหนักไว้ รอเพื่อใช้ในวันที่น้ำลด

พรรคเพื่อไทยก็พูดถูกอยู่หลายส่วน อาจมีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ที่ “ระบอบทักษิณ” ที่อ่านทางไว้ก่อนแล้ว  นายกฯ เองไปอ่านสุนทรพจน์ ก็คงเข้าใจ ว่ากำลังทำอะไร ไม่ได้โง่เหมือนที่ใครเขาว่า

ตรงกันข้าม อาจฉลาดเป็นกรด จนคาดไม่ถึง จนคนทั้งประเทศตายใจ

ทำให้คนอื่นตายใจได้ แต่ตัวเองก็อย่าตายใจตาม เพราะสิ่งที่ตนคิดว่าได้ ดีดลูกคิดรางแก้ว ว่าอย่างไรก็ได้เปรียบ ก็อย่าได้ประมาทประชาชน

แม้วันนี้บางคนอาจเชื่อว่า ระบบใหม่ ทำให้ ส.ว.อยู่ในกำมือทั้งหมด ประชาชนเลือกข้าง สวมเสื้อสีแดง ไปแล้วค่อนประเทศ เปิดโทรทัศน์ดูข่าว ผู้ประกาศหลายช่องก็สวมเสื้อแดง ใครจะถูก ใครจะผิด ใครจะเลือกข้างไหนก็ช่าง

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในประเทศไทย

คือการปลุกสำนึกประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นแล้วในหมู่ชน ตรงนี้ก็ต้องให้เครดิตหัวคะแนนพรรคเพื่อไทย ให้เครดิต พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ลงทุน พร้อมกับขอบคุณภาษีประชาชน ที่กลายเป็นเม็ดเงินหว่านลงไปเป็นต้นกล้าประชาธิปไตย

เราอาจจะต้องคอยอีกกี่ปียังไม่ทราบ แต่ก็เชื่อว่า เมื่อประชาชนตื่นขึ้น ถึงวันหนึ่ง ประชาชนจะดูแลตัวเอง สามารถแยกแยะถูกผิดได้ โดยไม่ต้องมีหัวคะแนน หรือนักการเมืองชี้นำ

รัฐบาลอย่าได้เชื่อเป็นอันขาด ว่าท่านกำลังปกครองประเทศ ด้วยเสียงข้างมาก ชี้ไม้เป็นนก ชี้นกเป็นไม้ พูดอะไร ทำอะไร ประชาชนพวกเดียวกันจะต้องเชื่อเสมอ

ทุ่มกู้เงินไม่ให้น้ำท่วม ทุ่มกู้ทำรถไฟความเร็วสูง ใช้เงินอนาคตอย่างมือเติบ

แล้วประมาทฉ้อฉล วันหนึ่งท่านจะได้รับบทเรียน แล้วท่านจะเสียดาย