Get Adobe Flash player

ห่วงใยคนไกล เมื่อหน้าหนาวมาเยือน โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

ปีนี้ ที่อเมริกา แคนาดา หนาวมาก พื้นที่หลายเมือง บ้านเรือน ถนนหนทาง รวมทั้งผืนป่าและภูเขา ปกคลุมด้วยหิมะหนา ขาวโพลนไปทั่วบริเวณ

ข่าวบอกว่าพายุหิมะรุนแรงที่สุด พัดกระหน่ำหลายรัฐทางตะวันออก เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 29 คน

หลายครอบครัว ติดอยู่ในบ้าน ต้องกักตุนอาหารไว้อย่างเต็มที่ อาศัยฮีทเตอร์ หรือเครื่องทำความร้อน เตาผิง ให้ทำงานอยู่ตลอดเวลา น้ำประปาก็ปิดไม่ได้ เพราะหากน้ำในท่อเป็นน้ำแข็ง ก็ไม่สามารถจะใช้การได้อีก

ผู้คนที่อาศัยอยู่ในบ้าน ต้องเรียนรู้วิธีการดำรงชีวิต ภายใต้อากาศที่หนาวเหน็บ

สภาพอากาศที่ติดลบในหลายพื้นที่ ยังคงส่งผลกระทบอย่างหนักต่อระบบคมนาคม การขนส่งทางอากาศ ต้องยกเลิกกว่า 4 พันเที่ยว

ที่เมืองโตรอนโต้ ของแคนาดา บางพื้นที่ในเมืองมีอุณหภูมิต่ำกว่าลบ 30-50 องศาเซลเซียส แม้แต่น้ำตก ไนแองการา ยังกลายเป็นน้ำแข็ง

อากาศแปรปรวนไปทั่วโลก ในภาคพื้นเอเชีย ไม่น้อยหน้า ตอนเหนือของจีนติดลบ 41 องศาเซลเซียส หนาวเย็นที่สุด ในรอบกว่า 50 ปี

ที่ฮ่องกงอุณหภูมิลดต่ำลงมากที่สุดในรอบเกือบ 60 ปี อุณหภูมิเฉลี่ย 3 องศาเซลเซียส

ญี่ปุ่น หนาวจัดและลมแรง ข่าวว่า ที่ “เมืองฟุกุโอกะ” บนเกาะคิวชู ติดลบ 4 องศาเซลเซียส ต่ำที่สุดในรอบ 44 ปี และคาดว่าจะลดต่ำลงอีก มีผู้เสียชีวิต จากความหนาวเย็น 52 คน

ที่เกาหลีใต้ หิมะที่ตกลงมาอย่างหนักในรอบ 30 ปี

เวียดนาม ข่าวก็ว่ามีหิมะตก หนาวที่รุนแรงที่สุดในรอบ 40 ปี พม่า ล้ำหน้ากว่าไทย มีหิมะตก สปป.ลาวก็มีหิมะ มีน้ำค้างแข็ง แม่คะนิ๊ง ลาวเทิง บนพื้นที่สูง แถบที่ราบสูงตรันนิน และที่สูงอื่น หนาวกว่าพื้นลุ่ม  เห็นภาพในโลกโซเชียลมีเดีย เด็กๆ เดินอยู่ตามทางในหมู่บ้าน ไม่มีรองเท้าเสื้อผ้าหนาพอ แก้มแดง เพราะความเย็น เห็นแล้วสะท้อนใจ

เมืองไทยบ้านเรา ที่ภาคเหนือ และภาคอีสาน ปีนี้หนาวรุนแรงมาก

คนรวยเขาอาจจะไปเที่ยวภูดูความเย็น ถือโอกาสสวมใส่เสื้อกันหนาวที่ซื้อมาแต่ยังไม่มีโอกาสใส่ คราวนี้จึงได้โชว์เต็มที่

แต่สำหรับคนจน มันหนาวจับขั้วหัวใจ มีคนตายแล้วกว่า 20 คน ภาพเด็ก คนแก่ ออกมาผิงไฟแล้วสงสารจับใจ ถ้าประเทศแก้ตรงนี้ไม่ได้ เราจะเป็นสี่จี ห้าจี สิบจี มีรถไฟความเร็วสูงเกือบเท่าเครื่องบินไปเพื่ออะไรกัน

