Get Adobe Flash player

เด็กขัดรองเท้า โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

ราคายางพาราเกือบ 4 โลร้อย ชาวสวน จน เครียด จากอดีต ใครมีสวนยาง ถูกระบุว่าเป็นคนร่ำรวย แต่ตอนนี้ ไม่มีแบบนั้นอีกแล้ว

การเกษตรในโลกยุคใหม่ ก็คงไม่ต่างกับการทำธุรกิจที่มีขึ้นมีลง คงไม่มีใครช่วยได้ นอกจากพวกเราชาวสวนต้องช่วยตัวเอง ตั้งสติกันให้ดี  ค่อยๆ หาทางแก้ปัญหา เชื่อว่าเราจะผ่านมันไปได้

หลบเรื่องราคายาง มาดูเรื่องเบาๆ บ้าง วันก่อนคุณ Kusol Thongjumroon แชร์ข้อความลงในเฟซบุ๊คส่วนตัว ผู้เขียนเรื่องนี้ (ซึ่งไม่ได้ระบุว่าท่านเป็นใคร) ได้ทำให้เป็นเรื่องเล่า อ่านแล้วทำให้เกิดความหวังและกำลังใจ

เรื่องมีอยู่ว่า.....

15 ปีที่แล้ว ตอนที่ผมลงทุนทำธุรกิจ ผมต้องเดินทางไปดูงานที่เมืองหนึ่ง หลังจากพูดคุยเรื่องธุรกิจเสร็จแล้ว ผมได้เข้าไปซื้อของขวัญในห้างสรรพสินค้า ปกติเวลาเดินห้างฯ ผมชอบพกเหรียญติดตัวไปด้วย

เพราะแถวนั้นมักมีขอทานอยู่ ผมให้เงินเขาเหล่านั้นทีละเหรียญสองเหรียญ แค่นี้ผมก็รู้สึกเป็นสุขใจแล้ว

วันนี้ก็เหมือนกัน ในกระเป๋าของผมก็มีเศษเหรียญอยู่มากพอที่จะให้ขอทานได้หลายๆ คน หลังจากเดินดูของอยู่หลายร้านและได้ของขวัญที่ถูกใจแล้ว ผมก็เดินออกจากห้าง จู่ๆ สายตาของผมก็พลันเหลือบไปเห็นเด็กชายคนหนึ่ง ในมือของแกถืออะไรสักอย่างและกำลังมองมาทางผมเช่นกัน สายตาของเด็กดึงผมให้เดินเข้าไปหา

เด็กคนนี้อายุน่าจะประมาณ 13 – 14 ปี แกแต่งตัวดูสะอาดเรียบร้อย ผมเผ้าก็หวีเข้ารูปเข้าทรง แต่ที่แตกต่างจากเด็กอื่นๆ ก็คือ จากที่ในมือน่าจะถือไอศครีมแต่แกกลับถือป้ายแทน และป้ายที่แกถือนั้นวาดรูปเด็กน้อยคนหนึ่งกำลังขัดรองเท้าอยู่ และมีข้อความเขียนว่า

“ผมอยากได้อุปกรณ์ขัดรองเท้า” ในเมื่อยังพอมีเวลาอยู่ ผมก็เลยคุยกับเด็กชายคนนี้

“อุปกรณ์ขัดรองเท้าราคาเท่าไหร่เจ้าหนู?”

“125 เหรียญครับ” เด็กชายมองมาด้วยแววตาแบบมีความหวัง

“ฉันว่ามันแพงเกินไป” พูดเสร็จผมก็ส่ายหน้า

“ไม่เลยครับ ผมสอบถามร้านค้าส่งในตลาดมา 4 รอบแล้ว ไม่มีร้านไหนขายถูกกว่านี้แล้วครับ” เด็กชายเล่าอย่างตั้งใจ

ผมเห็นความตั้งใจของแก และพิจารณาแล้ว เด็กคนนี้ไม่น่าจะตั้งใจหลอกผมเป็นแน่ ผมก็เลยถามแกว่า

“แล้วตอนนี้เธอมีเงินอยู่ในมือเท่าไร?” เด็กน้อยล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง  “35 เหรียญครับ ผมขาดเงินอยู่อีก 90 เหรียญ!”

ผมเปิดกระเป๋า แล้วหยิบเงินออกมา 90 เหรียญ แล้วก็บอกแกว่า “เงิน 90 เหรียญนี้ฉันให้เธอ คิดซะว่าฉันร่วมลงทุนกับเธอก็แล้วกัน แต่ฉันมีข้อแม้อยู่ว่า เมื่อเธอเริ่มมีรายได้ เธอจะต้องหักออกมาคืนให้ฉัน ฉันจะอยู่ที่เมืองนี้อีก 5 วัน ภายใน 5 วันนี้เธอต้องคืนเงินให้ฉันจนครบ และฉันขอดอกเบี้ยจากเธอ 1 เหรียญ หากเธอตกลง เงิน 90 เหรียญนี้ก็จะเป็นของเธอ!”

เด็กชายร้อง “เย้!” จากนั้นก็โค้งคำนับ และกล่าวตกลงพร้อมกับขอบคุณผมเป็นการใหญ่

เด็กชายเล่าให้ผมฟังว่า แกเรียนอยู่ชั้นประถม 6 แต่ไปโรงเรียนเพียงแค่อาทิตย์ละ 3 วัน ส่วนวันอื่นๆ นั้นต้องช่วยแม่เลี้ยงวัว และทำงานในนา แต่การเรียนไม่เคยตกจากอันดับที่ 3 เลย แถมยังอวดว่าตนเองเป็นคนเก่งที่สุดอีกด้วย

ผมถามแกว่าทำไมต้องซื้ออุปกรณ์ขัดรองเท้า เด็กชายบอกผมว่า

“บ้านผมยากจน ช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอม ผมก็เลยขอแม่เข้ามาอยู่ในตลาด เพื่อหาเงินให้แม่และเป็นค่าเล่าเรียนของผม”

ผมมองแกด้วยสายตาสุดทึ่งในความคิด จากนั้นจึงเป็นเพื่อนแกไปซื้ออุปกรณ์ขัดรองเท้า เด็กชายแบกกล่องอุปกรณ์ขัดรองเท้า ออกจากร้านค้าส่ง เดินตรงไปที่ห้างฯ ที่แกยืนอยู่เมื่อครู่นี้ ผมเรียกแกไว้ และบอกกับแกว่า

“ในเมื่อตอนนี้เราร่วมธุรกิจกันแล้ว ฉันอยากเสนอแนะเธอว่า เธอไม่ควรอยู่หน้าห้าง เพราะในห้างมีบริการขัดรองเท้าฟรีอยู่แล้ว ซึ่งใครๆก็รู้”

“งั้นผมไปขัดแถวๆหน้าโรงแรมดีไหมครับ?” เด็กชายเอ่ยถาม

“เข้าท่าดีเหมือนกันนะ เพราะแถวนั้นมีนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจเข้ามาพักเยอะ เมื่อเขาเห็นเธอรับขัดรองเท้า พวกเขาคงไม่อยากขัดรองเท้าเองหรอก เธอนี่รู้ทำเลทำธุรกิจเหมือนกันนะเนี่ย” พูดเสร็จผมก็ยกนิ้วให้กับแก

เด็กชายเดินไปแถวๆ บริเวณใกล้โรงแรม จากนั้นก็วางเก้าอี้พลาสติกและคว่ำกล่องขัดรองเท้าลงกับพื้น เมื่อจัดสถานที่ของตัวเองเสร็จแล้ว เด็กชายก็มองซ้ายทีขวาที จากนั้นก็มองมาที่ผม

“ทำไมคุณไม่ให้ผมจ่ายดอกเบี้ยให้คุณก่อนละครับ คุณก็รู้ว่าผมบริการดีเพียงใด?” ผมได้ฟังก็หัวเราะออกมา

“เจ้าเด็กเอ๋ย เธอจะขัดรองเท้าให้ฉันเป็นการแลกกับดอกเบี้ย 1 เหรียญเนี่ยนะ?”