อุณหภูมิ ขนาด 5-10-15 องศาเซลเซียส อาจไม่หนาวสำหรับบ้านอื่น เมืองอื่น แต่สำหรับประเทศไทย เมืองร้อน พี่น้องประชาชนมักไม่ได้เตรียมการไว้ โดยเฉพาะคนยากไร้ จะหนาวมาก เพราะถึงรู้ว่าจะต้องเตรียม แต่ก็หาเช้ากินค่ำ หรือทำนาไร่ ไม่มีกำลังที่จะเตรียมได้

เพราะเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มไม่อุ่น ผ้าห่มไม่หนาพอ ที่มีอยู่ก็กันหนาวไม่ได้ บ้านที่โปร่งโล่ง เมื่อลมหนาวเข้ามา ก็เข้าบ้านเต็มๆ

สำหรับเหตุการณ์เฉพาะหน้า ช่วงนี้ถ้าองค์กร สมาคม ชมรมใด รับบริจาคเสื้อผ้ากันหนาว แล้วส่งไปให้ถึงมือคนในชาติ น่าจะได้บุญมากๆ

จริงอยู่ กำลังเล็กๆ ของพวกเรา อาจส่งไปไม่ทั่วถึงทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็ได้ในบางส่วนนะครับ ที่สำคัญคือหัวใจ ที่สะท้อนถึงความรักและห่วงใย ที่มีต่อพี่น้องบนแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอน

ไม่อยากจะเรียกร้องให้รัฐบาลเข้าไปช่วย เพราะรัฐบาลถ้าไม่ลงมาเป็นรูปธรรมจริงจัง ก็คงช่วยอะไรไม่ได้มาก ก็อย่าไปกวนใจเขาให้ช้ำใจเราเอง

บ่นไปก็ขุ่นใจกันเปล่าๆ ขนาดคนเมืองยังต้องหันมาพึ่ง “ลูกเทพ” เป็นที่ยึดเหนี่ยว

ชาวบ้านเราคงต้องพึ่งตนเองเหมือนในอดีต ที่ยุคโน้นรัฐไม่เคยเข้าถึงชนบท เราต้องอยู่กันเอง สู้กันลำพัง และเมื่อป่วยไข้ รอดก็รอด ถ้าไม่รอดก็ตายกันไป

ย้อนไป... ยังจำภาพที่เห็นจนชินตา ตอนเช้า ลูกหลาน ช่วยกันหามแคร่ พาญาติผู้ใหญ่ ข้ามทุ่งข้ามนาเพื่อขึ้นรถ ส่งโรงพยาบาลในเมืองที่อยู่ห่างไกล

ตอนเย็นย่ำ เห็นภาพผู้ป่วยที่ไร้ชีวิตแล้ว ถูกพันห่อด้วยผ้าผวยและเสื่อใบเตย มัดติดกับไม้ยาวๆ เพื่อหามกลับมาบ้าน

มีน้าคนหนึ่ง แม่ตายในโรงพยาบาล ไม่มีเงินเช่ารถ อุ้มขึ้นรถสองแถว คนเขาคิดว่าแม่ป่วย แต่ก็ไม่สงสัย ลงจากรถเดินอีกหลายกิโล กว่าจะถึงบ้าน ต้องช่วยกันแกะแม่ออก

นึกทุกครั้ง ก็สะท้อนใจทุกครั้ง

อยากจะให้ผู้ที่เคารพนับถือในหมู่บ้านชนบท ช่วยกันแก้ปัญหา เมื่อเป็นวาระแห่งชาติไม่ได้ เราก็มาทำกันเอง ทำเป็นวาระแห่งหมู่บ้าน วาระแห่งตำบล ช่วยกันต้านภัยหนาวให้พ่อแก่แม่เฒ่า และลูกเด็กเล็กแดงของบ้านเรา

คนมีน้ำใจบนโลกใบนี้ยังพอมี ติดต่อเชิญชวนผู้คนที่มีจิตอาสา มาให้คำแนะนำ ก็น่าจะทำได้

ยกตัวอย่างนะครับ

เช่นสอนเด็กๆ ให้ใช้ผ้าขาวม้ามาทำผ้าพันคอ สอนให้เรียนรู้วิธีทำหมวกด้วยเศษผ้าและปุยนุ่น ที่คลุมได้ทั้งศีรษะ ใบหูลงมาผิดถึงคอ มีช่องเฉพาะตาและจมูก