ผมรู้สึกทึ่งกับความคิดของแกเป็นครั้งที่ 2 ผมจึงนั่งลงที่เก้าอี้พลาสติก และยกเท้าขึ้นเหยียบกล่องเพื่อให้แกขัดรองเท้า

“หากเธอขัดไม่มันวาว นั่นแปลว่าเธอโกหก และฉันกำลังลงทุนกับคนที่ไม่มีความซื่อสัตย์ นั่นแปลว่าฉันล้มเหลวกับการทำธุรกิจนี้”

เด็กชายก้มหัวลงขัดรองเท้าให้ผม พร้อมกับบอกว่า แกเป็นคนเก่งที่สุดแล้ว

“คุณรู้หรือเปล่า ผมฝึกขัดรองเท้าหนังที่บ้านมาเป็นเวลา 1 เดือนแล้ว คุณก็รู้แถวบ้านนอกมีรองเท้าหนังไม่กี่คู่หรอก ผมไปขอเขาขัดมาหมดแล้ว” พูดไปพลางขัดรองเท้าไปพลาง

ผ่านไปไม่กี่นาที แกก็ขัดรองเท้าให้ผมเสร็จ แกขัดได้มันเงาสมคำอวด ผมรู้สึกพอใจเป็นอย่างยิ่ง ผมหยิบพวงกุญแจรูปหมีแพนด้าออกมาแล้วเขียนคำว่า “เก่งมาก” ส่งให้แก แกรับเอาไปด้วยความดีใจ

ครู่หนึ่ง ก็มีรถนักท่องเที่ยวเข้ามาจอดหน้าโรงแรม เด็กน้อยยกกล่องอุปกรณ์และเก้าอี้วิ่งเข้าไปหานักท่องเที่ยว

“ขัดรองเท้าไหมครับ ผมสามารถขัดรองเท้าของคุณให้มันวาวเหมือนกระจกได้นะครับ ขัดรองเท้าไหมครับ..” และแล้วลูกค้าคนที่หนึ่งก็ยอมใช้บริการ

เช้าวันรุ่งขึ้น ผมแวะมาเยี่ยมเด็กชายคนนี้ที่หน้าโรงแรม เมื่อแกเห็นผมก็รีบเล่าด้วยอาการดีใจว่าเมื่อวานแกขัดรองเท้าได้เงิน 50 เหรียญ แกหักไว้คืนให้ผม 18 เหรียญ ค่าอาหารของแก 3 เหรียญ แกจึงเหลือเงินอยู่ 29 เหรียญ

ผมตบบ่าแกเพื่อให้กำลังใจ และชมแกไปว่า “เก่งมาก”

แกบอกว่า เมื่อวานได้นอนห้องรวมในโรงแรม ไม่ได้นอนใต้สะพานแล้ว แต่ไม่ต้องจ่ายค่าห้อง 5 เหรียญ ผมสงสัยว่าทำไมถึงไม่ต้องจ่ายค่าห้องพักรวม?

เด็กน้อยยิ้มอย่างพอใจและตอบว่า “ผมช่วยขัดรองเท้าให้เจ้าของโรงแรมประมาณ 10 กว่าคู่ เย็นนี้ก็ได้นอนฟรี ไม่ต้องจ่ายค่าห้องเหมือนเดิมครับ”

5 วันที่อยู่ที่นั่นผ่านไปอย่างรวดเร็ว และแล้วผมก็ต้องเดินทางกลับ เด็กชายคนนั้นคืนเงินให้ผมวันละ 18 เหรียญจนครบ 90 เหรียญในวันสุดท้าย เมื่อเด็กชายรู้ว่าผมเป็นผู้จัดการบริษัทหนึ่งที่ปักกิ่ง แกบอกกับผมว่า เมื่อแกจบปริญญาตรีเมื่อไหร่จะไปหาผมที่ปักกิ่ง จากนั้นก็ยื่นมือดำๆ ของแกมาขอจับมือผม ผมจับมือของเด็กไว้แน่นเช่นกัน

ผมทำงานที่บริษัทนี้ได้หลายปี ต่อมาก็ลาออกมาเปิดบริษัทเทรดดิ้ง วันนี้ ผมหัวยุ่งแต่เช้า บริษัทประสบปัญหาเกิดการขาดทุนเป็นจำนวนมาก ผมบากหน้าไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ และขอกู้เงินจากหลายๆ ธนาคาร แต่ก็ไม่มีใครช่วยผมได้ ผมเพิ่งวางโทรศัพท์ เลขาก็เคาะประตูเข้ามารายงานว่า กลางวันนี้มีนักธุรกิจหนุ่มคนหนึ่งขอนัดผมเพื่อทานกลางวัน ผมไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองเธอ และไม่ได้ถามว่านักธุรกิจหนุ่มคนนั้นเป็นใคร ได้แต่ก้มหน้าดูบัญชีรายจ่ายที่จะต้องหาทางแก้ไข เลขาได้หยิบเอาพวงกุญแจวางไว้ที่โต๊ะของผม ผมมองพวงกุญแจและตะลึงไปครู่หนึ่ง พวงกุญแจที่คุ้นตาและมีตัวอักษรคำว่า “ผมเก่งมาก” อยู่บนตัวหมีแพนด้านั้น

ผมนึกออกแล้ว พวงกุญแจนี้ผมเป็นคนมอบให้เด็กชายขัดรองเท้าเมื่อ 15 ปีก่อน แต่ตอนนั้นผมเขียนแค่ว่า “เก่งมาก” เขาคงเป็นคนเติมคำว่า “ผม” ในภายหลัง

เมื่อถึงช่วงกลางวัน ผมเดินเข้าไปที่ห้องอาหารของโรงแรมแห่งหนึ่ง โต๊ะที่ถูกจองไว้มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งสวมสูทลุกขึ้นยืนโค้งและยิ้มให้กับผม จากรอยยิ้มและสายตาอันมุ่งมั่นของเด็กหนุ่ม ทำให้ผมเห็นภาพของเด็กชายที่ผมพบเจอเมื่อ 15 ปีที่แล้ว

เรารับประทานอาหารและพูดคุยกันอย่างถูกคอ หลังจากทานข้าวและดื่มชากันไปคนละแก้ว เขาหยิบเช็คเงินสดจำนวน 5 ล้านเหรียญออกมาและพูดว่า

“ผมอยากร่วมลงทุนกับคุณ และภายใน 5 ปี ผมขอทุนคืน”

“5 ล้านเหรียญ” ผมอุทานขึ้นในใจ มันมากมายและมาทันเวลาพอดี

เด็กหนุ่มเล่าต่อว่า

“15 ปีก่อน คุณสอนให้ผมอยู่รอด จากนั้นผมก็มุ่งมั่นที่จะสร้างฐานะ ผมเฝ้าเก็บหอมรอมริบ ตอนนี้ผมมีบริษัทเป็นของตัวเอง ส่วนเงินจำนวน 5 ล้านเหรียญที่ผมร่วมลงทุนกับคุณนี้ ผมขอดอกเบี้ยจำนวนหนึ่ง”

ผมเงยหน้ามองเด็กหนุ่มแล้วถามว่าเท่าไหร่? เด็กหนุ่มตอบออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “1 เหรียญครับ!”

ผมพิงพนักเก้าอี้ แล้วก็ยิ้มออกมา 90 เหรียญที่ผมลงทุนกับเด็กหนุ่มคนนี้เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ด้วยความไม่ตั้งใจ กลับมีผลตอบสนองในวันนี้ถึง 5 ล้านเหรียญ นี่คงเป็นการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนมหาศาลที่สุดในชีวิตของผมเป็นแน่.

.....................................