โรงเรียน ต้องสอนให้เด็กรู้ว่า อะไรที่มีประโยชน์ เช่น “ต้นนุ่น” นั้นปลูกง่าย และโตเร็ว เอากิ่งปักลงดินก็ขึ้น เพาะเมล็ดก็ได้ ในลูกนุ่นมีปุยนุ่น สอนทำการฝีมือด้วยปุยนุ่น เพื่อโตขึ้นนิดหน่อย ก็สามารถทำผ้าห่ม ทำฟูกที่นอนใช้เองได้

หรืออย่างเช่นถ้าน้องๆ ลูกหลาน มีถุงเท้าบางๆ กันหนาวไม่ได้ แต่ถ้าสวมถุงพลาสติกเข้าไปอีกชั้น แล้วสวมถูงเท้าทับไปอีกคู่ ก็กันหนาวได้อย่างดีเช่นกัน

สวมเสื้อแขนยาวติดกระดุม แล้วสวมหัวด้วยถุงขยะขนาดใหญ่ (ถุงดำ) เพื่อกันลม

ให้น้องๆ รู้ว่า ถ้าหัวอุ่น เท้าอุ่น และอกอุ่น ก็จะไม่หนาว

คุณครูครับ ชุดนักเรียน เด็กชายนุ่งกางเกงขาสั้น เด็กหญิงสวมกระโปรง กันหนาวไม่ได้ คงจะขอให้ผ่อนปรน ชุดไหนที่ทำให้อุ่น ก็อนุโลมให้สวมใส่ไปก่อน เพื่อสุขภาพของเด็กๆ

ข่าวว่าโรงเรียนบางแห่ง มีเมตตาอนุญาตให้เด็กๆ เอาผ้าห่มมาห่มที่โรงเรียนได้ ก็ต้องขอขอบคุณมากๆ นะครับ คุณครู

ชนบท เรายังมีภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อหาทางแก้ปัญหาระยะยาว หากเกิดปัญหาเดิมในปีต่อไป เราจะรับมืออย่างไร

เช่นบ้านที่โปร่งๆ อาจต้องมีห้องนอนอีกหนึ่งห้องไว้กันหนาว ถ้ามีห้องอยู่แล้ว ก็หาวิธีบุผนังทำสิ่งที่เรียกว่า “อินซูเลชั่น” จากวัสดุที่หาได้

หรือทำเรือนเล็กเหมือนกับที่เรามียุ้งข้าวไว้ข้างบ้าน

หาวิธีสร้างห้องนอนต้นแบบ ใช้เป็นบ้านกันหนาวกันลม

ฝากคุณครู (อีกครั้ง) และน้องๆ นักเรียนช่าง นักศึกษาเทคนิค ที่มีอยู่ทั่วประเทศ ลองช่วยกันคิดแบบบ้านน็อกดาวน์ ที่ประหยัด หรือที่ชาวบ้านสามารถทำเอง ไม่ให้ลมเข้ามาได้

อย่างเช่น ที่เขาทำบ้านดินหลังใหญ่ เรามาประยุกต์ใช้ ทำเล็กๆ เพราะดิน ก็ไม่ต้องซื้อหา เอามาหมักเอามานวด พอที่จะมาก่อให้เป็นเรือนนอน  สู้กับตอนกลางคืนที่หนาวจัด

ดินที่นวดแล้ว ผสมขี้วัวขี้ควาย ผสมแกลบ หรือหญ้า ก่อกำแพงดินขึ้นไปทั้งสี่ด้าน มีประตูเล็กๆ เพียงบานเดียว ปิดด้านบนด้วยโครงไม้และฟากไม้ไผ่ แล้วละเลงดินอ่อนผสมหญ้าไม่ให้ลมเข้ามาได้ แล้วครอบด้วยหลังคาจาก-หญ้าคา- ตองตึง แล้วแต่ท้องที่ หรือถ้ามีทุนบ้างก็อาจเป็นสังกะสี ก็จะทนทาน

ทุกคนในครอบครัวก็จะได้ห้องนอนอุ่น ยิ่งนอนทั้งครอบครัว ความร้อนจากร่างกายแต่ละคน ก็ช่วยให้อุณหภูมิสูงขึ้น ช่วยกันเอง ไม่ต้องรอใคร

ด้วยความรัก คิดถึง และห่วงใยนะครับ